บางครั้ง ผมค้นพบว่าเราสามารถลดเวลาในการเถียงกันลงได้ ถ้าคุณเอาเวลาที่ใช้เถียงกันบนโลกออนไลน์ ไปทำค้นหาและทำความเข้าใจในรายละเอียดของสิ่งต่างๆ
เมื่อคุณคิดว่าความเชื่อ มีความสำคัญมากกว่าความจริง คุณเชื่อในตัวคุณเองแล้วไปเถียงกับชาวบ้านชาวช่องมากมาย ก็เกิดดราม่า ซึ่งไอ้ดราม่านี่ บางครั้งมันทำตัวเหมือนฝุ่น PM 2.5 ในอากาศชะมัด มันไม่ให้อะไรคุณนอกจากความเป็นพิษ และบดบังคุณจากการมองเห็นความจริงบางข้อ ซึ่งถ้าคุณแค่ยอมทำความเข้าใจ โลกนี้อาจไม่ต้องการบทสนทนาประเภททะเลาะเบาะแว้งมากเท่าที่เป็นอยู่
ผมยังจำได้ว่ามีการเถียงล่อกันไปมาในโลกออนไลน์เมื่อช่วงวันเปิดตัว Honda City รุ่นใหม่ล่าสุด (ตัวถังรหัส GN) ไปเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2019 ว่าเราควรจัดรถคันนี้ให้อยู่ในประเภท อีโคคาร์ หรือเป็นรถ B-segment บางคนก็บอกว่ารุ่นเก่าเป็น B-car ทำไมจะต้องไปนับรถรุ่นใหม่เป็นอีโคคาร์ บางคนหลงประเด็นขนาดหนัก พอไปบอกว่า City ใหม่เป็นอีโคคาร์ ยอมไม่ได้ หาว่าไปดูถูกรถเขา หรือบางคนก็บอกว่าขนาดตัวรถใหญ่เกินกว่าจะเป็นอีโคคาร์ พลังม้าเยอะเกิน ไม่เกี่ยวครับ คำว่าอีโคคาร์ ไม่ใช่ความรู้สึกครับ มันคือเกณฑ์ที่มีความชัดเจน

ความจริงมันง่ายนิดเดียวครับ คุณไปเปิดเว็บ Ecosticker เขาก็จะแจ้งให้คุณทราบว่า Honda City รุ่นปัจจุบัน เสียภาษีสรรพสามิตอยู่ในอัตรา 12% ซึ่งมันคือเรตของอีโคคาร์ แล้วมันจะไม่ใช่อีโคคาร์ได้อย่างไรล่ะครับ? แล้วก็เลิกความคิดที่ว่าอีโคคาร์เป็นรถถูกๆของคนจน หรือมองอีโคคาร์เป็นการดูหมิ่นได้แล้ว อีโคคาร์ คือรถที่มีมาตรฐานตามเงื่อนไขของรัฐบาลให้รับภาษีสรรพสามิตในอัตราที่ถูกลง เช่น ต้องประกอบในประเทศ ต้องปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร เครื่องยนต์ ถ้าเป็นเบนซิน ขนาดความจุต้องไม่เกิน 1.3 ลิตร เป็นต้น ไม่เห็นมีตรงไหนเป็นข้อด้อยสักหน่อย มีแต่ประโยชน์ต่อสังคมในภาพรวมทั้งนั้น
แค่เข้าใจวิธีการตั้งภาษีสรรพสามิต เข้าใจเรื่องการสร้างโอกาสการขายของบริษัทรถ คุณก็จะไม่ประสาทกับคำว่าอีโคคาร์
สิ่งที่น่าจะเป็นประเด็นมากกว่าก็คือเรื่องพละกำลัง เพราะที่ผ่านมา พอได้ชื่อว่าเป็นอีโคคาร์ที่ต้องเน้นเรื่องการปล่อยมลภาวะน้อย ทำให้รถส่วนมากต้องใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็ก มีพละกำลังต่ำ จนกลายเป็นที่มาของคำว่าอีโคคาร์ขึ้นเขาไหวมั้ย ..ก็อาจจะไม่ไหวในบางลูก แต่ด้วยเงินที่คุณเซฟจากค่าน้ำมันและค่าบำรุงรักษา คุณน่าจะเหลืองบพอไปใช้รถแบบที่ขึ้นเขาได้ในการเดินทางเฉพาะบางทริปที่จำเป็น ไม่ต้องแบกค่าบำรุงรักษาแบบรถใหญ่ด้วยการเป็นเจ้าของ

อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็น Honda ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำของรถระดับ B-segment ขนาด 1.5 ลิตรในไทยมาหลายสิบปี การที่จะพยายามหาทางไปต่อในอนาคตด้วยการคบกับเครื่องยนต์บล็อคเล็ก พาตัวเองเข้าเงื่อนไขอีโคคาร์ อาจจะทำให้ลูกค้าจิตใจไหวสั่น เพราะมีลูกค้าจำนวนมาก ที่ไม่ซื้อรถ 1.2 ลิตร เพราะต้องการพลังความเร็วเอาไว้ใช้เดินทางไกล ดังนั้นเมื่อมีการปล่อยข่าวว่า City ใหม่จะเลิกใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร และไปเข้าร่วมเป็นอีโคคาร์ Phase 2 บางท่านก็เป็นกังวล ว่าท้ายที่สุด พวกเขาจะไม่มีทางเลือกรถเล็กที่มีพลังพอเดินทางต่างจังหวัดเหลืออีก
จนกระทั่งเมื่อรถเริ่มถูกส่งไปยังโชว์รูม และมีเซียนรถ หรือ Youtuber หลายท่านได้ลองไปทำอัตราเร่ง ประกอบกับการที่สื่อมวลชนระดับแนวหน้าของประเทศ ได้มีโอกาสไปทดสอบเบื้องต้นที่สนามทดสอบของทาง Honda ทำให้เราได้ทราบว่า City ใหม่ มีอัตราเร่งที่เหมือน Rexona (ไม่ทำให้คุณผิดหวัง) ผมจึงรอโอกาสที่จะได้ทดสอบด้วยตัวเอง จนกระทั่ง Honda เชิญให้มาลองขับกันที่เชียงราย ด้วยรถเวอร์ชั่นผลิตขายจริง บนถนนไทย แถมยังเลือกเส้นทางบนหุบเขาให้ลองกันด้วยว่า อีโคคาร์ขึ้นเขาไหวมั้ย
อ่านถึงตรงนี้ หลายท่านรู้แล้วล่ะว่าไหว แต่ไหวแบบสบายนั่งจิบชา หรือไหวแบบจับกังหลังอาทิตย์ตก รีวิวนี้ มีคำตอบให้


แนวคิดในการสร้าง Honda City ใหม่ (GN) ก็คือ “AMBITIOUS SEDAN”
อย่าไปแปลตรงตัวว่ารถสี่ประตูผู้ทะเยอทะยานนะครับ แท้จริงแล้วเขาหมายถึง รถที่ออกแบบมาเพื่อคนที่ต้องการเขยิบมาตรฐานชีวิตของตนเอง สู่ระดับที่สูงขึ้น รับสิ่งใหม่ที่ดีงามสู่ชีวิต ดังนั้นในเรื่องของการออกแบบ จะเห็นได้ว่า Honda พยายามปรับรูปทรงของรถให้ดูมีความหนาใหญ่เจ้าเนื้อขึ้น กว้างขึ้นและเตี้ยลง ความรู้สึกที่ได้จากรูปทรง ก็คือ ความแข็งแกร่งที่ดูแล้วสามารถปกป้องคนในรถได้ ตลอดจนเส้นสันด้านข้างแบบ Cutting Edge ซึ่งถ้าเป็นคน ก็เหมือนกับกล้ามเนื้อป่องๆของเทพเจ้าหมัดดาวเหนือ
ส่วนหน้าของรถ มีเพียงแค่เอกลักษณ์ดีไซน์ Solid Wing Face ที่ยังสืบทอดมาจากรุ่นเดิม แต่สิ่งอื่นล้วนถูกเปลี่ยนแปลงไปจนหมดสิ้น ไฟท้าย ซึ่งเป็นจุดที่มักดูขัดตา เหมือนถูกออกแบบมารีบๆลวกๆใน City หลายเจนเนอเรชั่นก่อนหน้านี้ ถูกขัดเกลาจนดูมีรสนิยม มีเส้น LED Tube คาดผ่าน ดูเผินๆแล้วเหมือนรถยุโรปบางรุ่นที่มาจากเมืองมิวนิค ชื่อยี่ห้อมีสามพยางค์ รหัสตัวถังขึ้นต้นด้วย G แต่ผมบอกไม่ได้จริ๊งๆเว่ย ว่ามันคือรถอะไร
แต่ในภาพรวม สิ่งที่วิศวกรและนักออกแบบต้องการจากรถคันนี้ ก็คือรูปทรงที่ดูสปอร์ตขึ้น ดูแข็งแกร่งขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่ ได้รูปทรงแบบที่เห็นแล้วสร้างความรู้สึกว่าเป็นรถที่น่าเชื่อถือ ดูแพงขึ้น
..อันนั้นคือสิ่งที่เขาคิดนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิด เดี๋ยวเข้าใจผิด ..

Honda City โฉมใหม่ มีความยาว 4,553 มิลลิเมตร กว้าง 1,748 มิลลิเมตร สูง 1,467 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,589 มิลลิเมตร ระยะความกว้างฐานล้อคู่หน้าและหลังอยู่ที่ 1,497 และ 1,483 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดถึงพื้น 135 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 40 ลิตร น้ำหนักตัวรถ รุ่น S และ V เท่ากับ 1,150 กิโลกรัม รุ่น SV บวกเพิ่มอีก 4 กิโลกรัม และรุ่น RS หนักสุด คือ 1,165 กิโลกรัม
เราลองเทียบขนาดกับรถรุ่นเดิม จะเห็นได้ว่า รุ่นใหม่ยาวขึ้นมาก (113 มิลลิเมตร) กว้างขึ้นมาก (53 มิลลิเมตร) เตี้ยลงเพียงเล็กน้อย (10 มิลลิเมตร) ฐานล้อสั้นลงเล้กน้อย (11 มิลลิเมตร)
เมื่อเทียบกับรถพิกัดเดียวกัน มีข้อมูลดังนี้
สรุปได้ว่า Honda City ใหม่ ดูจะมีขนาดตัวโตกว่าเพื่อน ยาวกว่า กว้างกว่าคนอื่น เตี้ยเกือบสุด ตามมาด้วย Suzuki Ciaz ที่ใหญ่เกือบเท่ากันและตัวสูงกว่า แล้วค่อยเป็น Almera, ATIV และ Mazda ที่เล็กกว่าคนอื่นชัดเจน

รถทดลองขับของเราวันนี้เป็นรุ่น Turbo RS ราคา 739,000 บาท มีการตกแต่งภายนอกที่แตกต่างจากรุ่นย่อยอื่น
- ชุดราหูสปอร์ตเซ็ต – กระจังหน้าตาข่าย กระจกมองข้าง สปอยเลอร์หลังขนาดเล็ก เป็นสีดำเงา
- กันชนแบบสปอร์ต พร้อมลิ้นหน้า และดิฟฟิวเซอร์ท้าย ตกแต่งเป็นลายคาร์บอนไฟเบอร์
- ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ยาง 185/55R16 (รุ่นอื่นได้ขนาด 185/60R15)
- ไฟหน้าแบบ LED (ผมชอบเรียกไฟตาแตก เพราะมันดูไกลๆแล้วเหมือนใครมาทุบแตก)
- ไฟตัดหมอก
ส่วนตัวผมคิดว่า City ใหม่นี่ท้ายสวยถูกใจมาก ด้านข้างก็สวย เก็บรายละเอียดดีกว่ารุ่นเดิม แต่ผมรู้สึกว่าด้านหน้ารถมันดูป้านๆสูงๆ ถ้าคุณมองจากด้านหน้าแบบเฉียงข้างนิดๆ รถมันจะดูโย่งโก๊ะ มุมหน้าเฉียงนี่ Mazda 2, Nissan Almera และ Suzuki Ciaz หล่อกว่า ถ้าเหลาหน้าให้ดูแหลมเพรียวกว่านี้ รถจะดูดี และเมื่อใส่ล้อแต่ง 15 นิ้วกับยางเล็กแบบวัยรุ่นสนามแข่งนิยม รถก็จะยังดูมีสัดส่วนลงตัว ตอนนี้กลายเป็นว่าต้องใส่ล้อและยางที่ขนาดโตเพื่อให้สมส่วมกับตัวรถและขนาดซุ้มล้อ


ภายในของ Honda City ใหม่นี้ ทางวิศวกร คำนึงถึงการพยายามจัดพื้นที่เน้นประโยชน์ใช้สอยสูงสุด แม้ว่าระยะฐานล้อของรถจะสั้นลง แต่กลับได้พื้นที่ภายในสำหรับการโดยสารมากขึ้น วิธีง่ายๆก็คือพยายามออกแบบแดชบอร์ดให้ผลักไปข้างหน้า บริเวณรอบคันเกียร์จะไม่ได้ยกสูงขึ้นมากแบบ Civic ทำให้อาจดูไม่สปอร์ต แต่ก็ให้พื้นที่ทางสายตา และพื้นที่สำหรับแหกแข้งขาได้มากขึ้น
ตัวเบาะหน้า ถูกออกแบบให้เว้าด้านหลังของเบาะมากกว่าเดิม เพื่อให้ผู้โดยสารด้านหลังมีพื้นที่บริเวณเข่ามากขึ้น อีกทั้งยังปรับพื้นรถบริเวณใต้เบาะหน้าใหม่ เพื่อให้ผู้โดยสารด้านหลังสามารถสไลด์เท้าเข้ามาใต้เบาะได้มากกว่าเดิม 31 มิลลิเมตร
รุ่น Turbo RS นี้ เป็นรุ่นเดียวที่จะได้เบาะแบบหุ้มด้วยหนัง สลับกับหนังกลับ มีการเดินด้ายแดงตามจุดต่างๆ ภายในห้องโดยสาร มีเค้าของความเป็นสปอร์ต แต่ภาพรวมของห้องโดยสาร ยังไม่ได้ดูล้ำสมัยไฮคลาสแบบ Mazda 2 Minorchange นี่ก็คือเรื่องที่คุณอาจจะมองว่า “ทำไม Honda ไม่ทำให้มันล้ำยุคไปเลย?” ที Civic ยังทำได้ เรื่องนี้อาจต้องอธิบายว่า สำหรับรถที่มียอดขายมากขนาดที่เรียกได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังแห่งชาติของ Honda ในไทย และเป็นรถที่มีกลุ่มเป้าหมายจริง (ไม่ใช่ในสไลด์อธิบายผลิตภัณฑ์) กว้างราวทะเลทรายซาฮาร่า
ถ้าคุณเป็นคนออกแบบ แล้วหน้าที่ของคุณคือ ต้องทำรถที่คนอายุ 18 ขับก็แฮปปี้ คนอายุ 80 ขับก็ต้องพอขับได้ รองรับคนทุกรสนิยม ทุกอาชีพ ผมว่างานนี้คิดหนัก ไม่เหมือน Mazda ที่รู้ตัวเองว่ากลุ่มเป้าหมายเขาคือวัยรุ่นไฮเทคชัดเจน

เบาะนั่ง เป็นแบบปรับด้วยมือ เฉพาะด้านคนขับเท่านั้นที่จะสามารถปรับความสูงได้ด้วยคันโยกด้านข้างเบาะ เวลาปรับ ก็จะยก หรือกดแบบไปทั้งตัว ไม่สามารถแยกปรับกระดกเฉพาะส่วนรองน่องได้ ซึ่งก็น่าเสียดาย แต่รถในราคาระดับนี้ส่วนมากก็ปรับกันได้แค่นี้แหละ
Honda อธิบายว่า พวกเขาออกแบบพนักพิงศีรษะให้เตี้ยลงกว่าเดิม 15 มิลลิเมตร และยังทำเบาะตอนบนให้ “Slim” ด้วยการบีบให้แคบลงอีก 60 มิลลิเมตร ..ก็น่าจะทำเพื่อให้คนนั่งหลังรู้สึกว่ามองไปข้างหน้าแล้วดูโปร่งมากขึ้น แต่ผมคิดว่าสำหรับรถระดับนี้ มักจะมีแต่คนขับ กับผู้โดยสารหน้าเป็นหลัก จึงน่าจะเน้นความสบายของเบาะนั่งตอนหน้ามากกว่านี้
ถ้าคุณเป็นคนตัวผอมพอดีเบาะ คุณอาจไม่มีปัญหาอะไรกับมัน แต่ถ้าคุณตัวล้นเบาะมาเยอะ ตัวเบาะที่แคบก็จะทำให้รู้สึกว่ารองรับร่างกายท่อนบนได้ไม่ดีพอ ยังดีที่ส่วนเบาะรองนั่งหนา แข็งกำลังเหมาะ และพนักพิงศีรษะยังมีความนุ่มให้สัมผัส เอนหัวลงไปพักพิงยามขับทางไกลแล้วไม่รู้สึกเหมือนโดนพ่อเอาปลายนิ้วทั้งสี่ ทิ่มหลังหัวเวลาเราพูดอะไรโง่ๆออกไป ผมรู้สึกว่าถ้ายกตัวเบาะออกมาทำเป็นเก้าอี้รับแขกนี่ เบาะของรุ่นเดิม, ของ Suzuki Ciaz หรือแม้แต่ของ Mazda 2 หลังไมเนอร์เชนจ์แล้ว สบายกว่าครับ แต่การที่ Honda มีพื้นที่ระหว่างไหล่ถึงแผงประตู กับเนื้อที่แหกขาเยอะ พวกมาลัยก็ปรับได้ 4 ทิศ และปรับได้เป็นระยะยาวทีเดียว เลยทำให้ภาพรวมออกมา เป็นรถที่คน 5XL แบบผม นั่งสบายที่สุดในบรรดารถระดับเดียวกัน
สิ่งหนึ่งที่น่าจะให้มาหน่อยก็คือ เข็มขัดนิรภัยที่ปรับระดับความสูงได้ เพื่อให้มีความปลอดภัยสูงสุดในการเหนี่ยวรั้งตัวอย่างถูกจุด แม้ว่า Almera ก็ไม่มีเข็มขัดปรับระดับได้ แต่ Mazda 2 มีครับ

ส่วนเบาะหลังนั้น พนักพิงศีรษะที่ออกแบบมาหลอกไก่ นึกว่าเป็นหมอนรองหัวแบบแยกยกชิ้นได้ แต่ที่จริงมันผนึกรวมเป็นชิ้นเดียวกับพนักพิงหลังไปเลย แต่พอนั่งจริงกลับรู้สึกไม่รำคาญ มันทำองศามารับหัวได้ค่อนข้างพอดี เนื้อที่ Headroom นั้น พอสำหรับคนตัวผอมที่สูง 180 เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นผม (ก้นหนานุ่มสไตล์หมี) สูง 183 เซนติเมตร หากนั่งแบบตัวตรง หัวจะติดหลังคา ต้องไถลตรูดครูดมาข้างหน้าสัก 2 นิ้ว ก็จะสามารถนั่งได้
ที่ชอบมากคือ แม้ผมจะคาเบาะหน้าไว้ในตำแหน่งที่ตัวเองนั่งขับ แล้วย้ายมานั่งข้างหลัง แล้ว..ก็ต้องนั่งแบบไถลตรูดมาข้างหน้านิดๆ ก็ยังมีที่วางขาเหลือมากพอให้รู้สึกสบายจนน่าจะนั่งโดยสารทางไกลหลายๆชั่วโมงได้ ในภาพรวมทั้งตัวเบาะและพื้นที่จึงถือว่าดีมาก Suzuki Ciaz เป็นผู้นำเรื่องเบาะหลังมาโดยตลอด..แพ้ Honda ที่พนักรองศีรษะ ส่วน Almera ใหม่นั้น ผมลองนั่งแล้วรู้สึกว่าตัวเบาะยังไม่สบายเท่า จุดที่ควรแข็งก็นุ่มยู่ จุดที่ควรนุ่มก็ดันแข็งไม่สบาย แต่อาจจะสบายสำหรับคนตัวเล็กๆ
ที่สำคัญ ในขณะที่ Almera ไม่มีพนักเท้าแขนเบาะหลัง Honda City มีมาให้ (เฉพาะในรุ่น RS) แต่เวลากางออกมา มันจะตกแป้กลงไปบี้กับเบาะรองนั่ง น่าจะมีกลไกล็อคให้มันเด่ชี้ไปหาขอบฟ้ามากกว่านี้ ไม่ใช่หล่นเหมือนชายขาดสมรรถภาพ ซึ่งพอเท้าแขนลงไป ระนาบที่เท้าแขนก็เตี้ยกว่าพนักเท้าฝั่งประตู ทำให้ต้องนั่งเอียงแปลกๆ นอกจากนี้ มีช่อง Power Outlet มาให้ 2 ช่อง ซึ่งเมื่อถามวิศวกรเล่นๆว่าทำไมไม่ให้เป็นช่อง USB มาเลย เขาก็ตอบว่ามันทำได้สารพัดประโยชน์กว่า และ Adapter สำหรับแปลง Power Outlet ออกเป็น USB ก็หาได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม หากต้องเลือกรถอีโคคาร์ 4 ประตูด้วยเรื่องความสบายบนเบาะหลัง ผมยังชูแขนให้ City ยกให้เป็นอันดับหนึ่งของคลาส ด้วยเหตุผลเรื่องพื้นที่ และการออกแบบตัวเบาะ #GrabCarถูกใจสิ่งนี้ ครับ

ฝากระโปรงท้าย สามารถเปิดได้ด้วยการกดปุ่มบน Smart Key คาไว้ 3 วินาที หรือใช้คันโยกจากในรถ หรือจะเปิดจากสวิตช์ที่ฝาท้ายเลยก็ได้ ท้ายรถเก็บงานได้ค่อนข้างดี ไม่ขี้เหนียววัสดุซับเสียง พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายกว้างพอประมาณ ไม่มีตัวเลขความจุว่ากี่ลิตร แต่กะด้วยสายตา ไม่น่าจะหนีรุ่นเก่ามากนัก ใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ได้สบาย แต่ถ้าอยากบรรทุกของยาวๆ งานนี้จะลำบากหน่อย เพราะเบาะหลังไม่สามารถพับได้
เหตุผล? ถ้าไม่นับเรื่องต้นทุน ก็คงเป็นเรื่องความง่ายในการออกแบบ สิ่งที่วิศวกรบอกก็คือคนใช้รถ Segment นี้ น้อยครั้งมากที่จะต้องขนของเยอะถึงขนาดต้องพับเบาะ และเมื่อพวกเขาไม่จำเป็นต้องออกแบบเบาะไว้เผื่อการพับราบ ก็สามารถออกแบบส่วนเบาะรองนั่ง และพนักพิงหลังเพื่อความสบายสูงสุดได้ง่ายกว่า
City ยังมียางอะไหล่ขนาดเล็กสำหรับกรณีฉุกเฉินมาให้ แม้จะเป็นยาง Compact ซึ่งเมื่อใส่แล้วจะวิ่งเร็วมากไม่ได้ แต่อย่างน้อย ผมก็เห็นด้วยกับการมียางอะไหล่มากกว่าการใช้ชุดปะยาง มันมีเหตุผลที่แตกต่างกันระหว่างค่ายผู้ผลิต บางค่ายอย่าง Suzuki จะให้ชุดปะยาง เพราะมองว่า รถผู้หญิงใช้ (และเป็นหญิงโสด ไม่มีใครจีบ) เวลายางแตก ถ้าต้องมาขึ้นแม่แรง ถอดน็อต แบกล้อ ขันล้อเอง จะลำบากมาก ส่วน Honda ยืนยันใช้ยางอะไหล่ เพราะรู้ว่าลูกค้า City หลายคนต้องขับรถไกลมาก และในบางกรณีที่ยางแตก อาจต้องวิ่งทับบดครูดจนโครงสร้างเสียหาย ชุดปะยางเทวดายังไงก็ซ่อมไม่ได้ ดังนั้น ให้ยางอะไหล่มาแหละดีกว่า

แผงแดชบอร์ด ดีไซน์ดูค่อนข้างล้าหลัง ถ้านับแค่เรื่องรูปร่าง ไม่นับเรื่องวัสดุ ผมกลับชอบแดชบอร์ดแบบเจนเนอเรชั่นที่แล้วมากกว่าด้วยซ้ำ รุ่นใหม่นี้ทำมาดูเหมือนแดชบอร์ดรถ MPV แถมดูแก่ๆอย่างบอกไม่ถูก วัสดุที่ใช้ก็ธรรมดามาก พลาสติกแข็งซะเยอะ โชคดีที่ยังแซมขลิบขอบช่องแอร์ด้วยสีเงิน มีวัสดุสีดำเงา และมีวัสดุบุนุ่มเย็บตะเข็บแดงมาให้ที่ฝั่งคนนั่ง Almera ก็มีแดชบอร์ดสไตล์ลดต้นทุนเหมือนกัน แต่ดีไซน์ดูแล้วทันสมัยกว่า ส่วน Mazda นั้นขนาดว่าออกขายมานานแล้ว ก็ยังดูสวยทันสมัย วัสดุดูดีกว่าใคร
แต่อย่างที่บอก..ว่า City ต้องออกแบบมาเอาใจกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมาก ความน่ารักของมันคือทุกอย่างดูใช้ง่าย เข้าใจง่าย วางถูกตำแหน่ง ช่อง USB 2 ตำแหน่ง และ Power Outlet มองเห็นได้ง่าย เสียบใช้ง่าย มีที่วางโทรศัพท์ใกล้กับช่อง USB เลย สวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ (ไม่มีระบบ Heater) ก็มีขนาดใหญ่ กดสั่งการง่าย จอกลางอยู่ในตำแหน่งใกล้ระดับสายตา ไฟฉุกเฉินอยู่ถูกที่ กดใช้ได้เร็วไว ชุดแท่นเกียร์ ไม่ยกระดับสูงแบบ Almera แต่ข้อดีก็คือไม่เบียดบังที่วางขา
ปุ่มกดตั้งระยะ TRIP/RESET เปลี่ยนจากก้านไม้ตะพดยาวๆในรุ่นก่อน มาเป็นปุ่มอยู่ทางซ้ายของหน้าปัด ผมลองคำสั่งเทสต์เข็มและหลอดไฟทุกตัวบนหน้าปัดเล่นๆ ก็ยังทำได้เหมือนทุกรุ่นที่ผ่านมา เผื่อใครอยากลองทำกับ Honda ของตัวเอง จำง่ายๆครับ ขึ้นรถ ปิดประตู กดปุ่มสตาร์ท 1 ทีไม่ต้องเหยียบเบรกนะ แล้วก็เอานิ้วชี้มือซ้าย กดปุ่ม Trip คาไว้ห้ามปล่อย เอามือขวาบิดก้านจาก OFF ไปที่ไฟหรี่ เอามือกดปุ่มสตาร์ทอีก 1 ที ปิดไฟหรี่>เปิดไฟหรี่>ปิดไฟหรี่ แล้วเอานิ้วที่กด Trip ค้างไว้นั่นแหละ ปล่อย แล้วกด Trip 3 ทีติดกัน ที่เหลือก็ดูโชว์สวยๆจากหน้าปัด อยากเล่นซ้ำ ก็กดปุ่ม Trip จะเลิกเล่น ก็กดปุ่มสตาร์ท 1 ครั้ง แค่นั้น ไปลองกันได้ครับ


จอกลางขนาด 8 นิ้ว มีในรุ่น SV และ RS เป็นจอทัชสกรีน มีแต่ฟังก์ชั่นพื้นฐานและควบคุมระบบต่างๆเฉพาะชุดเครื่องเสียง ไม่ได้มีโปรแกรมที่สามารถไปตั้งค่าของตัวรถพวกเรื่องการทำงานของไฟ ระบบล็อค อย่างใน Civic หรือ Accord เฉพาะรุ่น RS เท่านั้นที่จะได้ชุดเครื่องเสียงที่มี 8 ลำโพง (รุ่นอื่นๆมี 4 ลำโพง) และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือแบบ Honda CONNECT (รุ่น SV เชื่อมต่อมือถือได้ แต่ไม่มีแอพฯ Honda CONNECT)

โดยแอพพลิเคชั่น Honda CONNECT นี้ ก็มีลักษณะคล้ายกับระบบสั่งการรถผ่านสมาร์ทโฟนที่ MG กับ Toyota เขามีมานานแล้ว โดยสามารถรองรับคำสั่งดังต่อไปนี้
- MY SERVICE – เช็คประวัติ และเตือนการเข้ารับบริการที่ศูนย์
- DRIVING BEHAVIOR – พฤติกรรมการขับขี่และบันทึกการเดินทาง (อันนี้วัยรุ่นพ่อแม่ดุไม่น่าจะปลื้ม)
- WIFI – เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากตัวรถ
- AIRBAG DEPLOYMENT – เมื่อถุงลมนิรภัยกาง จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือโดยอัตโนมัติ
- SECURITY ALARM – แจ้งเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับรถ
- GEO FENCE & SPEED ALERT – ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถถูกขับออกจากขอบเขตบริเวณที่ User กำหนด และแจ้งเตือนความเร็ว (ระบบนี้ ภรรยาน่าจะชอบ สามีอาจจะไม่)
- FIND MY CAR – แสดงพิกัดของรถบนสมาร์ทโฟน
- REMOTE VEHICLE CONTROL – ตั้งค่าของรถ ล็อค/ปลดล็อครถ รวมถึงสั่งสตาร์ทรถเปิดแอร์รอ คุณสามารถสั่งได้เลยว่าจะเอาแอร์เย็นมากน้อย 3 ระดับ และสามารถตั้งเวลาให้รถดับเองได้ (เป็นหน่วย นาที)
นับว่าเป็นการใช้สมาร์ทโฟนให้เกิดประโยชน์ ทำให้รถเล็กราคาเท่านี้ มีฟังก์ชั่นการควบคุมต่างๆเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ REMOTE VEHICLE CONTROL นั้น ทำให้สามารถสตาร์ทรถเปิดแอร์รอได้ ตั้งค่าได้ละเอียดกว่า ดีกว่าระบบ Remote Engine Start ใน Civic Minorchange เสียอีก เพราะ Civic นี่ยังไม่มี Honda CONNECT นะครับเท่าที่ดูในโบรชัวร์



กล้องมองหลัง มีให้ในรุ่น SV และ RS ภาพคมชัดพอใช้ (ของจริงอาจจะดูไม่สวยเหมือนภาพจาก Honda ข้างบนนี้) สามารถปรับมุมมองได้ 3 แบบ เส้นกะระยะเป็นแบบตายตัว ไม่ได้บิดไปตามองศาการเลี้ยวของพวงมาลัย

แผงมาตรวัด รุ่น RS จะพิเศษกว่ารุ่นย่อยอื่นตรงที่ได้เข็มแดง วงมาตรวัดขลิบขอบแดง ซึ่งรุ่นอื่นๆจะเป็นสีขาว
ผมชอบมาตรวัดที่ดูง่ายในลักษณะนี้ ไม่ต้องมีลูกเล่นอะไรมากเลย แค่พื้นดำๆ Simple กับตัวเลขและเข็มที่สว่างชัดเจน ก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง ลูกค้าอาจจะไม่ได้คำนึงถึงการขับแบบซิ่ง และมองไปที่ความหรูเริดแพรวพราว ซึ่งถ้าใครชอบแสงสีสวยๆ City นี่คือตายอนาถเลยครับ เพราะอย่างของ Mazda ก็มีลูกเล่นการจัดวางที่ดูสปอร์ต มีจอ HUD มาให้ ส่วน Nissan Almera นั้น ซีกหนึ่งจะเป็นจอ MID แบบสีขนาดใหญ่ โชว์ค่าได้หลายแนว แต่ของ City จะมีจอ MID ที่เหมือนหลุดมาจากปี 2010 เป็นดิจิตอล Matrix ธรรมดา เผลอๆหน้าปัดของเจนเนอเรชั่นที่แล้วอาจจะถูกใจวัยรุ่นมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม คุณยังสามารถกดดู Trip A, Trip B, OIL LIFE และ RANGE (ระยะทางที่ยังวิ่งได้ด้วยน้ำมันที่เหลือในถัง) ไม่มีมาตรวัดอุณหภูมิน้ำมาให้

