ในปีที่ผ่านมา TOYOTA สามารถสร้างยอดขายรถยนต์ทั่วโลกได้ 10.48 ร้านคัน ในขณะที่ยอดขายรถยนต์ EV สามารถขายได้เพียง 24,000 คัน ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับ Tesla ผู้นำในตลาดรถยนต์ EV ที่สามารถขายรถยนต์ EV ได้สูงถึง 1.31 ล้านคัน และกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ Volkswagen ที่สามารถขายรถยนต์ EV ได้ถึง 572,100 คัน
โดย TOYOTA มองว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตลาดรถยนต์เร็วมาก ส่งผลให้ TOYOTA ต้องเร่งการปรับเปลี่ยน เพราะสิ่งที่ TOYOTA กำลังแข่งขันอยู่ไม่ใช่คู่แข่งในจีนหรือยุโรป แต่กำลังแข่งขันกับรัฐบาลทั่วโลก ในการตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยให้ TOYOTA สามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันสำหรับกฎการปล่อยมลพิษของแต่ละประเทศได้ดีขึ้น

นักวิเคราะห์เชื่อว่า กลยุทธ์ความหลากหลายของ TOYOTA ยังคงมีความเหมาะสม เนื่องจากบางประเทศยังคงต้องพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงอย่างมากในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในตลาดนั้น หรือหากในประเทศที่ยังมีกำลังซื้อไม่มากพอที่จะซื้อรถยนต์ EV หรือรถยนต์พลังงาน Fuel Cell ที่มีราคาค่อนข้างแพง รถยนต์ Hybrid ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังมองว่า แม้ผู้ผลิตรถยนต์มองว่า ยังมีพลังงานรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถดูแลสิ่งแวดล้อมได้ แต่รถยนต์ EV ดูเหมือนจะเป็นเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มมากที่สุดในปัจจุบันที่สามารถบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ในระยะยาว และการที่ TOYOTA ยังไม่เข้าสู่ตลาด EV หรือเข้าตลาดช้าเกินไปอาจขัดขวางการเติบโตและเป้าหมายผูนำตลาดรถยนต์ทั่วโลกได้ในอนาคต

โดยยอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลก คาดว่าจะสามารถเพิ่มยาดขายขึ้นได้ถึงประมาณ 73 ล้านคันในปี 2040 จากที่มียอดขายประมาณ 2 ล้านคันในปี 2020 ที่ผ่านมา คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 61% ของตลาดโดยรวม ที่สำคัญนักวิชาการยังมองว่า TOYOTA ควรจัดทีมพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ EV ทั้งนี้ TOYOTA ยังให้คำมั่นว่าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ Lexus ภายในปี 2035
อาจกล่าวได้ว่า การเปิดตัว bZ4X รถยนต์ EV รุ่นแรกของ TOYOTA ไม่สวยหรูเนื่องจากเกิดปัญหาในกระบวนการผลิตที่ต้องหยุดลงถึง 2-3 เดือนหลังการเปิดตัว แต่ TOYOTA ก็ยังเตรียมแผนการขายรถยนต์ EV ใหม่หลังนาย Sato เข้ารับตำแหน่ง โดยมีแผนผลิตรถยนต์อเนกประสงค์แบบสปอร์ตที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ในสหรัฐฯ ช่วงปี 2025 ขณะที่แผนการผลิต bZ4X และ UX300e ภายใต้แบรนด์ Lexus ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
Volkswagen ประกาศเปิดตัว ID 2all รถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นต้นแบบราคาประหยัด เริ่มเพียง 27,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.31 แสนบาท มี 5 ประตู วิ่งได้ไกล 450 กม. แข่งกันด้วยราคากับ Tesla และแบรนด์อื่น

Volkswagen เปิดตัว ID 2all
ต่อเนื่องจากการประกาศลงทุนกว่า 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6,900 ล้านบาท ตลอด 5 ปีหลังจากนี้เพื่อยกระดับการพัฒนา และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าล้วน ทาง Volkswagen ได้ประกาศเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นต้นแบบในชื่อ ID 2all โดยเบื้องต้นจะมีความเอนกประสงค์เหมือนกับรุ่นยอดนิยมอย่าง Golf และมีราคาคุ้มค่าเหมือนรุ่น Polo
ID 2all ถูกวางไว้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนระดับเริ่มต้น เพื่อทำให้ Volkswagen แข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนกับคู่แข่งอย่าง Tesla และแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดได้ดีขึ้น ต่อยอดจากบริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศยุโรปเมื่อปี 2022 ผ่านยอดส่งมอบ 5.7 แสนคัน
คุณสมบัติเบื้องต้นของ ID 2all เบื้องต้นคือ วิ่งได้ไกล 450 กม. หลังชาร์จเต็ม และพัฒนาบนโครงสร้าง MEB ที่ Volkswagen จะใช้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วนในเครือหลังจากนี้ และเตรียมขึ้นไลน์ผลิตเพื่อทำตลาดในกลุ่มประเทศยุโรปภายในปี 2025 พร้อมเป้าหมายตั้งราคาจำหน่ายต่ำกว่า 27,000 ดอลลาร์ หรือราว 9.31 แสนบาท
Volkswagen ตั้งเป้ายอดขายรถยนต์ทั่วโลก 1 ใน 5 คัน ต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนภายในปี 2025 และการไปถึงเป้าหมายดังกล่าว บริษัทเตรียมทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนกว่า 10 รุ่น ภายในปี 2026 โดยหลังจากนี้จะมีทั้งรุ่น ID. 3 ที่ปรับโฉมใหม่, รถตู้ ID. Buzz และ SUV รุ่น ID. 7 ทยอยทำตลาดหลังจากนี้
BMW Group ได้เผยตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมัน โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 34.1% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2023
BMW Group ค่ายยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมันที่มีทั้ง Mini Cooper และ Rolls-Royce ด้วย ได้ประกาศยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 34.1% โดยเทียบจากครึ่งปีแรกของปี 2023 ชี้ให้เห็นว่าค่ายหรูไม่หวั่นแม้มีการแข่งขันสูงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

BMW iX เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดของ BMW ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 โดยมียอดขาย 22,597 คัน ตามมาด้วย BMW i3 ยังคงมียอดขายมากถึง 17,924 คันในไตรมาสที่ 2 และ BMW i4 ซีดานไฟฟ้าสี่ประตูรุ่นนี้ มียอดขาย 15,813 คันในไตรมาสที่ 2
อย่างไรก็ตาม ยุโรปยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของ BMW โดยมียอดขาย 98,762 คันในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 ส่วนฝั่งอเมริกาเหนือมียอดขาย 43,871 คันในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 ในจีน BMW มียอดขาย 36,924 คันในช่วงครึ่งแรกของปี 2024

BMW Group พร้อมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 13 รุ่น ตั้งเป้าที่จะขายรถยนต์ไฟฟ้า 2 ล้านคันทั่วโลกภายในปี 2025, ประกอบกับ BMW ยังได้ลงทุนจำนวนมากโดยตั้งเป้าที่จะติดตั้งสถานีชาร์จมากกว่า 18,000 แห่งทั่วโลก

BMW Group มุ่งเน้นไปที่ตลาดยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีการรองรับรถยนต์ไฟฟ้าดีที่สุด ประกอบกับมีฐานลูกค้าเดิมที่ชื่นชอบในแบรนด์เป็นจำนวนมาก โดยสังเกตได้ว่าแม้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ BMW รุ่นใหม่ยังไม่ละทิ้ง DNA ความสปอร์ตและขับสนุกตามฉบับใบพัดฟ้าขาว

