เครื่องยนต์ มีให้เลือก 2 แบบ คือ รหัส NSE (New Small Engine) เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,498 ซีซี พร้อมระบบแปรผันวาล์ว DVVT (Dual Variable Valve Timing) 88 กิโลวัตต์ หรือ 119 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร (15.28 กก.-ม.) ที่ 4,500 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรือ อัตโนมัติอัตราทดแปรผัน CVT วางในรุ่น 1.5 L 4G ทั้ง 6 รุ่นย่อย ตัวเลขจากโรงงาน ทำความเร็วสูงสุด (Top Speed) 185 และ 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง มาตรฐาน NEDC 5.5 ลิตร/100 กิโลเมตร
รุ่นแรงสุด 1.5 T วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,498 ซีซี พ่วง Turbocharger Gasoline Injection (TGI) 124 กิโลวัตต์ หรือ 168.64 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร (25.47 กก.-ม.) ที่ 1,700 – 4,300 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch TST 7 จังหวะ ตัวเลขจากโรงงาน ทำความเร็วสูงสุด (Top Speed) 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง มาตรฐาน NEDC 5.7 ลิตร/100 กิโลเมตร
ทกรุ่น ใช้พวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียน ผ่อนแรงด้วยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electronic Power Steering) ระบบกันสะเทือนหน้าแบบ MacPherson Strut ด้านหลังแบบ Multi-Link ระบบห้ามล้อ เป็นดิสก์เบรก ทั้ง 4 ล้อ เสริมด้วย ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-Lock Braking System) ระบบควบคุมการทรงตัวและเสถียรภาพ ESP (Electronic Stability Program) ระบบเพิ่มแรงเหยียบเบรกในภาวะเฉุกเฉิน เมื่อเบรกกระทันหัน EBA (Electronic Brake Assist) ระบบช่วยเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Cornering Brake Control) ทำงานร่วมกับระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP (Electronic Stability Program) ระบบรั้งแรงเบรกขณะออกตัวบนทางลาดชัน HHA (Hill Hold Assist) ติดตั้งล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว สวมยางขนาด 205/55R16 ที่มาพร้อมกับระบบตรวจจับแรงดันลมยาง TPMS (Tyre Pressure Monitoring System)

MG5 เป็นรถยนต์เพียงรุ่นเดียว ในบรรดา 9 รุ่น ที่ผมไม่ได้จับอัตราเร่งมาให้ เนื่องจาก มีให้ทดลองขับ ในสถานีที่ไม่เหมาะกับการจับเวลาหาอัตราเร่งเลย อย่างไรก็ตาม ในสนาม Go-Racing Track ที่เราได้ลองขับกัน ผมพบว่า อัตราเร่งค่อนข้างเฉยๆ ไม่ถึงกับอืดอาดหรือหน่วงใดๆ ไล่เลี่ยกันกับคู่แข่งในพิกัดใกล้เคียวกัน เพียวแต่บางช่วงที่จะต้องเร่งออกไป Instructor บอกให้ผมเพิ่มคันเร่งอีกนิด ผมได้แต่บอกไปว่่า ผมเหยียบเต็มตีนแล้ว แต่รถมันไม่เร่งเพิ่มให้ มันทำได้แค่เนี้ย! เอาน่า อัตราเร่ง ไม่อืดอาดเท่า MG ZS 1.5 ลิตร ในบ้านเรา ก็แล้วกัน!
การทดลองขับด้วยความเร็วพอสมควร ในสนามที่มีการวางกรวย คล้ายๆ สนาม Gymkhana ทำให้ผมพบว่า พวงมาลัย ในความเร็วไม่เกิน 100 เบาขึ้นกว่า MG5 รุ่นัจจุบัน แต่ยังมีลักษณะในช่วงเริ่มหักเลี้ยวแรกๆ แบบไฟฟ้า เหมือนกัน เพียงแค่ว่า เบาโหวงๆ กว่า พอมีแรงขืนที่มือนิดๆ ทดพวงมาลัยมาใช่ได้ Linear ดี เป็นธรรมชาติคล้ายกับรุ่นเดิม แต่เบากว่า พอให้บังคับเลี้ยวซิกแซกไปมาได้ดี
ช่วงล่าง แตกต่างจากรุ่นเดิมชัดเจน เพราะ MG5 เดิม มีบุคลิกเป็นรถที่หนักแน่น และให้ความมั่นใจได้ดี แต่พอมาถึงรุ่นนี้ ช่วงล่างถูกเซ็ตมาในแนวแน่นและแข็ง ตึงตังเอาเรื่อง แม้จะคล่องแคล่วขึ้น แต่การซับแรงสะเทอนบนพื้นผิวขรุขระนั้น ถ้าขับขี่ไม่เร็วเกิน 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าโอเค พอจะมีอาการตึงตังโผล่มาบ้าง แต่ถ้าใช้ความเร็ว 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง รูปไปบนพื้นผิวขรุขระ จะไบอาการสะเทือนพอสมควร พูดกันตรงๆก็คือ ผมยังมองว่าช่วงล่างของ MG5 รุ่นปัจจุบัน น่าจะถูกใจคนไทย มากกว่า รุ่นใหม่ที่ผมเพิ่งลงจากรถมานี้แน่ๆ ส่วน แป้นเบรก มีน้ำหนักเบาพอสมควร เบากว่ารุ่นเดิม ระยะเหยียบยาวปานกลาง แต่คุณต้องเหยียบ 30% จึงจะเริ่มสัมผัสถึงแรงเบรกจริงจัง
MG6 รุ่นเดิม เคยเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ พวกเขาใช้เปิดตัวเข้าสู่ตลาดประเทศไทย อย่างเป็นทางการ เมื่อ 19 มิถุนายน 2014 หลังจากเริ่มปูพรมโฆษณาประชาสัมพันธ์มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2013 แต่ก็ต้องยอมรับกันตรงๆว่า MG6 รุ่นแรก เต็มไปด้วยข้อเสียนานับประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ไปจนถึงปัญหาคุณภาพด้านการประกอบในยุคแรกๆ ที่พวกเขาเริ่มมาตั้งโรงงานในบ้านเรา
เวลาผ่านไป พวกเขาก็กลับไปปรับปรุง MG6 มาใหม่ และเริ่มเผยภาพถ่ายอย่างเป็นทางการชุดแรก เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2017 ก่อนจะนำไปเปิดผ้าคลุมอย่างเป็นทางการ ในงาน Guangzhou Auto Show 2017 เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2017 ที่เมือง กวางโจว ประเทศจีน จากนั้น SAIC ก็เริ่มทะยอยส่ง MG6 เข้าไปจำหน่าย ในหลายประเทศที่พวกเขาเพิ่งเริ่มรุกเข้าไปเปิดตลาดใหม่ โดยล่าสุด ก็คือ Philippines
MG6 ใหม่ ลดจำนวนตัวถังให้เลือก จากเดิมซึ่งเคยมีทั้ง Sedan 4 ประตู และ Fastback 5 ประตู จนมีเหลือให้เลือกเพียงตัวถังเดียว คือ Fastback 5 ประตู มีขนาดตัวถัง ยาว 4,695 มิลลิเมตร กว้าง 1,848 มิลลิเมตร สูง 1,462 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,715 มิลลิเมตร
หากเปรียบเทียบกับ MG6 รุ่นเดิมซึ่งมีความยาว 4,653 มิลลิเมตร กว้าง 1,827 มิลลิเมตร สูง 1,467 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,705 มิลลิเมตร จะพบว่า MG6 ใหม่ ยาวขึ้น 42 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 21 มิลลิเมตร เตี้ยลง 5 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อ ยาวขึ้น 10 มิลลิเมตร

การเข้า – ออกจากห้องโดยสาร ด้านหน้า ต้องทำใจว่า หากไม่ปรับเบาะนั่งกดลงต่ำสุด หรือเลื่อนถอยหลังไป โอกาสที่ศีรษะจะโขกกับเสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ยังพอมีเหลืออยู่ พนักวางแขนบนแผงประตูคู่หน้า สามารถวางแขนได้ดี
เบาะนั่งด้านหน้า เป็นแบบสปอร์ต ปรับตำแหน่งด้วยสวิตช์ไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง และมีก้านดันหลังมาให้ เฉพาะฝั่งผู้ขับขี่ พนักพิงหลังค่อนข้างแข็งเฉพาะบริเวณตรงกลาง ปีกข้างรองรับสรีระพอใช้ได้ พนักศีรษะ พอจะดันกบาลอยู่นิดหน่อย ในระดับที่พอรับได้ เบาะรองนั่ง สั้น แต่แน่นแอบนุ่มนิดๆ ข้อด้อยสำคัญก็คือ พื้นที่เหนือศีรษะรวมทั้งระยะห่างจาก สายตา จนถึงแผงบังแดดหน้า ค่อนข้างน้อยมาก หัวผมเกือบชนเพดานหลังคาเลยทีเดียว
การเข้าออกจากบานประตูคู่หลังทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมชัดเจน ส่วนเบาะหลัง มาในแนวแข็ง แอบนุ่มนิดเดียว พนักพิงหลัง มีมุมเอนเยอะกว่า คันอื่นๆ รวมทั้ง MG5 คาดว่าน่าจะมาจากการออกแบบเผื่อให้มีพื้นที่เหนือศีรษะเยอะขึ้น พนักวางแขนทั้งแบบพับเก็บได้ กับบนแผงประตู วางแขนได้ดีในตำแหน่งเหมาะสม พนักศีรษะ ค่อนข้างแข็ง ส่วนเบาะรองนั่ง แน่น แต่ยาวมาก ยาวถึงขาพับเลยทีเดียวพื้นที่วางขา ยังไม่ถึงขั้น D Segment รุ่นใหม่ๆ อย่าง Camry หรือ Accord แต่ก็ มีพอให้นั่งไขว่ห้างได้ ส่วน พื้นที่้หนือศีรษะ แม้จะไม่เฉี่ยวชนเพดาน แต่ก็เหลือพื้นที่น้อยมากๆ
แผงหน้าปัดออกแบบขึ้นใหม่ น่าใช้กว่าเดิม ดูหรูและสปอร์ตไปพร้อมๆกัน มีวัสดุบุนุ่มหุ้มหนังสีเดียวกับเบาะ ติดตั้งมาให้ยาวตั้งแต่เหนือแผงควบคุมกลาง ไปจนถึงช่องแอร์ฝั่งผู้โดยสาร ด้านขวา ลากลงมาล้อมกรอบฐานรองคันเกียร์ พวงมาลัยแบบ 3 ก้าน หุ้มหนัง จับกระชับมือ มากขึ้นพร้อมสวิตช์ Multi Function บนก้านพวงมาลัยทั้ง 2 ฝั่ง
ชุดมาตรวัดแบบใหม่ Partial Visual Instrument มีหน้าจอ Infomation System ขนาดใหญ่ เข็มวัดความเร็วฝั่งซ้าย กับเข็มวัดรอบ ฝั่งขวา ยกขึ้นคนละฝั่งตรงกันข้าม ซึ่งงานออกแบบนี้ มีมาก่อนหน้า BMW แล้วอย่างน้อยก็ เกือบ 2 ปี!!
อุปกรณ์มาตรฐานที่ควรรู้ ก็คือ มีระบบกุญแจ Keyless Entry พร้อมปุ่ม Push Start เครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกฝั่ง Dual Zone Climate Control จอ Monitor สี แบบ Touch Screen ขนาด 8 นิ้ว แสดงผลได้ทั้งเครื่องปรับอากาศ ชุดเครื่องเสียง และกล้องมองหลัง พร้อมกับ Dynamic Guideline และ Sunroof เปิด – ปิดได้ด้วยสวิตช์ไฟฟ้า พร้อมแผงบังแดดแบบแข็ง

MG6 มีขุมพลังให้เลือก 2 แบบ ทั้งคู่ ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ ให้แตกต่างจาก เครื่องยนต์ใน MG6 รุ่นเดิมที่เคยทำตลาดในบ้านเราทั้งสิ้น
เริ่มด้วย เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 15E4E 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1,498 ซีซี Direct Injection พ่วง Turbocharger (TGI) กำลังสูงสุด 169 แรงม้า (PS) ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิด สูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,700 – 4,400 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และ เกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 จังหวะ TST คันเกียร์แบบมาตรฐาน
อีกรุ่นหนึ่ง เป็น eMG6 วางขุมพลังแบบ PHEV (Plug-in Hybrid) ประกอบด้วย เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 10E4E 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว ขนาด 1.0 ลิตร พ่วง Turbocharger 125 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 170 นิวตันเมตร (17.32 กก.-ม.) ที่ 2,000 – 4,700 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า EDU ของ SAIC ที่ให้กำลังสูงสุด 81 แรงม้า (PS) แรงบิด 380 นิวตันเมตร เมื่อรวมทั้งระบบแล้ว กำลังสูงสุดจะอยู่ที่ 228 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุดถึง 622 นิวตันเมตร ! (63.38 กก.-ม.) สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟ Plug-in Hybrid ได้ คันเกียร์เป็นแบบ มือหมุน เหมือน Jaguar XF ตัวเลขจากโรงงาน อัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 7.9 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 1.5 ลิตร/100 กิโลเมตร
พวงมาลัยแบบ Rack & Pinion พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering) ระบบกันสะเทือนหน้า MacPherson Strut ด้านหลังเป็นแบบ Blade Type Multi-Link ระบบห้ามล้อ เป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ ส่วนเบรกมือเป็นสวิตช์ไฟฟ้า EPBI (Electronic Parking Brake Intelligent) เสริมด้วยระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-Lock Braking System) ระบบควบคุมการทรงตัวและเสถียรภาพ ESP (Electronic Stability Program) พร้อมระบบตรวจจับแรงดันลมยาง TPMS (Tyre Pressure Monitoring System) รถคันที่เราทดลองขับ สวมล้ออัลลอย 18 นิ้ว พร้อมยาง Bridgestone Turanza T005A ขนาด 225/45R18

MG6 รุ่นที่เราได้ลองขับนั้น เป็นเครื่องยนต์ เบนซิน Turbo ธรรมดา ไม่ใช่รุ่น PHEV อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก MG6 มีจังหวะให้เราจับเวลา ได้แค่เฉพาะช่วงขากลับจาก Skid pad มายังเต๊นท์ที่พักของคณะสื่อมวลชน ดังนั้น เราจึงทดลองจับเวลาได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ภายใต้อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส โดยมีผม (107 กิโลกรัม) และ Instructor ของเรา คือ คุณ Leslie น้ำหนักตัว 65 กิโลกรัม รวม 2 คน เปิดเครื่องปรับอากาศ

