ยอดขายรถยนต์ (ICE) ของกิจการในจีนลดลงอย่างรวดเร็วในปีนี้ โดยยอดขาย SAIC GM ลดลง 14.5% GAC Honda 13.7% และ SAIC Volkswagen 8% แม้แต่รถยนต์ ICE ที่ขายดีที่สุดในเดือนมีนาคมอย่าง Toyota Camry และ VW Lavida ก็ลดลง 59.2% และ 36.4% ตามลำดับ

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในจีน อันดับ 1 คือ BYD Song, อันดับ 2 BYD Qin Plus และอันดับ 3 คือ Tesla Model Y ชี้ให้เห็นว่าจีนมีความภักดีต่อแบรนด์ในประเทศมากกว่า และเชื่อว่าอีกไม่นาน BYD มีแนวโน้มจะครอง 3 อันดับแรกของยอดขายรถ EV ในจีนได้ในที่สุด
ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้ากำลังมาแรงทั่วโลก แต่จีนได้ปรับตัวและยังได้พัฒนาตัวเองเป็นแหล่งผลิตของรถ EV ทั่วโลก ซึ่งเห็นได้จากการที่มีแบรนด์รถจากทั่วโลกเข้ามาจับมือกับจีนเพื่อพัฒนารถ EV ให้ทันและตอบโจทย์กับผู้ใช้งานในยุคปัจจุบัน
Tesla ประสบความสำเร็จกับ Model Y อย่างล้นหลามตลอดปี 2023 ที่ผ่านมา โดยขึ้นแท่นรถ EV ที่ขายดีที่สุดในโลกของปี 2023 ที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันอาจไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อสถิติยอดขายของ Model Y เริ่มเข้าสู่ขาลงเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่แนวโน้มยอดขายขาขึ้นติดต่อกันนานถึง 18 เดือน
ยอดขายของ Model Y ในยุโรปตามสถิติของสื่อนามว่า Dataforce ของเดือนพฤษภาคม 2024 กลับลดลงเหลือจำนวน 10,582 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 49% ภายหลังจากการปรับลดการอัดฉีดเงินสนับสนุนจากแต่ละประเทศในภูมิภาคยุโรป

ในทางกลับกัน ยอดขายของแบรนด์ Volkswagen กลับอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งกลับเป็นความนิยมของรถเครื่องยนต์สันดาปภายในรุ่นยอดนิยมที่ถึงแม้จะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2017 แต่กลับมาพร้อมราคาจับต้องได้ง่ายอย่าง T-Roc ซึ่งขายไปได้เป็นจำนวน 19,748 คัน ที่ขึ้นมาแทนที่ Model Y ในเดือนพฤษภาคม 2024 ที่ผ่านมา ทำให้มีสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2023
พร้อมด้วยรถ Hatchback ยอดนิยมขวัญใจชาวยุโรปตลอดกาลอย่าง Volkswagen Golf เจเนอเรชั่นที่ 8.5 ที่เปิดตัวไปไม่นานนี้ และได้ทำการปรับอุปกรณ์และฟังก์ชั่นต่างๆ ให้ทันยุคสมัยมากยิ่งขึ้น ทำให้กลับมาสร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยยอดขายจำนวน 19,333 คัน ทำให้มีสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 28% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2023

ขณะที่รถ Crossover ราคาประหยัดอย่าง Dacia Sandero รั้งอันดับที่ 3 ด้วยจำนวนยอดขาย 18,676 คัน ด้วยสัดส่วนยอดขายลดลง 10%
สำหรับข้อมูลทั้งหมดนี้สามารถสะท้อนแนวทางของยอดขายรถยนต์ในยุโรป ที่ขุมพลังสันดาปภายในกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง รวมไปถึงรถรุ่นที่เคยได้รับความนิยมก็ยังสามารถสร้างยอดขายได้ไม่เสื่อมคลาย ขณะที่สถานการณ์ของ Tesla ในยุโรปอาจต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงในภายหลังจากนี้อีกครั้ง
Li Auto, Nio และ Xpeng ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม 3 อันดับแรกของจีน รายงานการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในการส่งมอบสินค้าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากที่กิจกรรมส่งเสริมการขายของพวกเขาดึงดูดผู้ซื้อหลายพันราย

ส่วน BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลกได้เพิ่มความพยายามในการทำให้รถยนต์ไฟฟ้าในตลาดแมส มีราคาไม่แพงสำหรับผู้บริโภคชาวจีน กล่าวว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 100% และปลั๊กอินไฮบริดเมื่อเดือนที่แล้วก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ขณะที่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา BYD ได้ตะลุยสงครามราคา ด้วยการเปิดตัวอีวีปลั๊กอินไฮบริดราคาถูก เพื่อดึงดูดลูกค้าให้ตีจากคู่แข่งที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันอย่าง Volkswagen และ Toyota โดย Qin Plus DM-i ของ BYD มีราคาเริ่มต้นเพียง 11,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งต่ำกว่า อย่าง Lavida รุ่นที่ขายดีที่สุดที่ใช้น้ำมันเบนซินของ Volkswagen รวมถึง Corolla ของ Toyota และต่ำกว่ารุ่นก่อนหน้าของ BYD ถึง 20%

ในปี 2566 BYD ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่มากกว่า 3 ล้านคัน ซึ่งแซงหน้าการผลิตของ Tesla เป็นปีที่สองติดต่อกัน รถยนต์ส่วนใหญ่ของ BYD ขายในช่วงราคาที่ต่ำกว่าของ Tesla และมาในรุ่นไฮบริด นอกเหนือจากรถยนต์ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ขณะที่ Tesla ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 1.84 ล้านคันในปี 2566 และแม้ว่าการผลิตรวมจะแซงหน้า Tesla แต่ BYD ก็ผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้แบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวได้ 1.6 ล้านคัน และรถยนต์ไฮบริด 1.4 ล้านคัน ส่งผลให้ Tesla เหนือกว่าสำหรับการผลิตรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่
ส่วน Li Auto ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในปักกิ่ง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ส่งมอบรถยนต์จำนวน 28,984 คันให้กับลูกค้าชาวจีนแผ่นดินใหญ่ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 43.1% จากเดือนก่อนหน้า แต่ยอดส่งมอบในไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 80,400 คัน ซึ่งน้อยกว่าเป้าหมายเบื้องต้นซึ่งประเมินไว้ที่ 100,000 – 103,000 คันประมาณ 20%


ที่น่าสนใจคือ Li Auto ของจีนได้นำเสนอ Li Mega รถมินิแวนไฟฟ้าพร้อมตู้เย็นและโซฟาเพื่อเย้ายวนครอบครัวที่ร่ำรวยที่เป็นแฟนคลับรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ที่ใช้น้ำมันเบนซินของ General Motors ซึ่ง Li Mega นี้ มีมูลค่า 77,764 ดอลลาร์สหรัฐฯ วิ่งได้สูงสุด 710 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มหนึ่งครั้ง
โดยมั่นใจว่าจะตอบสนองความต้องการการเดินทางของครอบครัวร่ำรวยได้ดีกว่าคู่แข่ง เนื่องจากมีตู้เย็นและโซฟาในตัว ทำให้กลายเป็น “บ้านเคลื่อนที่”
ด้าน Nio ผู้ผลิตรถยนต์ในเซี่ยงไฮ้ ส่งมอบรถยนต์ได้ 11,866 คันในเดือนมีนาคม 2567 เพิ่มขึ้น 45.9% จากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ยอดขายรวม 30,053 คัน ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ยังต่ำกว่าประมาณการเบื้องต้นที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ระหว่าง 31,000 – 33,000 คัน


สำหรับปริมาณการส่งมอบในเดือนมีนาคม 2567 ของ Xpeng ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กวางโจว เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากเดือนก่อนหน้าเป็น 9,026 คัน ส่งผลให้ยอดขายในไตรมาสแรกของปีนี้แตะ 21,821 คัน บรรลุการคาดการณ์เบื้องต้นที่ 21,000 – 22,500 คัน แต่กระนั้นการส่งมอบรายไตรมาสต่ำที่สุดในบรรดาผู้ผลิต EV ระดับพรีเมียม 3 ราย ของจีน
ในขณะเดียวกัน BYD ซึ่งขายรถยนต์ไฟฟ้าในราคา 100,000 – 200,000 หยวน เปิดเผยว่าขายได้ 302,459 คันในเดือนมีนาคม 2567 เพิ่มขึ้น 147.3% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2567 นับเป็นยอดการส่งมอบต่อเดือนสูงที่สุดนับตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ในเซินเจิ้นสร้างสถิติการส่งมอบสูงสุดตลอดกาลที่ 341,043 ครั้ง ในเดือนธันวาคม 2566
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขยอดขายรายเดือนเหล่านี้ อาจไม่เพียงพอที่จะขจัดความเศร้าโศกที่ปกคลุมตลาดยานยนต์และ EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ กอปรกับการหยุดการขาย 8 วันในช่วงวันหยุดปีใหม่ทางจันทรคติทำให้ตลาด EV บนแผ่นดินใหญ่ปั่นป่วน โดยผู้เล่นหลักเกือบทั้งหมดรายงานว่ายอดขายตกต่ำในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 และตั้งแต่นั้นมาต่างพากันลดราคารถยนต์เกือบทั้งหมดลง 5-20%



สำหรับ Xpeng เสนอส่วนลดประมาณ 10% สำหรับ G6 รถยนต์อเนกประสงค์ที่ขายดีที่สุดของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มยอดขาย ส่วน Li Auto ลดราคารถยนต์ลง 10,000 หยวนเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด ในขณะที่ Nio แจกคูปองฟรีให้กับเจ้าของที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว Nio จะไม่ลดราคา EV ของตน กล่าวว่าผู้ขับขี่ที่เปลี่ยนรถที่ใช้น้ำมันเป็น EV จะได้รับ “เงินอุดหนุน” คนละ 10,000 หยวน
“การฟื้นตัวในเดือนมีนาคม 2567 ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าถอนหายใจโล่งอก หลังจากยอดขายที่ย่ำแย่ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ความยากลำบากกำลังเกิดขึ้น เนื่องจากคู่แข่งรายใหม่เช่น Xiaomi กำลังเดินเกมล่อให้ผู้บริโภคถอยห่างจากแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอื่นๆ ของจีน ที่เป็นที่ยอมรับในตลาดในขณะนี้” เอริค ฮาน ผู้จัดการอาวุโสของ Suolei บริษัทที่ปรึกษาในเซี่ยงไฮ้ กล่าว

ทำไม Xiaomi จึงเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดอีวีจีนที่น่ากลัว
Xiaomi บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เดินหน้าเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการเปิดตัว SU7 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของบริษัทฯ ซึ่งเริ่มส่งมอบในประเทศจีนในเดือนมีนาคม 2567
การเข้าสู่อุตสาหกรรม EV ของ Xiaomi นั้น ได้รับแรงผลักดันจากแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และความมุ่งมั่นในนำเสนอสินค้าในราคาที่จับต้องได้ โดยมีเป้าหมายที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป
กลยุทธ์ของ Xiaomi ที่จะใช้เพื่อห้ำหั่นกับคู่แข่ง และนำไปสู่ความสำเร็จในตลาด EV นั้น จะรวมถึงการมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่แพง นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างยิ่งขึ้น และมีสไตล์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย โดยมีการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาดจีนโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันก็ร่วมมือกับบริษัทอื่นๆ ที่มีประสบการณ์และมีความช่ำชองในตลาด EV

นอกจากนี้ Xiaomi ยังได้ลงทุนอย่างมากในการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้แน่ใจว่ารถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทฯ มีความเป็นเลิศทั้งในด้านการออกแบบและประสบการณ์ผู้ใช้
จุดแข็งของ Xiaomi อยู่ที่ฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ประวัติในการรังสรรค์ผลงานด้านนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง และทรัพยากรทางการเงินที่แข็งแกร่งที่ใช้ลงทุนในการพัฒนา EV รวมถึงแต้มต่อที่สำคัญคือ ความเชี่ยวชาญด้านสมาร์ทโฟน ที่ทำให้ Xiaomi มีความได้เปรียบในแดชบอร์ดอัจฉริยะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ได้รับการยกย่องจาก ผู้บริโภคชาวจีน
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ต้องเผชิญกับความท้าทายนานัปการ เช่น ตลาด EV ที่มีการแข่งขันสูง ความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่แข็งแกร่ง ตลอดจนแรงกดดันในการคิดค้นและนำเสนอคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อให้โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน

เบื้องต้น Xiaomi พร้อมรับคำสั่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าผ่านโชว์รูม 59 แห่ง ที่กระจายอยู่ใน 29 เมืองทั่วประเทศจีน และภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากเริ่มจำหน่าย Xiaomi ได้รับคำสั่งซื้อมากกว่า 80,000 รายการสำหรับการผลิตรุ่นแรก



