BYD เปิดตัวรถครอสโอเวอร์ Song Plus รุ่นอัปเกรดปี 2025 เวอร์ชันไฟฟ้าล้วนในประเทศจีน มาพร้อมการอัปเกรดใหม่และปรับปรุงดีไซน์ใหม่เล็กน้อย เริ่มต้น 149,800 หยวน หรือประมาณ 720,000 บาท
เปิดตัว BYD Song Plus EV ปี 2025 ในจีนอย่างเป็นทางการ อัปเกรดดีไซน์และฟีเจอร์ใหม่เล็กน้อย
BYD Song Plus หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Sealion 06 และ Seal U ในตลาดต่างประเทศ เป็นครอสโอเวอร์ไฟฟ้าล้วนที่เป็นฝาแฝดของ BYD Sealion 6 DM-i ที่เป็นเวอร์ชัน PHEV ในไทยนั่นเอง (ในประเทศไทยยังไม่วางขายเวอร์ชันไฟฟ้าล้วน)

BYD Song Plus EV ปี 2025 ที่เป็นรุ่นอัปเกรดใหม่นี้ได้รับการออกแบบใหม่ ด้วยโลโก้ BYD เรืองแสงขนาดใหญ่ แทนที่โลโก้ Build Your Dreams เดิม และใช้ล้อลายใหม่ สวยสปอร์ต ขนาด 19 นิ้ว

มิติตัวถังยังคงเท่ากับรุ่นเดิม ความยาว 4,785 มม. ความกว้าง 1,890 มม. และความสูง 1,660 มม. ระยะฐานล้อขนาด 2,765 มม. เป็นคู่แข่งรถครอสโอเวอร์ Tesla Model Y, Volkswagen ID.4 และ Hyundai Kona Electric ในประเทศจีน

ภายในมาพร้อมสีใหม่เรียกว่า Black sky sandstone rice พร้อมกับเพิ่มแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย 50W และเครื่องอ่านบัตร ETC รวมถึงปรับปรุงการออกแบบพวงมาลัยใหม่ด้วย


BYD Song Plus EV ปี 2025 ยังมาพร้อมห้องโดยสารอัจฉริยะใหม่ที่ติดตั้ง DiLink 100 OS เพื่อรองรับระบบเสียอัจฉริยะและท่าทางแบบ Full Scenario ช่วยให้การสั่งงานภายในรถสะดวกสบายมากขึ้น รวมถึงมีคุณสมบัติช่วยเหลือการขับขี่ ADAS มากกว่า 10 คุณสมบัติ เช่น เตือนการออกนอกเลน ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติด้วย DiPilot

BYD Song Plus EV ปี 2025 มีให้เลือก 3 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่
- Luxury ราคา 149,800 หยวน หรือประมาณ 720,000 บาท ระยะทางสูงสุด 520 กม. (CLTC)
- Premium ราคา 159,800 หยวน หรือประมาณ 768,00 บาท ระยะทางสูงสุด 520 กม. (CLTC)
- Flagship ราคา 175,800 หยวน หรือประมาณ 845,000 บาท ระยะทางสูงสุด 605 กม. (CLTC)

ในรุ่น Luxury และ Premium ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟส (LFP) ขนาด 71.8 kWh มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าหน้า กำลัง 201 แรงม้า (150 kW) ส่วนรุ่นท็อปสุด Flagship ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟส (LFP) ขนาด 87 kWh มอเตอร์ไฟฟ้าหน้า กำลัง 215 แรงม้า (160 kW)

ในปีที่ผ่านมา TOYOTA สามารถสร้างยอดขายรถยนต์ทั่วโลกได้ 10.48 ร้านคัน ในขณะที่ยอดขายรถยนต์ EV สามารถขายได้เพียง 24,000 คัน ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับ Tesla ผู้นำในตลาดรถยนต์ EV ที่สามารถขายรถยนต์ EV ได้สูงถึง 1.31 ล้านคัน และกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ Volkswagen ที่สามารถขายรถยนต์ EV ได้ถึง 572,100 คัน
โดย TOYOTA มองว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตลาดรถยนต์เร็วมาก ส่งผลให้ TOYOTA ต้องเร่งการปรับเปลี่ยน เพราะสิ่งที่ TOYOTA กำลังแข่งขันอยู่ไม่ใช่คู่แข่งในจีนหรือยุโรป แต่กำลังแข่งขันกับรัฐบาลทั่วโลก ในการตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยให้ TOYOTA สามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันสำหรับกฎการปล่อยมลพิษของแต่ละประเทศได้ดีขึ้น

นักวิเคราะห์เชื่อว่า กลยุทธ์ความหลากหลายของ TOYOTA ยังคงมีความเหมาะสม เนื่องจากบางประเทศยังคงต้องพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงอย่างมากในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในตลาดนั้น หรือหากในประเทศที่ยังมีกำลังซื้อไม่มากพอที่จะซื้อรถยนต์ EV หรือรถยนต์พลังงาน Fuel Cell ที่มีราคาค่อนข้างแพง รถยนต์ Hybrid ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังมองว่า แม้ผู้ผลิตรถยนต์มองว่า ยังมีพลังงานรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถดูแลสิ่งแวดล้อมได้ แต่รถยนต์ EV ดูเหมือนจะเป็นเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มมากที่สุดในปัจจุบันที่สามารถบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ในระยะยาว และการที่ TOYOTA ยังไม่เข้าสู่ตลาด EV หรือเข้าตลาดช้าเกินไปอาจขัดขวางการเติบโตและเป้าหมายผูนำตลาดรถยนต์ทั่วโลกได้ในอนาคต

โดยยอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลก คาดว่าจะสามารถเพิ่มยาดขายขึ้นได้ถึงประมาณ 73 ล้านคันในปี 2040 จากที่มียอดขายประมาณ 2 ล้านคันในปี 2020 ที่ผ่านมา คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 61% ของตลาดโดยรวม ที่สำคัญนักวิชาการยังมองว่า TOYOTA ควรจัดทีมพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ EV ทั้งนี้ TOYOTA ยังให้คำมั่นว่าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ Lexus ภายในปี 2035
อาจกล่าวได้ว่า การเปิดตัว bZ4X รถยนต์ EV รุ่นแรกของ TOYOTA ไม่สวยหรูเนื่องจากเกิดปัญหาในกระบวนการผลิตที่ต้องหยุดลงถึง 2-3 เดือนหลังการเปิดตัว แต่ TOYOTA ก็ยังเตรียมแผนการขายรถยนต์ EV ใหม่หลังนาย Sato เข้ารับตำแหน่ง โดยมีแผนผลิตรถยนต์อเนกประสงค์แบบสปอร์ตที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ในสหรัฐฯ ช่วงปี 2025 ขณะที่แผนการผลิต bZ4X และ UX300e ภายใต้แบรนด์ Lexus ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

