กระแสความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง สะท้อนจากรายงานยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลประจำเดือนกันยายน 2025 โดยสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ที่เผยให้เห็นภาพรวมตลาดที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมี Tesla Model Y ทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) และความแข็งแกร่งของแบรนด์เจ้าถิ่นที่น่าจับตามอง
รายงานยอดขายรถยนต์ในจีนเดือนกันยายน 2025: Tesla Model Y ขายดีที่สุด ตามด้วย Wuling และ Geely
สมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) เปิดเผยว่า ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา Tesla Model Y ได้ครองตำแหน่งรถยนต์ที่มียอดขายส่งสูงสุดในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประเทศจีน ด้วยจำนวน 59,907 คัน ทำให้กลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดประจำเดือน
ส่วนอันดับที่สองและสามตกเป็นของ Wuling Hongguang Mini EV และ Geely Geome Xingyuan ซึ่งทั้งสองรุ่นต่างก็มียอดขายเกิน 50,000 คัน

สำหรับภาพรวมตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของจีนในเดือนกันยายนนั้น มียอดขายส่งรวมทั้งสิ้น 2.803 ล้านคัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 12.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม

โดยแบ่งเป็นยอดขายรถเก๋งซีดาน 1.129 ล้านคัน (เพิ่มขึ้น 7.9% จากปีก่อน), รถ SUV 1.561 ล้านคัน (เพิ่มขึ้น 15.4% จากปีก่อน) และรถ MPV 112,000 คัน (เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อน)

ในบรรดารถยนต์ 25 รุ่นที่มียอดขายเกิน 20,000 คันในเดือนนี้ มีถึง 13 รุ่นที่เป็นรถยนต์พลังงานใหม่ NEV โดยยอดขายส่งรถยนต์พลังงานใหม่ในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีจำนวนถึง 1.50 ล้านคันในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 22.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และส่งผลให้ยอดขายสะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้สูงถึง 10.444 ล้านคัน
เมื่อพิจารณาในส่วนของผู้ผลิต 3 อันดับแรกที่มียอดขายส่งสูงสุดในเดือนที่ผ่านมาคือ
- BYD 393,000 คัน
- Geely 273,000 คัน
- Chery 269,000 คัน
โดยทั้งสามแบรนด์มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 14%, 9.7% และ 9.6% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมดตามลำดับ
ข้อมูลยอดขายในเดือนกันยายน 2025 เป็นเครื่องยืนยันถึงทิศทางของตลาดรถยนต์จีนที่มุ่งหน้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน แม้ Tesla Model Y จะสามารถครองแชมป์ในเดือนนี้ได้ แต่การเติบโตของรถยนต์พลังงานใหม่โดยรวม และความแข็งแกร่งของแบรนด์เจ้าถิ่นอย่าง BYD, Geely และ Chery แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นและน่าจับตามองอย่างยิ่ง ซึ่งแนวโน้มเหล่านี้น่าจะส่งผลต่อภาพรวมของตลาดรถยนต์โลกต่อไปในอนาคต
Volkswagen โดนฟ้องปุ่มสัมผัสบนพวงมาลัยไวเกิน ร้องเรียนเพราะทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง
ล่าสุด Volkswagen ต้องเผชิญกับคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class Action Lawsuit) หลังมีการร้องเรียนต่อ NHTSA (National Highway Traffic Safety Administration) เกี่ยวกับปุ่มสัมผัสบนพวงมาลัย ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ รวมถึงอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ประเด็นหลักของการฟ้องร้อง
- คดีเน้นมุ่งเป้าไปที่ปุ่มสัมผัสบนพวงมาลัยของรถตระกูล ID.4, ID.Buzz และรุ่นอื่นอย่าง Golf
- แบรนด์โดนกล่าวหาว่าปุ่มมีความไวเกินไป ทำให้ผู้ขับเพียงแค่เผลอแตะเบา ๆ ก็ทำงานโดยไม่ตั้งใจได้
- ปัญหานี้มีโอกาสเกิดขึ้นตอนหมุนพวงมาลัย ถ้าเทียบให้ภาพคือเหมือนเราเผลอ “พลาดกดโทรศัพท์” แต่ผลลัพธ์อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
หนึ่งในฟังก์ชันที่สามารถถูกเปิดใช้งานได้คือ Adaptive Cruise Control (ACC) การเปิดระบบนี้ทำให้การเร่งรถสามารถความเร็วเองได้โดยไม่ตั้งใจ จนทำให้ Volkswagen โดนกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิต

ข้อกังขาต่อระบบความปลอดภัยของ IQ.Drive
- คำฟ้องยังตั้งข้อสังเกตว่าระบบเบรกไม่สามารถยกเลิก ACC ได้ในบางสถานการณ์
- ระบบเบรกฉุกเฉิน (Emergency Braking) ไม่ทำงานในสถานการณ์ที่ควรทำ
- ถุงลมนิรภัยบางครั้งไม่ทำงานเมื่อเกิดเหตุชน
ผู้ใช้จำนวนมากได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ NHTSA เกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะในรุ่น ID.4
เสียงสะท้อนจากผู้ใช้และสื่อ
สื่อ InsideEVs เคยทดสอบการขับรถที่มีปุ่มแบบ Capacitive และระบุว่าเป็นฟังก์ชันที่ “น่าหงุดหงิดอย่างยิ่ง” ขณะขับ Volkswagen ID.4 เจ้าของรถบางคนถึงขั้นเปลี่ยนอะไหล่ใหม่เป็นปุ่มปกติจากรุ่นอื่นแทน

Volkswagen ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาด
ผู้บริหารระดับสูงของ Volkswagen เองยังยอมรับว่าการใช้ปุ่มสัมผัสเป็น “ความผิดพลาด” โดย Andreas Mindt หัวหน้าฝ่ายออกแบบของแบรนด์ ระบุว่าจะนำปุ่มกดแบบปกติ (Physical Buttons) กลับมา หลังเสียงสะท้อนจากลูกค้าชี้ชัดว่าปุ่มสัมผัสไม่เหมาะกับการใช้งานจริง
Mindt ทิ้งท้ายว่า “นี่คือรถ ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ” ลูกค้าหลายคนยังต้องการปุ่มกดจริงที่ให้ความมั่นใจเมื่อกด พร้อมแรงตอบสนองที่ชัดเจน แตกต่างจากการแตะพลาดที่อาจทำให้รถทำงานผิดพลาดอย่างไม่ตั้งใจ
บทเรียนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์
การผสานเทคโนโลยีเข้ากับรถยนต์เป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการนำไปใช้อย่างเหมาะสม และปลอดภัย ผู้ผลิตควรคิดให้รอบคอบก่อนเปลี่ยนรถยนต์ให้กลายเป็น “สมาร์ทโฟนติดล้อ” เพราะผู้ขับบางคนต้องการความสะดวกทันสมัย ขณะที่อีกหลายคนยังต้องการความมั่นใจจากปุ่มกดจริงที่คุ้นเคย

