รายงานยอดขายรถยนต์ปลั๊กอินไฟฟ้าประจำเดือนสิงหาคม ชี้ให้เห็นว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เรามาชมกันว่ามีรถปลั๊กอินไฟฟ้ารุ่นไหนและแบรนด์ไหนบ้างที่ขายดีในเดือนสิงหาคม
รถยนต์ไฟฟ้าทำยอดขาย 18% ของยอดขายทั่วโลกในเดือนสิงหาคม 2023 พบ Tesla Model Y ขายดีที่สุดและ BYD เป็นแบรนด์ขายดีอันดับ 1
จากรายงานยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก พบว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั่วโลก (ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า 100% และปลั๊กอินไฮบริด) ในเดือนสิงหาคม 2023 เพิ่มขึ้นเป็น 45% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นเป็น 1,238,000 คัน

ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินมีส่วนแบ่งการตลาดเป็น 18% ของตลาดรถยนต์โลก โดย 13% เป็นส่วนแบ่งของรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) และในยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั้งหมดนี้ ส่วนแบ่ง 71% เป็นยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) ส่งผลให้ยอดขายรวมรถยนต์ไฟฟ้าล้วนในปีนี้เป็น 70% ของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั้งหมด
20 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ขายดีที่สุดในโลก ประจำเดือนสิงหาคม 2023
สำหรับการจัดอันดับรถรุ่นที่ขายดีที่สุดในเดือนสิงหาคม 2023 ยังคงเป็น Tesla Model Y ทำยอดขายได้ 115,885 คัน อันดับสองตามมาด้วย BYD Song (รวมทั้งรุ่น BEV และ PHEV) ทำยอดขายได้ 57,603 คัน และอันดับสามตามมาด้วย Tesla Model 3 ทำยอดขายได้ 42,818 คัน แซงขึ้นมาจาก BYD Qin Plus ที่เคยเป็นอันดับสามในเดือนก่อนหน้า

ไฮไลท์ที่น่าสนใจในการจัดอันดับนี้ ก็คือแบรนด์ BYD รุ่น Seagull อันดับที่ 5 ทำยอดขายได้ 34,841 คันและรุ่น Dolphin อันดับที่ 5 ทำยอดขายได้ 32,288 คัน ทั้ง 2 รุ่นนี้สามารถทำยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ถ้าหากคาดการณ์จากการเพิ่มกำลังการผลิตและการส่งออกแล้ว คาดว่า BYD Dolphin อาจจะทำยอดขายติด 1 ใน 3 ได้ในอนาคต
และเมื่อดูอันดับ 1-10 แล้ว นอกจาก Tesla และ BYD แล้ว ยังมีรถยนต์ไฟฟ้าจากค่าย GAC AION ติดอันดับที่ 8 ด้วยยอดขายรถ GAC AION Y ทำยอดขายได้ 26,719 คัน ยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณหมื่นคันและไต่ขึ้นมา 3 อันดับจากเดือนก่อนหน้า ส่วน GAC AION S อยู่ในอันดับ 10 ทำยอดขายได้ 22,650 คัน ใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า
ส่วนครึ่งหลังของตารางนั้นผสมผสานด้วยรถยนต์ไฟฟ้า 100% และรถยนต์ไฮบริด ที่มาจากแบรนด์ Volkswagen, Wuling, Li, Changan, BYD, Geely
20 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ขายดีที่สุดในโลก ตั้งแต่มกราคม-สิงหาคมปี 2023
สำหรับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้านับตั้งแต่เดือนมกราคม – สิงหาคม ปี 2023 พบว่า Tesla Model Y ยังคงครอบตำแหน่งสูงสุดเช่นเคย ด้วยยอดขาย 772,364 คัน ส่วนอันดับสองเป็นของ BYD Song ด้วยยอดขาย 368,291 คัน ผลัก Tesla Model 3 ให้ไปอยู่ในอันดับที่สาม ด้วยยอดขาย 364,403 คัน

ยอดขายของ Tesla Model กระเตื้องขึ้นไม่เยอะมากคาดว่าอาจจะมาจาก Model 3 อยู่ในช่วงของการรอรีเฟรช ในเดือนสิงหาคม ซึ่ง Model 3 ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา และส่งมอบช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไป จึงคาดว่าอันดับ 2 น่าจะตกเป็นของ BYD อีกประมาณ 2-3 เดือน และ Model 3 อาจจะกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่สองช่วงเดือนธันวาคม
ไฮไลท์ในตารางนี้คือ ยอดขายที่ก้าวกระโดดของ BYD Seagull ที่อยู่ในอันดับที่ 13 ทำยอดขายได้ 95,202 คัน เทียบกับเดือนกรกฎาคมก่อนหน้านี้อยู่ในอันดับที่ 18 มียอดขายรวม 60,361 คัน เห็นได้ว่ายอดขายเพิ่มขึ้น 34,841 คันในเวลาเพียง 1 เดือน
20 แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าขายที่ดีที่สุดในโลก ประจำเดือนสิงหาคม
ในเดือนสิงหาคม 2023 แบรนด์รถยนต์จีน BYD ยังคงสร้างสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ารวม 261,000 คัน ครองแชมป์แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดในโลก 4 สมัยติดต่อกัน

ส่วนอันดับ 2 เป็นของ Tesla แต่ยอดขายยังคงต่ำอยู่ที่ 170,171 คัน และอันดับสามเป็นของ GAC AION ยอดขาย 51,570 คัน ขึ้นมาจากอันดับ 5 ในเดือนกรกฎาคม แซง SGMW และ Volkswagen
นอกจากนี้ BMW ก็ขั้นมาเป็นอันดับ 5 ในเดือนนี้ (เดือนกรกฎาคมอยู่อันดับ 6) ยอดขาย 42,304 คัน ตามหลัง Volkswagen อันดับที่ 4 เพียง 400 คันเท่านั้น
และอีกหนึ่งแบรนด์ที่น่าสนใจคือ Li Auto ที่มาพร้อมสถิติใหม่เป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน โดยยอดขายเกือบ 35,000 คัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้องรอติดตามกันต่อไปว่า การวางจำหน่ายรถรุ่น L6 และ L5 จะทำให้ Li Auto ไต่ระดับขึ้นไปอีกได้หรือไม่
20 แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าขายที่ดีที่สุดในโลก ตั้งแต่มกราคม-สิงหาคมปี 2023
สำหรับตารางการจัดอันดับรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกนับตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงเดือนสิงหาคม อันดับหนึ่งยังคงเป็น BYD และตามมาด้วย Tesla เช่นเคย ซึ่งทั้ง 2 บริษัทครองยอดขาย 1 ในสามของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั่วโลก

อันดับที่ 3 เป็นของ GAC AION ที่ขึ้นแซง BMW ขึ้นมา ด้วยยอดขายรวม 308,769 คัน ทำให้ BMW ตกไปอยู่ในอันดับที่ 4 ด้วยยอดขายรวม 300,466 คัน ตามหลังอยู่ประมาณ 8,000 กว่าคัน
ไฮไลท์ในตารางนี้คือ Toyota ที่ไต่ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 16 จากที่เดือนกรกฎาคมอยู่อันดับที่ 17 ยอดขายเพิ่มขึ้น 17,370 คัน ก็หวังว่าแผนการดำเนินงานรถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota จะทำให้ยอดขายในอนาคตเติบโตขึ้น
ทั้งหมดนี้ก็เป็นรายงานสรุปและจัดอันดับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั่วโลก เห็นได้ว่ารถยนต์ปลั๊กอินไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดต่างก็มียอดขายเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รอติดตามกันต่อไปว่า แต่ละแบรนด์จะแข่งขันกันอย่างไรในตลาดรถยนต์
ขั้นตอนแรกของความร่วมมือรวมถึงการพัฒนาร่วมกันของรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ Volkswagen สองคันสำหรับตลาดขนาดกลางในประเทศจีน โดยอยู่บนแพลตฟอร์มของ XPeng G9 ซึ่งติดตั้งซอฟต์แวร์ ADAS ที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม
Xpeng G9
ขณะที่ XPeng เคยมีข่าวเสียครั้งที่ระบบตรวจจับการหลับในทำงานผิดพลาดคิดว่าคนขับหลับ ทั้งที่คนขับแค่ตาตี่เท่านั้น
โฟล์คสวาเกน กล่าวว่า EVs เฉพาะของจีนที่ออกแบบร่วมกับ XPeng Motors จะเปิดตัวในปี 2569 ผู้ผลิตรถยนต์ยังกล่าวด้วยว่าความร่วมมือกับ XPeng และ SAIC Motor รวมถึงแผนสำหรับ “แพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต” แต่ขึ้นอยู่กับการเจรจาเพิ่มเติม
ทิศทางและคาดการ์ตลาดรถ EV จีนในปี 2025
1. แบรนด์สตาร์ทอัพล้มละลายเพิ่มขึ้น
ประมาณ 1 ใน 3 ของแบรนด์สตาร์ทอัพรถยนต์ใหม่ ๆ ในจีนจะล้มละลาย เนื่องจากสงครามราคา รวมถึงการครองตลาดของ BYD ในกลุ่มรถพลังงานใหม่ (NEV) ทั้งแบบไฟฟ้าล้วน 100% และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) แบรนด์อย่าง NETA ที่จีนมีรายงานว่าอาจจะล้มละลายในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 หลังจากที่แบรนด์อย่าง Jiyue และ HiPhi ได้ล้มละลายในปี 2024


2. สัดส่วนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า 100% เพิ่มขึ้น
สัดส่วนการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในตลาดจีนคาดว่าจะอยู่ระหว่าง 55-60% ในปี 2025 แม้ว่ายอดขายจะลดลงในช่วงต้นปี แต่จะกลับมาเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 และจะเร่งตัวในครึ่งปีหลัง โดยอาจมีบางเดือนที่สัดส่วนลดลงต่ำกว่า 50% แต่ภาพรวมส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นเมื่อยอดขายฟื้นตัว

3. SAIC พยายามซื้อกิจการเพื่อความอยู่รอด
SAIC อาจตัดสินใจซื้อแบรนด์ใหม่ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อรับมือกับยอดขายที่ลดลงในกลุ่มแบรนด์ร่วมทุน เช่น General Motors และ Volkswagen รวมถึงแบรนด์ตนเองที่ยอดขายลดลง โดย Wuling ซึ่งเป็นแบรนด์กลุ่ม NEV ราคาเข้าถึงง่ายถือเป็นเพียงแบรนด์เดียวที่สร้างยอดขาย ทำให้ SAIC อาจจะสนใจเข้าซื้อ XPENG ซึ่ง Volkswagen ถือหุ้นอยู่ในปัจจุบัน

4. การควบรวมกิจการของภาครัฐ
แบรนด์ที่รัฐเป็นเจ้าของ (SOEs) ที่ไม่ประสบความสำเร็จ อาจถูกบังคับให้ควบรวมกิจการ ตัวอย่างเช่น FAW, Dongfeng, BAIC และ GAC มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีควบรวมระหว่าง FAW และ BAIC เพื่อแก้ไขปัญหายอดขายที่ตกต่ำ

5. การสิ้นสุดของกิจการร่วมค้า
อย่างน้อย 3 แบรนด์จะสิ้นสุดการร่วมการค้าในปี 2025 เช่น Hyundai, Jaguar Land Rover, Ford และ General Motors ที่ประสบปัญหายอดขาย NEV ต่ำ
6. แบรนด์ร่วมทุนใช้เทคโนโลยี EV ของจีน
แบรนด์ร่วมทุนอย่างน้อย 1 ราย อาจเลือกใช้ระบบ CATL Bedrock หรือ Huawei HarmonyOS และระบบ ADAS Qiankun เพื่อเพิ่มความสามารถในตลาด NEV และอาจพัฒนาสู่รุ่นส่งออก
7. Lexus ตั้งโรงงานในจีน
Lexus ประกาศสร้างโรงงานในเซี่ยงไฮ้ตามแนวทางของ Tesla โดยโรงงานนี้ Lexus จะเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ และจะใช้ผลิตเพื่อการส่งออกได้ถึงครึ่ง

8. ยอดขายเพิ่มขึ้น
ยอดขายรถยนต์ในจีนปี 2025 จะสูงถึง 30 ล้านคัน จีนยังคงเป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยยอดส่งออก 6.5 ล้านคัน
BYD จะขายรถยนต์ได้รวม 6 ล้านคัน XPENG ขายได้กว่า 400,000 คัน ส่วน NIO แม้จะไม่ถึงเป้าหมาย แต่คาดว่าจะมีกำไรดีขึ้นจากการขายรถรุ่น NIO ET9 ส่วน Xiaomi เองก็ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายขึ้น 2 เท่า เพื่อให้สามารถแตะ 350,000 คัน ด้วย SUV ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง YU7

9. แบตเตอรี่ Solid-State
ปลายปี 2025 แบรนด์จีนจะเปิดตัวรถรุ่นใหม่สำหรับปี 2026 ที่ใช้แบตเตอรี่โซลิดสเตต อย่าง MG, GAC หรือ Chery อาจเป็นรายแรก การเปิดตัวอาจเกิดขึ้นในงาน Guangzhou Auto Show หรือ Shanghai Auto Show

10.ระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ
ระบบช่วยขับขี่จากจีนหลายแบรนด์จะสามารถจอดรถเองได้อัตโนมัติ ไม่ Huawei ก็ XPENG อาจเป็นรายแรกที่ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์นี้อย่างเป็นทางการ และปลายปี 2025 จะมีหลายแบรนด์ตามมาหลังจากนั้น

