หลังจากก้าวขึ้นครองบัลลังก์ยึดแชมป์ยอดขายสูงสุดอันดับหนึ่งของตลาดรถเล็ก มาสด้าพร้อมเดินเครื่องต่อยอดทันที ประเดิมด้วยการเปิดตัวแนะนำมาสด้า2 MY2018 คอลเลคชั่นลุยตลาด ใส่ออพชั่นเพิ่มจนล้นคันหวังมัดใจสาวก ซูม-ซูม พร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ที่มาพร้อมกับระบบ G-VECTORING CONTROL เอกลักษณ์เฉพาะตัวจากมาสด้า เพิ่มออพชั่นเต็มคัน
การเปิดตัว Mazda 2 MY2018 ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นไป ทั้งนี้ Mazda 2 ถือเป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมาโดยตลอด เพราะรถยนต์รุ่นนี้มียอดขายในประเทศไทยมากกว่า 200,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก และรุ่นเจนเนอเรชั่นปัจจุบันที่ใช้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เปิดตัวเมื่อปี 2558 มียอดขายสูงถึงกว่า 80,000 คัน การเปิดตัว ในวันนี้ คืออีกหนึ่งในเป้าหมายของความสำเร็จทางด้านยอดขาย
.jpg)
Mazda ได้เพิ่มออพชั่นสำหรับ Mazda 2 MY 2018 ทั้งเครื่องยนต์ SKYACTIV-G เบนซิน 1.3L และเครื่องยนต์ SKYACTIV-D คลีนดีเซล 1.5L ทั้งตัวถังแบบซีดานและแฮตช์แบค หวังมัดใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ในราคาที่จับต้องได้ง่าย ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานที่หลากหลาย ประกอบด้วย
สีใหม่ล่าสุด สีแดงโซลเรด คริสตัล ที่ให้ความสดใสเป็นประกายของสีแดง
ระบบเชื่อมต่อโลกการสื่อสาร MZD Connect
ระบบไฟหน้า เปิด-ปิด แบบอัตโนมัติ
ที่ปัดน้ำฝนแบบกระจกหน้าแบบอัตโนมัติ
ไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์ พร้อม Daytime Running Light
.jpg)
.jpg)
ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control)
ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Advance Blind Spot Monitoring, ABSM)
ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert, RCTA)
ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry)
หน้าจอ Active Driving Display แสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี
Mazda 2 MY2018 นั้นได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานและคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร ทั้งยังมีพลังและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ท้าทายแบบใหม่ๆ ให้ทั้งความแรงและประหยัด สามารถครอบคลุมความต้องการใช้งานของกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายด้วยพลังแรง 2 ทางเลือกจากตระกูล SKYACTIV
ทั้งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน SKYACTIV-D ขนาด 1.5 ลิตร 105 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที และเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 1.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 93 แรงม้าที่ 5,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 123 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด SKYACTIV-DRIVE พร้อมโหมด Activematic และ Paddle Shift ทุกรุ่น ติดตั้งระบบ i stop (idling stop system) กับระบบช่วยประหยัดน้ำมันอัจฉริยะ i ELOOP หรือระบบเปลี่ยนรูปพลังงานที่สูญเสียจากการชะลอหยุดรถกลับมาใช้
รถยนต์ Mazda 2 MY 2018 มีรูปแบบตัวถังให้เลือกทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแบบแฮตช์แบค 5 ประตู โดยในแต่ละรูปแบบตัวถังจะมี 7 รุ่นย่อย โดยสีภายนอกมี มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ซึ่งสีใหม่ล่าสุดคือ สีแดง โซลเรด คริสตัล, สีขาว สโนว์เฟค ไวท์ เพิร์ล, สีน้ำตาล ไททาเนียมแฟลช, สีเงิน อลูมินัม เมทัลลิค, สีน้ำเงิน อีเทอนอล บลู, สีเทา เมทิเออ เกรย์ และสีดำ เจ็ท แบล็ก แต่ราคาจำหน่ายยังเท่าเดิมดังนี้
ราคาจำหน่าย Mazda 2 MY2018 รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล มีดังนี้
| รุ่น แฮทช์แบ็ค, ซีดาน | ราคาใหม่ (บาท) |
| 1.5 XD High Plus L | 789,000 |
| 1.5 XD High Connect | 750,000 |
| 1.5 XD | 680,000 |
ราคาจำหน่าย Mazda 2 MY2018 รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน มีดังนี้
| รุ่น แฮทช์แบ็ค, ซีดาน | ราคา (บาท) |
| 1.3 High Plus | 670,000 |
| 1.3 High Connect | 620,000 |
| 1.3 High | 590,000 |
| 1.3 Standard | 530,000 |
หากพูดถึงรถยนต์ที่มีอยู่แทบจะทุกมุมถนนในปัจจุบันนี้ ก็คงจะต้องยกให้กับ Mazda 3 อย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะมีดีไซน์สวยหรูโดนใจใครหลายๆคนแล้ว ยังมาพร้อมกับสมรรถนะดีเยี่ยม ที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ๆได้อย่างลงตัว
สำหรับ Mazda 3 ถือเป็นรถยนต์ที่แทบจะรุ่นหลักที่สร้างยอดขายให้ Mazda ได้อย่างถล่มทลายเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่านี่คือรถยนต์รุ่นหลักที่สามารถสร้างชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและนานาประเทศได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็นรถยนต์ที่มี่รูปลักษณ์ดึงดูดใจทั้งการควบคุม และการใช้งานโดยภาพรวม แต่สิ่งที่การันตีได้ว่า Mazda 3 คือรุ่นที่ดีที่สุดของ Mazda นั้น ก็คือการเข้าชิงรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของโลกในปี 2557 นั่นเอง

รถยนต์ Mazda 3
แน่นอนว่า Mazda 3 ได้รับการพัฒนาและปรับเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะดีไซน์และฟีเจอร์ใหม่ๆภายในตัวรถ อย่างเช่น ในรุ่นปี 2018 เรียกได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของ Mazda โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยการเพิ่มระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตา ระบบเตือนขณะถอยหลัง อุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาโครงสร้างของตัวรถให้ขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนุกสนาน และปลอดภัยไปพร้อมๆกัน โดยการประกาศความสำเร็จของ Mazda 3 ก็คือการเผยรุ่นพิเศษอย่าง Mazda 3 MY 2018 ออกมา ที่มี ออฟชันเสริมอย่างครบครัน ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้เห็นว่า Mazda 3 สามารถเติบโตได้เร็วเป็นอย่างมากหากเทียบกับรุ่นอื่นๆในตลาดรถยนต์

ดีไซน์ภายนอกของ Mazda 3
สำหรับดีไซน์ภายนอกของ Mazda 3 นั้น ก็จะยังคงคอนเซ็ปต์เดิมอยู่จากรุ่นสู่รุ่น จะมีเพียงดีเทลและรายละเอียดปลีกย่อยบางส่วนเท่านั้นที่จะแตกต่างออกไป อย่างเช่น การออกแบบในรุ่นปี 2016 มาพร้อมกระจังหน้ารูปทรงห้าเหลี่ยม ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon พร้อมไฟ LED Daytime Running Lamp เส้นสายและส่วนเว้าส่วนโค้งที่เข้ารูปส่งเสริมให้ด้านหน้าของตัวรถดูยาวมากขึ้น หรือแม้กระทั่งในรุ่นปี 2018 ก็มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์รูปทรงคล้ายหุ่นยนต์ พร้อม Daytime Running Light ไฟตัดหมอกคู่หน้าที่จัดวางได้อย่างลงตัว ด้านข้างและด้านท้ายมีเส้นสายที่กลมกลืน โดยเฉพาะไฟท้ายที่ออกแบบให้เข้ากับไฟหน้า ซึ่งถือว่าค่อนข้างโดดเด่นเป็นอย่างมาก ซึ่งการพัฒนาด้านดีไซน์ของ Mazda 3 นี้เอง ที่ทำให้ขึ้นแท่นเป็นรถยนต์ที่มีรูปทรงสวยงาม โดดเด่น และตรงใจใครหลายๆคนเป็นอย่างมาก
หากพูดถึงดีไซน์ภายในของตัวรถ ก็จะยังคงไว้ซึ่งพื้นที่ใช้สอยและการตัดเย็บรายละเอียดที่ประณีต ผสานกับการจัดวางของปุ่มควบคุมระบบและฟังก์ชันต่างๆภายในตัวรถที่ไม่เลอะเทอะ เกะกะ หรือใช้งานยาก แน่นอนว่า Mazda 3 ก็สามารถเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้กับตัวรถได้ดีอยู่เสมอ ทั้งรุ่นปัจจุบัน หรือรุ่นก่อนๆ ซึ่งการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งนี้เองที่หลายคนต่างก็เทใจไปให้ Mazda 3

การออกแบบที่หรูหราและสปอร์ตมากขึ้น

การออกแบบภายใน
อย่างไรก็ตาม จากการใช้งานจริงของ Mazda 3 นั้น ก็ยังมีข้อบกพร่องหรือปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วจะถือว่าเป็นปัญหาที่พบเจอได้ทั่วไปจากการใช้รถยนต์ และมักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากใช้งานมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ซึ่ง Khaorot.com จะมาแนะนำถึงวิธีการแก้ไขปัญหาเมื่อเจ้า Mazda 3 มีอาการงอแง ดังต่อไปนี้
ปัญหาสัญญาณไฟเตือนเครื่องโชว์
ปัญหาและสาเหตุ : สำหรับปัญหา Mazda 3 มีไฟ Check Engine โชว์บนหน้าปัดนั้น โดยส่วนมากแล้วจะเกิดขึ้นเพราะคอยล์จุดระเบิดมีปัญหา แน่นอนว่าปัญหานี้มักจะเกิดกับ Mazda 3 แทบจะทุกรุ่นจนหลายคนมองว่าเป็นของแถมที่มาพร้อมกับรถเลยก็ว่าได้

การแจ้งเตือนไฟสัญญาณบริเวณหน้าปัด
วิธีการแก้ไข : สำหรับวิธีการแก้ไขเมื่อคอยล์จุดระเบิดของตัวรถมีปัญหานั้น จะสังเกตได้ว่า ไฟจะไม่ออก เครื่องยนต์เดินไม่เต็มสูบ มีอาการสะดุด ให้ตรวจสอบโดยการติดเครื่องยนต์แล้วใช้วิธียกคอยล์ ไล่ไปทีละสูบ ให้สังเกตว่ากำลังเครื่องจะตกไป หากสูบไหนกำลังไม่ตกแสดงว่าคอยล์จุดระเบิดนั้นเสีย แต่ถ้าหากเครื่องยนต์นั้นเป็นแบบจานจ่าย เมื่อคอยล์เสียในลัษณะที่ไฟไม่ออกหรือเครื่องยนต์ขึ้นเตือนจะไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้
โดยการเสื่อมของคอยล์จะมีทั้งหมด 2 แบบ คือ เนื้อพลาสติกที่ห่อหุ้มภายนอกหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ ซึ่งแก้ไขได่โดยการใช้เทปพันสายไฟที่ก้านของคอยล์ที่มีรอยแตกหรือร้าว แล้วให้ทดลองขับถ้าอาการดีขึ้นหรือสะดุดน้อยลงแสดงว่าคอยล์รั่ว แบบที่ 2 คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในเสื่อมหรือเสียหาย โดยตรวจสอบได้จากระยะการกระโดดของกระแสไฟฟ้าที่จะสั้นกว่าปกติ ซึ่งหากมั่นใจแล้วว่าอาการเสื่อมของคอยล์เป็นแบบใดก็ให้นำไปซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยนคอยล์โดยทันที
ปัญหารถ Mazda 3 ดับกลางอากาศ
ปัญหาและสาเหตุ : โดยหาก Mazda 3 เครื่องดับกลางอากาศ หรือสตาร์ทไม่ติดส่งผลให้ไฟไม่ชาร์จเข้านั้น หลักๆก็คือการที่ไดสตาร์ทพยายามทำงานแต่แรงไฟไม่เพียงพอให้เครื่องใช้งานต่อได้ ซึ่งมักจะมีเสียงเหมือนตอนกดปุ่มสตาร์ทรถแล้วจะรู้สึกถึงแรงสั่น เครื่องสั่น แต่รถกลับไม่ติดหรือดับไปก่อน สำหรับสาเหตุหลักๆนั้นมีหลายประการด้วยกัน อาทิ แบตเตอรี่เสื่อม ไดชาร์จเสื่อม มอเตอร์สตาร์ทเสื่อม ระบบไฟฟ้าในรถมีปัญหา เป็นต้น

ปัญหารถดับเกิดจากปัญหาภายในของเครื่องยนต์ Mazda 3
วิธีการแก้ไข : สำหรับวิธีการแก้ไขเมื่อรถดับกลางอากาศหรือสตาร์ทไม่ติดนั้น มีหลายวิธีด้วยกัน หลักๆแล้วจะสามารถแก้ไขได้ทันที อาทิ
- ไดชาร์จเสื่อม และเสื่อมไม่มาก ให้แก้ไขปัญหาโดยการพ่วงแบต หลังจากที่ตรวจเช็คโดยการสตาร์ทรถทิ้งไว้แล้วถอดขั้วแบตออกข้างหนึ่ง หากรถดับหรือมีอาการไฟกระตุกแสดงว่าเกิดจากไดชาร์จเสื่อม
- เมอเตอร์สตาร์ทเสื่อม ให้ลองพ่วงแบตหรือนำแบตลูกใหม่มาเปลี่ยนถ้าหากไม่เกิดผลตอลสนอง อย่างเช่น แผงหน้าปัดไม่มีไฟติด ให้คาดการณ์ไว้เลยว่าปัญหาเกิดจากมอเตอร์สตาร์ทอย่างแน่นอน และให้นำรถไปเปลี่ยนมอเตอร์สตาร์ทหรือซ่อมแซมทันที
- ระบบไฟฟ้ามีปัญหา ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้น้อยมาก โดยให้ตรวจสอบโดยการบิดลูกกุญแจหากสังเกตว่าไฟที่แผงหน้าปัดไม่มีการแสดงผลแสดงว่าระบบไฟฟ้ามีปัญหา อาจจะเกิดการขาดเนื่องจากมีหนูมากัด หรือสายไฟชำรุด โดยให้ลองพ่วงแบตเพื่อตรวจสอบ หากไม่มีการตอบสนองแสดงว่าเกิดจากสาเหตุนี้ แล้วให้นำรถเข้าไปตรวจเช็คอย่างละเอียดที่ซ่อมบำรุงต่อไป บางครั้งอาจจะเป็นการซ่อมเฉพาะจุด หรือบางครั้งก็จะเป็นการเปลี่ยนสายไฟ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นหลัก
สรุป
สำหรับปัญหาของ Mazda 3 นั้น ถือว่าเป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับรถยนต์อีกหลายๆ คัน โดยถือว่ายังเป็นปัญหาที่สามารถตรวจเช็คและซ่อมบำรุงได้ทันท่วงที ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะไม่สามารถซ่อมแซมได้ด้วยตนเอง แต่ก็ทำให้ทราบถึงปัญหาและสาเหตุที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การซ่อมบำรุงที่ถูกต้องต่อไป

