หากพูดถึงรถยนต์ที่มีอยู่แทบจะทุกมุมถนนในปัจจุบันนี้ ก็คงจะต้องยกให้กับ Mazda 3 อย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะมีดีไซน์สวยหรูโดนใจใครหลายๆคนแล้ว ยังมาพร้อมกับสมรรถนะดีเยี่ยม ที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ๆได้อย่างลงตัว
สำหรับ Mazda 3 ถือเป็นรถยนต์ที่แทบจะรุ่นหลักที่สร้างยอดขายให้ Mazda ได้อย่างถล่มทลายเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่านี่คือรถยนต์รุ่นหลักที่สามารถสร้างชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและนานาประเทศได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็นรถยนต์ที่มี่รูปลักษณ์ดึงดูดใจทั้งการควบคุม และการใช้งานโดยภาพรวม แต่สิ่งที่การันตีได้ว่า Mazda 3 คือรุ่นที่ดีที่สุดของ Mazda นั้น ก็คือการเข้าชิงรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของโลกในปี 2557 นั่นเอง

รถยนต์ Mazda 3
แน่นอนว่า Mazda 3 ได้รับการพัฒนาและปรับเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะดีไซน์และฟีเจอร์ใหม่ๆภายในตัวรถ อย่างเช่น ในรุ่นปี 2018 เรียกได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของ Mazda โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยการเพิ่มระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตา ระบบเตือนขณะถอยหลัง อุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาโครงสร้างของตัวรถให้ขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนุกสนาน และปลอดภัยไปพร้อมๆกัน โดยการประกาศความสำเร็จของ Mazda 3 ก็คือการเผยรุ่นพิเศษอย่าง Mazda 3 MY 2018 ออกมา ที่มี ออฟชันเสริมอย่างครบครัน ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้เห็นว่า Mazda 3 สามารถเติบโตได้เร็วเป็นอย่างมากหากเทียบกับรุ่นอื่นๆในตลาดรถยนต์

ดีไซน์ภายนอกของ Mazda 3
สำหรับดีไซน์ภายนอกของ Mazda 3 นั้น ก็จะยังคงคอนเซ็ปต์เดิมอยู่จากรุ่นสู่รุ่น จะมีเพียงดีเทลและรายละเอียดปลีกย่อยบางส่วนเท่านั้นที่จะแตกต่างออกไป อย่างเช่น การออกแบบในรุ่นปี 2016 มาพร้อมกระจังหน้ารูปทรงห้าเหลี่ยม ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon พร้อมไฟ LED Daytime Running Lamp เส้นสายและส่วนเว้าส่วนโค้งที่เข้ารูปส่งเสริมให้ด้านหน้าของตัวรถดูยาวมากขึ้น หรือแม้กระทั่งในรุ่นปี 2018 ก็มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์รูปทรงคล้ายหุ่นยนต์ พร้อม Daytime Running Light ไฟตัดหมอกคู่หน้าที่จัดวางได้อย่างลงตัว ด้านข้างและด้านท้ายมีเส้นสายที่กลมกลืน โดยเฉพาะไฟท้ายที่ออกแบบให้เข้ากับไฟหน้า ซึ่งถือว่าค่อนข้างโดดเด่นเป็นอย่างมาก ซึ่งการพัฒนาด้านดีไซน์ของ Mazda 3 นี้เอง ที่ทำให้ขึ้นแท่นเป็นรถยนต์ที่มีรูปทรงสวยงาม โดดเด่น และตรงใจใครหลายๆคนเป็นอย่างมาก
หากพูดถึงดีไซน์ภายในของตัวรถ ก็จะยังคงไว้ซึ่งพื้นที่ใช้สอยและการตัดเย็บรายละเอียดที่ประณีต ผสานกับการจัดวางของปุ่มควบคุมระบบและฟังก์ชันต่างๆภายในตัวรถที่ไม่เลอะเทอะ เกะกะ หรือใช้งานยาก แน่นอนว่า Mazda 3 ก็สามารถเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้กับตัวรถได้ดีอยู่เสมอ ทั้งรุ่นปัจจุบัน หรือรุ่นก่อนๆ ซึ่งการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งนี้เองที่หลายคนต่างก็เทใจไปให้ Mazda 3

การออกแบบที่หรูหราและสปอร์ตมากขึ้น

การออกแบบภายใน
อย่างไรก็ตาม จากการใช้งานจริงของ Mazda 3 นั้น ก็ยังมีข้อบกพร่องหรือปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วจะถือว่าเป็นปัญหาที่พบเจอได้ทั่วไปจากการใช้รถยนต์ และมักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากใช้งานมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ซึ่ง Khaorot.com จะมาแนะนำถึงวิธีการแก้ไขปัญหาเมื่อเจ้า Mazda 3 มีอาการงอแง ดังต่อไปนี้
ปัญหาสัญญาณไฟเตือนเครื่องโชว์
ปัญหาและสาเหตุ : สำหรับปัญหา Mazda 3 มีไฟ Check Engine โชว์บนหน้าปัดนั้น โดยส่วนมากแล้วจะเกิดขึ้นเพราะคอยล์จุดระเบิดมีปัญหา แน่นอนว่าปัญหานี้มักจะเกิดกับ Mazda 3 แทบจะทุกรุ่นจนหลายคนมองว่าเป็นของแถมที่มาพร้อมกับรถเลยก็ว่าได้

การแจ้งเตือนไฟสัญญาณบริเวณหน้าปัด
วิธีการแก้ไข : สำหรับวิธีการแก้ไขเมื่อคอยล์จุดระเบิดของตัวรถมีปัญหานั้น จะสังเกตได้ว่า ไฟจะไม่ออก เครื่องยนต์เดินไม่เต็มสูบ มีอาการสะดุด ให้ตรวจสอบโดยการติดเครื่องยนต์แล้วใช้วิธียกคอยล์ ไล่ไปทีละสูบ ให้สังเกตว่ากำลังเครื่องจะตกไป หากสูบไหนกำลังไม่ตกแสดงว่าคอยล์จุดระเบิดนั้นเสีย แต่ถ้าหากเครื่องยนต์นั้นเป็นแบบจานจ่าย เมื่อคอยล์เสียในลัษณะที่ไฟไม่ออกหรือเครื่องยนต์ขึ้นเตือนจะไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้
โดยการเสื่อมของคอยล์จะมีทั้งหมด 2 แบบ คือ เนื้อพลาสติกที่ห่อหุ้มภายนอกหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ ซึ่งแก้ไขได่โดยการใช้เทปพันสายไฟที่ก้านของคอยล์ที่มีรอยแตกหรือร้าว แล้วให้ทดลองขับถ้าอาการดีขึ้นหรือสะดุดน้อยลงแสดงว่าคอยล์รั่ว แบบที่ 2 คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในเสื่อมหรือเสียหาย โดยตรวจสอบได้จากระยะการกระโดดของกระแสไฟฟ้าที่จะสั้นกว่าปกติ ซึ่งหากมั่นใจแล้วว่าอาการเสื่อมของคอยล์เป็นแบบใดก็ให้นำไปซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยนคอยล์โดยทันที
ปัญหารถ Mazda 3 ดับกลางอากาศ
ปัญหาและสาเหตุ : โดยหาก Mazda 3 เครื่องดับกลางอากาศ หรือสตาร์ทไม่ติดส่งผลให้ไฟไม่ชาร์จเข้านั้น หลักๆก็คือการที่ไดสตาร์ทพยายามทำงานแต่แรงไฟไม่เพียงพอให้เครื่องใช้งานต่อได้ ซึ่งมักจะมีเสียงเหมือนตอนกดปุ่มสตาร์ทรถแล้วจะรู้สึกถึงแรงสั่น เครื่องสั่น แต่รถกลับไม่ติดหรือดับไปก่อน สำหรับสาเหตุหลักๆนั้นมีหลายประการด้วยกัน อาทิ แบตเตอรี่เสื่อม ไดชาร์จเสื่อม มอเตอร์สตาร์ทเสื่อม ระบบไฟฟ้าในรถมีปัญหา เป็นต้น

ปัญหารถดับเกิดจากปัญหาภายในของเครื่องยนต์ Mazda 3
วิธีการแก้ไข : สำหรับวิธีการแก้ไขเมื่อรถดับกลางอากาศหรือสตาร์ทไม่ติดนั้น มีหลายวิธีด้วยกัน หลักๆแล้วจะสามารถแก้ไขได้ทันที อาทิ
- ไดชาร์จเสื่อม และเสื่อมไม่มาก ให้แก้ไขปัญหาโดยการพ่วงแบต หลังจากที่ตรวจเช็คโดยการสตาร์ทรถทิ้งไว้แล้วถอดขั้วแบตออกข้างหนึ่ง หากรถดับหรือมีอาการไฟกระตุกแสดงว่าเกิดจากไดชาร์จเสื่อม
- เมอเตอร์สตาร์ทเสื่อม ให้ลองพ่วงแบตหรือนำแบตลูกใหม่มาเปลี่ยนถ้าหากไม่เกิดผลตอลสนอง อย่างเช่น แผงหน้าปัดไม่มีไฟติด ให้คาดการณ์ไว้เลยว่าปัญหาเกิดจากมอเตอร์สตาร์ทอย่างแน่นอน และให้นำรถไปเปลี่ยนมอเตอร์สตาร์ทหรือซ่อมแซมทันที
- ระบบไฟฟ้ามีปัญหา ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้น้อยมาก โดยให้ตรวจสอบโดยการบิดลูกกุญแจหากสังเกตว่าไฟที่แผงหน้าปัดไม่มีการแสดงผลแสดงว่าระบบไฟฟ้ามีปัญหา อาจจะเกิดการขาดเนื่องจากมีหนูมากัด หรือสายไฟชำรุด โดยให้ลองพ่วงแบตเพื่อตรวจสอบ หากไม่มีการตอบสนองแสดงว่าเกิดจากสาเหตุนี้ แล้วให้นำรถเข้าไปตรวจเช็คอย่างละเอียดที่ซ่อมบำรุงต่อไป บางครั้งอาจจะเป็นการซ่อมเฉพาะจุด หรือบางครั้งก็จะเป็นการเปลี่ยนสายไฟ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นหลัก
สรุป
สำหรับปัญหาของ Mazda 3 นั้น ถือว่าเป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับรถยนต์อีกหลายๆ คัน โดยถือว่ายังเป็นปัญหาที่สามารถตรวจเช็คและซ่อมบำรุงได้ทันท่วงที ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะไม่สามารถซ่อมแซมได้ด้วยตนเอง แต่ก็ทำให้ทราบถึงปัญหาและสาเหตุที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การซ่อมบำรุงที่ถูกต้องต่อไป
ซึ่งการทดสอบดังกล่าวปรากฎว่าเจ้า Mazda CX-5 สามารถให้ความปลอดภัยได้ดีที่สุด ถึงแม้ตัวรถจะเสียหายในรูปแบบใดก็ตามแต่สามารถปกป้องห้องโดยสารให้รับผลกระทบน้อยที่สุด แบ่งเป็นการปกป้องผู้ใหญ่ 95%, ปกป้องเด็ก 80%, ปกป้องคนเดินถนน 78% ส่วนทางด้านการทดสอบระบบตัวช่วยต่างๆ หรือ Safety Assist test ปรากฎว่าได้เปอร์เซ็นต์สูงถึง 59 % จากการทดสอบระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Autonomous Emergency Braking (AEB)


สำหรับ Mazda CX-5 เด่นด้วยดีไซน์ใหม่หมดแบบ แบบ Kodo Design ทั้ง กระจังหน้าออกแบบใหม่ ไฟหน้าใหม่ทรงเรียวแบนแบบ LED กันชนหน้าใหม่หรูหราแฝงสปอร์ต รวมถึงด้านท้าย ดีไซน์ใหม่ที่ดูเรียวขึ้นอย่างชัดเจน ฝาท้ายหลังมีการปรับไปจากเดิม รวมไปถึงแนวกันชนชายขอบด้านล่างที่ไม่สูงขึ้นมาเมื่อโฉมก่อน
พร้อมขุมพลังยอดนิยม SKYACTIV มาพร้อม 3 ทางเลือกแห่งความแรง เริ่้มจาก เครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D ขนาด 2.2 ลิตร 175 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิด 420 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2.0 ลิตร 155 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 200 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที และเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2.5 ลิตร 190 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 251 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที มีให้เลือกทั้งรุ่นขับสอง และขับสี่ AWD ทุกขนาดเครื่องยนต์จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ SKYACTIV-Drive 6 สปีด สำหรับเมืองไทย Mazda เตรียมพบกันในช่วงปลายปีนี้ คาดว่าเป็นการนำเข้าจากมาเลเซีย



