Mazda ทำตลาดรถยนต์นั่งขนาดกระทัดรัด C-segment ของพวกเขาด้วยรถอย่าง Familia ตั้งแต่ปี 1963 และได้วิวัฒนาการต่อมาอีก 8 เจนเนอเรชั่นโดยใช้ชื่อในการทำตลาด 323 และ Protege ในบางประเทศ หลังจาก 8 เจนเนอเรชั่นผ่านไป Mazda ก็ยุบชื่อเดิม แล้วใช้ชื่อรุ่นเป็นตัวเลขแทน นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Mazda 3 (ในญี่ปุ่นเรียกว่า Axela) ซึ่งเปิดตัวเจนเนอเรชั่นแรกในญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมปี 2003 โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกับ Ford จนกระทั่งวันที่ 26 มิถุนายน 2013 Mazda เผยโฉมเจนเนอเรชั่นที่ 3 ที่มีโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องยนต์แบบ SKYACTIV เป็นการปฏิวัติรูปแบบของรถจากนอกถึงใน

นับจากปี 2003 ถึงปัจจุบัน Mazda ขายรุ่น 3 ไปแล้วมากกว่า 6 ล้านคัน เป็นรถรุ่น Global ที่มียอดขายดีที่สุดของค่าย สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรมให้กับ Mazda รถเจนเนอเรชั่นที่ 3 (SKYACTIV 1) เป็นแรงผลักดันสำคัญส่วนหนึ่งในเรื่องการออกแบบ KODO design และวิศวกรรมที่มุ่งเน้นความรู้สึกที่ดีเมื่อได้ขับ ตลอดจนการตอบสนองต่อคำสั่งของผู้ขับ และลดอัตราการสิ้นเปลืองลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับ Mazda 3 สมัยที่อยู่ใต้ร่มของ Ford


ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2018 Mazda ใช้เวทีงาน Los Angeles Auto Show ในการเผยโฉม Mazda 3 เจนเนอเรชั่นที่ 4 อย่างเป็นทางการ ทั้งรุ่น 4 ประตูซีดานและ 5 ประตู แฮทช์แบ็ค โดยไฮไลท์ทางเทคนิคของรถรุ่นใหม่นี้ ประกอบไปด้วย
- ดีไซน์ KODO เวอร์ชั่น 2.0
- การปรับปรุงดีไซน์ภายในรถและการเลือกวัสดุภายในกับการเก็บเสียงโดยพยายามเทียบมาตรฐานใกล้เคียงแบรนด์ยุโรปมากขึ้น
- เครื่องยนต์ ที่มีทั้งการนำบล็อคเดิมมาปรับปรุงใหม่ทั้งเบนซินและดีเซล พร้อมขายในต้นปี 2019 และเครื่องยนต์ใหม่ SKYACTIV-X + M-Hybrid (Mild Hybrid System)
- ครั้งแรกของ Mazda 3 ที่ใช้ช่วงล่างหลังแบบคานบิดแทนแบบอิสระ
ทั้งนี้ ในการวิจัยและพัฒนา Mazda 3 รุ่นใหม่ มีคำสั้นๆที่ใช้กำกับแนวคิดว่า “An object of universal desire” หรือแปลเป็นภาษาไทยแบบไม่อิง Google translator ว่า “รถที่ใครเห็นแล้วก็ต้องอยากได้” ซึ่งสิ้งนี้นำมาสู่การปรับปรุงและเพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่ๆที่ใส่ลงไปในรถรุ่นใหม่นี้
ก่อนอื่นๆ เรามาดูรูปทรงภายนอก เทียบระหว่างรุ่น 4 ประตูกับ 5 ประตูในทุกมุม






ขนาดและมิติ
สำหรับรถรุ่นใหม่ ตัวซีดาน มีความยาว x กว้าง x สูง เท่ากับ 4,662 x 1,797 x 1,445 มิลลิเมตร ส่วนรุ่นแฮทช์แบ็ค มีขนาดตัวถังเท่ากับ 4,459 x 1,797 x 1,440 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,725 มิลลิเมตร
ส่วนรุ่นเดิมนั้น ตัวซีดาน มีความยาว x กว้าง x สูง เท่ากับ 4,589 x 1,795 x 1,450 มิลลิเมตร ส่วนรุ่นแฮทช์แบ็ค มีขนาดตัวถังเท่ากับ 4,470 x 1,795 x 1,450 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,700 มิลลิเมตร
หรือโดยสรุปก็คือ Mazda 3 รุ่นใหม่ กว้างเกือบเท่าเดิม และเตี้ยลงเล็กน้อย รุ่น 4 ประตูตัวถังจะยาวกว่ารุ่นเดิม ในขณะที่รุ่น 5 ประตูกลับสั้นลงกว่ารุ่นก่อน



การออกแบบภายนอก
Mazda 3 โฉม 2019 นี้ มีความคล้ายกับรถ Kai Concept ที่โชว์ในงาน Tokyo Motor Show ปี 2018 สิ่งที่ยกแบบมาคือกระจังหน้าขนาดใหญ่และไฟหน้าที่เรียวเล็ก แต่แน่นอนว่ารถเวอร์ชั่นผลิตจริงจะดูจืดลงกว่าหน่อยเพราะต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยจากการชนและความง่ายในการผลิตรวมถึงต้นทุน สัดส่วนของตัวรถ ถือได้ว่าเป็นรถเครื่องวางขวางที่มีกระโปรงหน้ายาว เพราะต้องการให้ดูสปอร์ต เส้นหลังคาแบบ Swept back ที่ดึงเส้นลงมาบรรจบกับส่วนท้ายอย่างลงตัว รุ่น 5 ประตูจะมีเสา C-pillar ขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้รถดูมีความบึกบึนในส่วนท้ายแต่อาจต้องแลกกับทัศนะวิสัย
สำหรับเจนเนอเรชั่นที่ 4 นี้ Mazda ออกแบบประตูหลังให้แตกต่างกันระหว่างรุ่น 4 และ 5 ประตู หลังจากที่ในเจนเนอเรชั่นที่แล้ว ข้อจำกัดด้านต้นทุนทำให้ต้องใช้ประตูหลังแบบเดียวกัน ซึ่งทำให้มีข้อจำกัดด้านอิสระในการออกแบบ ทำให้มันสวยแบบสุดๆไม่ได้ ทีมออกแบบของ Mazda นำโดย Yasutake Tsuchida กล่าวว่า “งานออกแบบของ Mazda 3 นั้นเราอยากให้คนดูแล้วเห็นว่ามันเป็นรถที่เกิดจากอารมณ์แบบศิลป์ ในขั้นแรกเราดูจากผลงานสมัย MX-5 นั่นคือ KODO design ที่เดินตามแนวคิดหลักมากที่สุด ใน Mazda 3 ใหม่ เราต้องการให้มันแปลกตาขึ้นกว่าเดิม”


นอกจากการมี KODO version 2.0 เป็นแนวคิดหลักในการออกแบบแล้ว ภายในทีมออกแบบ Mazda เอง ยังมีการแบ่งแนวคิดย่อยสำหรับรถรุ่น 4 และ 5 ประตูที่แตกต่างกัน
รถรุ่น 5 ประตู จะออกแบบตามธีม “Free Spirit” ซึ่งไม่ได้แปลว่าวิญญาณล่องลอย แต่หมายถึงความปราถณา พลังจากใจที่กระทำสิ่งต่างๆอย่างอิสระแบบตามใจตัวเองโดยไม่ยึดถือกับธรรมเนียมเก่า ในขณะที่รุ่น 4 ประตู จะเป็น “Dignity with strong individualistic streak” ซึ่งหากแปลเป็นบุคลิกภาพคน ก็น่าจะเป็นคนประเภทที่แคร์ภาพลักษณ์ของตัวเองในสังคม แต่งตัวดูภูมิฐาน แต่ในใจลึกๆเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ดังนั้นจะต้องมีความ Conservative มากพอที่จะไม่ทำให้คนเห็นแล้วยี้ แต่ก็ต้องใส่รสเปรี้ยวให้ดึงดูดสายตาคน และดำเนินรอยตามเอกลักษณ์ Mazda ยุคใหม่ด้วย

แต่ไม่ว่าคันไหนจะมาแนวไหน แนวคิดหลักที่ทั้ง 2 รูปแบบมีร่วมกันก็คือ
- เก็บเส้นด้านข้างของตัวรถให้เนียน ไม่มีสันเหลี่ยมที่บ่าให้ดูแข็งกร้าวเหมือนรถค่ายอื่น แต่ใช้ความโค้งแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ขัดสายตา
- รูปทรงของรถ มองจากระยะไกลต้องสวย แต่มองใกล้ๆแล้วต้องไม่ยุ่งเหยิง Mazda จึงให้ความสนใจกับการจัดสัดส่วนความยาว หน้า/กลาง/หลังของรถให้ลงตัว กดหน้ารถให้ลิ่มเรียวและยาว ในขณะที่รุ่น 4 ประตูก็กดด้านท้ายให้เตี้ยเพื่อทัศนะวิสัยที่ดีและลักษณะของรถที่ดูผอมเปรียวแต่มีพลังดุจสตรีเล่นโยคะ
- Mazda ไม่ค่อยสนใจในการเล่นแร่แปรธาตุกับดีไซน์ของไฟหน้าประเภทที่ดูราวกับหลุดมาจากอวัยวะหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นเทรนด์มาแรงของรถสมัยนี้ ตรงกันข้าม ทีมออกแบบต้องการให้ไฟหน้าและท้ายดูเรียบง่าย และสวย 300 เมตรเช่นเดียวกับบอดี้รถ



ภายใน
ภายในของ Mazda 3 เจนเนอเรชั่นที่ 4 ถูกออกแบบมาใหม่หมด โดยคำนึงถึงการพยายามให้คนขับได้รับความรู้สึก “ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับรถ” ตามแนวคิด Jinba-Ittai ที่ใช้มาช้านานโดย Mazda ซึ่งโดยปกติ การออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ของรถยนต์ คำนึงถึงตำแหน่งท่านั่ง เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับ Mazda นั้น Kota Beppu ซึ่งเป็น Product Manager ของ Mazda 3 ใหม่กล่าวว่า ทีมออกแบบภายในศึกษาลึกลงไปถึงร่างกายของมนุษย์ โดยยกตัวอย่างจากการที่เวลาเราเดินหรือวิ่ง ขา เอว และส่วนบนของร่างกายเราจะมีการขยับเขยื้อนเพื่อช่วยรักษาส่วนหัวให้นิ่งอยู่กับที่มากที่สุด เพราะแรงกระทำต่อหัวนี่ล่ะ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ การตอบสนอง
ดังนั้นหลังจากออกแบบภายในเสร็จและติดตั้งลงบนรถทดสอบ Mazda ก็จะเอาหนูทดลอง (ที่เป็นคน) ไปนั่ง แล้วศึกษาปฏิกิริยาที่ร่างกายคนขับมีเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆ เช่นเมื่อเหวี่ยงรถเข้าโค้ง เร่ง หรือเบรกกระทันหัน ความตั้งใจของการออกแบบ นอกจากการพยายามให้คนขับสามารถขยับมือและเท้าได้สะดวก บังคับรถได้คล่องที่สุดแล้ว ก็คือการพยายามทำให้ผู้ขับสามารถรักษาตำแหน่งศีรษะได้นิ่ง หรือขยับหัวน้อยที่สุด
สังเกตได้จากการออกแบบเสา A-pillar ซึ่งรถสมัยใหม่มักจะทำมาหนาเตอะ แต่ Mazda จะพยายามออกแบบให้มีขนาดเล็กเมื่อมองจากมุมของคนขับ ขยายวิสัยทัศน์ผ่านกระจกหน้าไปให้กว้าง ทำให้คนขับสามารถมองปราดเดียวเห็นได้ทุกอย่าง หรือเวลาเลี้ยวเข้าซอย เข้าโค้งเล็กๆ ก็ไม่ต้องโยกหัวไปมาพยายามจะมองทางให้เห็น ผลพลอยได้นอกจากความเมื่อยล้าที่น้อยลงคือโอกาสในการเห็นคนหรือหมาที่จะวิ่งตัดหน้าแล้วหยุดได้ทัน
รายละเอียดเล็กๆ ที่ช่วยเรื่องความสามารถในการมองเห็นทาง ถูกนำไปพิจารณา และแม้กระทั่งระบบหัวฉีดน้ำทำความสะอาดกระจกหน้า ก็ถูกย้ายจากฝากระโปรงไปติดที่ก้านใบปัดน้ำฝน เพราะวิศวกรต้องการให้เมื่อฉีดน้ำล้างไปปุ๊บ ใบปัดก็กวาดน้ำออกเกือบจะในทันที ไม่ทำให้หลงเหลือคราบน้ำขณะฉีดซึ่งส่งผลให้กระจกหน้าเบลอไปชั่วขณะ

เบาะนั่งได้รับการออกแบบใหม่ โดยมองว่ากระดูกสันหลังของมนุษย์นั้นมีลักษณะเป็นตัว S ดังนั้นพนักพิงหลังจึงถูกออกแบบให้ดันหลังส่วนล่างและบนอย่างเหมาะสม ส่วนลักษณะการออกแบบปีกข้างและส่วนต่างๆของเบาะนั้น ไม่ได้เน้นการรัดจนรู้สึกอึดอัด แต่แค่ล็อคส่วนล่างของร่างกายไว้ โดยอนุญาตให้มีการเคลื่อนที่ลำตัวแนวบน-ล่างและข้าง เพียงเพื่อให้ร่างกายสามารถขยับในลักษณะที่จะรักษาระดับของศรีษะเพื่อชดเชยแรงกระทำต่อร่างกายเท่านั้น
นอกจากนี้ Mazda 3 ใหม่ทุกคัน จะสามารถปรับองศาเบาะรองนั่งให้เทไปหน้าหรือหลังได้ เพราะ Mazda ต้องการให้รองรับมนุษย์ที่มีความสูงและความยาวขาที่ต่างกัน เช่นเดียวกับคอพวงมาลัยแบบปรับได้ 4 ทิศ ก็ถูกออกแบบให้ ปรับระยะเข้า/ออกเพิ่มจากรุ่นเดิมอีก 10 มิลลิเมตรกลายเป็นรวม 70 มิลลิเมตร ด้วยเหตุผลที่ต้องการรองรับความยาวแขนคนขับที่ต่างกัน ทั้งหมดนี้เพื่อให้ได้ตำแหน่งการขับขี่ที่ถนัดสำหรับแต่ละคน

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงในจุดอื่นๆ ดังต่อไปนี้
- ระบบ MZD Connect พร้อมหน้าจอกลางขนาด 8.8 นิ้ว อัปเดตใหม่ สวิตช์ควบคุมปุ่มหมุนลักษณะที่คล้าย iDrive ที่มีแต่เดิม ถูกปรับขนาดและปุ่มใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้น
- เครื่องเสียงในรุ่นมาตรฐาน เริ่มต้นที่ 8 ลำโพง ไม่มีน้อยกว่านี้ และยังสามารถสั่งชุดเครื่องเสียง BOSE 12 ลำโพง พร้อมซับวูฟเฟอร์ได้อีก
- จอ Head-Up Display จากเดิมมีแผ่นใสกางอยู่ด้านบนแดชบอร์ด เปลี่ยนเป็นแบบฉายข้อมูลตรงไปที่กระจกหน้า เพื่อลดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นบนแดชบอร์ด
- คอนโซลกลาง ออกแบบให้มีปุ่มเฉพาะเท่าที่จำเป็น ตามวิธีคิดแบบ Less is more ของฝ่ายออกแบบ

- ตำแหน่งของคันเกียร์ ถูกเลื่อนไปข้างหลัง และติดตั้งให้สูงขึ้นกว่ารุ่นเดิม เพื่อให้คนขับสามารถเอามือจากพวงมาลัยมากุมหัวเกียร์ได้ถนัด และใช้เวลาน้อยลง
- ปุ่มควบคุมสำหรับ MZD Connect ก็เลื่อนไปข้างหน้ามากกว่ารุ่นเดิม ย้ายตำแหน่งที่วางแก้วไปด้านหน้าคันเกียร์ และยืดความยาวของพนักเท้าแขนออกมามากขึ้น



อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นครั้งแรกของ Mazda 3 ก็คือภายในรถสีดำสลับแดงเบอร์กันดี ซึ่ง Mazda เลือกสีนี้มาใส่ให้ในรุ่น Hatchback 5 ประตูเท่านั้นเพราะมองว่ากลุ่มตลาดที่อายุน้อยกว่าอาจจะมีรสนิยมใหม่ เริ่มเบื่อสีครีมหรือสีดำที่ครองตลาดมาตลอด 2 ทศวรรษ
ส่วนเรื่องการเก็บเสียงนั้น Mazda 3 เป็นรุ่นแรกที่ใช้การประกอบแบบ Two-wall ซึ่งก็คือการออกแบบโดยจงใจ ให้มีพื้นที่ว่างระหว่างพรมที่บุพื้นรถ กับตัวถังส่วนล่าง จากนั้นออกแบบลักษณะพื้นผิววัสดุทั้งสองจุดให้สะท้อนเสียงกลับไปมาระหว่างกัน ไม่เข้ามาในห้องโดยสาร Mazda บอกว่าที่จริงการใช้วัสดุซับเสียงหนาๆ ก็ช่วยลดเสียงได้ แต่จะไปเพิ่มน้ำหนักและต้นทุนของรถ แต่เทคนิค Two-wallไม่เพิ่มน้ำหนัก และสามารถคิดแบบเพื่อการผลิตโดยไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนได้ นอกจากนี้ส่วนต่างๆที่ต้องเจาะพรมเป็นรู เพื่อเดินท่อทางหรือสายไฟต่างๆ ถูกคิดมาให้มีการเจาะน้อยที่สุดเพื่อลดจุดที่เสียงสามารถเข้าได้
แต่ส่วนใดก็ตามที่ต้องใช้วัสดุซับเสียง Mazda ก็ไม่ลังเลที่จะใช้ เช่นส่วนเพดาน และลักษณะของพรมปูพื้นชั้นสอง ซึ่งจะมีบทบาทในการลดเสียงรบกวนประเภทความถี่สูง
เครื่องยนต์
ตามข้อมูลของ Mazda ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน ในแต่ละประเทศ อาจได้ใช้เครื่องยนต์ไม่เหมือนกัน แต่มองในภาพรวม ขุมพลังที่มีให้เลือกในช่วงเปิดตัวขายจริง ต้นปี 2019 จะประกอบไปด้วยเครื่องเบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 1.5 ลิตร, 2.0 ลิตร และ 2.5 ลิตร ต่อมาคือเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D ขนาด 1.8 ลิตร ในอเมริกา จะไม่มีรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ในขณะที่ทางอังกฤษ ก็จะไม่มีเครื่อง 2.5 ลิตรขาย
ส่วนเครื่องยนต์แบบ SKYACTIV-X นั้น จะมีแน่นอน และจะตามมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 เฉพาะบางประเทศ
เนื่องจาก Mazda ยังไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขพละกำลังอย่างเป็นทางการ ทราบแค่เพียงว่าเครื่องยนต์แต่ละรุ่น จะเป็นการนำเอาเครื่องยนต์ที่ใช้อยู่แล้วในรถรุ่นอื่นมาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น กินน้ำมันน้อยลง และปล่อย CO2 น้อยลง เราจึงลองค้นสเป็คเครื่องยนต์เหล่านี้จากรถรุ่นอื่นมาดูกันก่อน
1.5 SKYACTIV-G (ติดตั้งใน Mazda 3 รุ่น 2013-2018 กับ MX-5 อยู่)
เครื่องยนต์เบนซิน แบบ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร 1,496 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 74.5 x 85.8 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 13.0 : 1 ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

