MG6 รุ่นเดิม เคยเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ พวกเขาใช้เปิดตัวเข้าสู่ตลาดประเทศไทย อย่างเป็นทางการ เมื่อ 19 มิถุนายน 2014 หลังจากเริ่มปูพรมโฆษณาประชาสัมพันธ์มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2013 แต่ก็ต้องยอมรับกันตรงๆว่า MG6 รุ่นแรก เต็มไปด้วยข้อเสียนานับประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ไปจนถึงปัญหาคุณภาพด้านการประกอบในยุคแรกๆ ที่พวกเขาเริ่มมาตั้งโรงงานในบ้านเรา
เวลาผ่านไป พวกเขาก็กลับไปปรับปรุง MG6 มาใหม่ และเริ่มเผยภาพถ่ายอย่างเป็นทางการชุดแรก เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2017 ก่อนจะนำไปเปิดผ้าคลุมอย่างเป็นทางการ ในงาน Guangzhou Auto Show 2017 เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2017 ที่เมือง กวางโจว ประเทศจีน จากนั้น SAIC ก็เริ่มทะยอยส่ง MG6 เข้าไปจำหน่าย ในหลายประเทศที่พวกเขาเพิ่งเริ่มรุกเข้าไปเปิดตลาดใหม่ โดยล่าสุด ก็คือ Philippines
MG6 ใหม่ ลดจำนวนตัวถังให้เลือก จากเดิมซึ่งเคยมีทั้ง Sedan 4 ประตู และ Fastback 5 ประตู จนมีเหลือให้เลือกเพียงตัวถังเดียว คือ Fastback 5 ประตู มีขนาดตัวถัง ยาว 4,695 มิลลิเมตร กว้าง 1,848 มิลลิเมตร สูง 1,462 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,715 มิลลิเมตร
หากเปรียบเทียบกับ MG6 รุ่นเดิมซึ่งมีความยาว 4,653 มิลลิเมตร กว้าง 1,827 มิลลิเมตร สูง 1,467 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,705 มิลลิเมตร จะพบว่า MG6 ใหม่ ยาวขึ้น 42 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 21 มิลลิเมตร เตี้ยลง 5 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อ ยาวขึ้น 10 มิลลิเมตร

การเข้า – ออกจากห้องโดยสาร ด้านหน้า ต้องทำใจว่า หากไม่ปรับเบาะนั่งกดลงต่ำสุด หรือเลื่อนถอยหลังไป โอกาสที่ศีรษะจะโขกกับเสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ยังพอมีเหลืออยู่ พนักวางแขนบนแผงประตูคู่หน้า สามารถวางแขนได้ดี
เบาะนั่งด้านหน้า เป็นแบบสปอร์ต ปรับตำแหน่งด้วยสวิตช์ไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง และมีก้านดันหลังมาให้ เฉพาะฝั่งผู้ขับขี่ พนักพิงหลังค่อนข้างแข็งเฉพาะบริเวณตรงกลาง ปีกข้างรองรับสรีระพอใช้ได้ พนักศีรษะ พอจะดันกบาลอยู่นิดหน่อย ในระดับที่พอรับได้ เบาะรองนั่ง สั้น แต่แน่นแอบนุ่มนิดๆ ข้อด้อยสำคัญก็คือ พื้นที่เหนือศีรษะรวมทั้งระยะห่างจาก สายตา จนถึงแผงบังแดดหน้า ค่อนข้างน้อยมาก หัวผมเกือบชนเพดานหลังคาเลยทีเดียว
การเข้าออกจากบานประตูคู่หลังทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมชัดเจน ส่วนเบาะหลัง มาในแนวแข็ง แอบนุ่มนิดเดียว พนักพิงหลัง มีมุมเอนเยอะกว่า คันอื่นๆ รวมทั้ง MG5 คาดว่าน่าจะมาจากการออกแบบเผื่อให้มีพื้นที่เหนือศีรษะเยอะขึ้น พนักวางแขนทั้งแบบพับเก็บได้ กับบนแผงประตู วางแขนได้ดีในตำแหน่งเหมาะสม พนักศีรษะ ค่อนข้างแข็ง ส่วนเบาะรองนั่ง แน่น แต่ยาวมาก ยาวถึงขาพับเลยทีเดียวพื้นที่วางขา ยังไม่ถึงขั้น D Segment รุ่นใหม่ๆ อย่าง Camry หรือ Accord แต่ก็ มีพอให้นั่งไขว่ห้างได้ ส่วน พื้นที่้หนือศีรษะ แม้จะไม่เฉี่ยวชนเพดาน แต่ก็เหลือพื้นที่น้อยมากๆ
แผงหน้าปัดออกแบบขึ้นใหม่ น่าใช้กว่าเดิม ดูหรูและสปอร์ตไปพร้อมๆกัน มีวัสดุบุนุ่มหุ้มหนังสีเดียวกับเบาะ ติดตั้งมาให้ยาวตั้งแต่เหนือแผงควบคุมกลาง ไปจนถึงช่องแอร์ฝั่งผู้โดยสาร ด้านขวา ลากลงมาล้อมกรอบฐานรองคันเกียร์ พวงมาลัยแบบ 3 ก้าน หุ้มหนัง จับกระชับมือ มากขึ้นพร้อมสวิตช์ Multi Function บนก้านพวงมาลัยทั้ง 2 ฝั่ง
ชุดมาตรวัดแบบใหม่ Partial Visual Instrument มีหน้าจอ Infomation System ขนาดใหญ่ เข็มวัดความเร็วฝั่งซ้าย กับเข็มวัดรอบ ฝั่งขวา ยกขึ้นคนละฝั่งตรงกันข้าม ซึ่งงานออกแบบนี้ มีมาก่อนหน้า BMW แล้วอย่างน้อยก็ เกือบ 2 ปี!!
อุปกรณ์มาตรฐานที่ควรรู้ ก็คือ มีระบบกุญแจ Keyless Entry พร้อมปุ่ม Push Start เครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกฝั่ง Dual Zone Climate Control จอ Monitor สี แบบ Touch Screen ขนาด 8 นิ้ว แสดงผลได้ทั้งเครื่องปรับอากาศ ชุดเครื่องเสียง และกล้องมองหลัง พร้อมกับ Dynamic Guideline และ Sunroof เปิด – ปิดได้ด้วยสวิตช์ไฟฟ้า พร้อมแผงบังแดดแบบแข็ง

MG6 มีขุมพลังให้เลือก 2 แบบ ทั้งคู่ ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ ให้แตกต่างจาก เครื่องยนต์ใน MG6 รุ่นเดิมที่เคยทำตลาดในบ้านเราทั้งสิ้น
เริ่มด้วย เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 15E4E 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1,498 ซีซี Direct Injection พ่วง Turbocharger (TGI) กำลังสูงสุด 169 แรงม้า (PS) ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิด สูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,700 – 4,400 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และ เกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 จังหวะ TST คันเกียร์แบบมาตรฐาน
อีกรุ่นหนึ่ง เป็น eMG6 วางขุมพลังแบบ PHEV (Plug-in Hybrid) ประกอบด้วย เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 10E4E 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว ขนาด 1.0 ลิตร พ่วง Turbocharger 125 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 170 นิวตันเมตร (17.32 กก.-ม.) ที่ 2,000 – 4,700 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า EDU ของ SAIC ที่ให้กำลังสูงสุด 81 แรงม้า (PS) แรงบิด 380 นิวตันเมตร เมื่อรวมทั้งระบบแล้ว กำลังสูงสุดจะอยู่ที่ 228 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุดถึง 622 นิวตันเมตร ! (63.38 กก.-ม.) สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟ Plug-in Hybrid ได้ คันเกียร์เป็นแบบ มือหมุน เหมือน Jaguar XF ตัวเลขจากโรงงาน อัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 7.9 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 1.5 ลิตร/100 กิโลเมตร
พวงมาลัยแบบ Rack & Pinion พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering) ระบบกันสะเทือนหน้า MacPherson Strut ด้านหลังเป็นแบบ Blade Type Multi-Link ระบบห้ามล้อ เป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ ส่วนเบรกมือเป็นสวิตช์ไฟฟ้า EPBI (Electronic Parking Brake Intelligent) เสริมด้วยระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-Lock Braking System) ระบบควบคุมการทรงตัวและเสถียรภาพ ESP (Electronic Stability Program) พร้อมระบบตรวจจับแรงดันลมยาง TPMS (Tyre Pressure Monitoring System) รถคันที่เราทดลองขับ สวมล้ออัลลอย 18 นิ้ว พร้อมยาง Bridgestone Turanza T005A ขนาด 225/45R18

MG6 รุ่นที่เราได้ลองขับนั้น เป็นเครื่องยนต์ เบนซิน Turbo ธรรมดา ไม่ใช่รุ่น PHEV อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก MG6 มีจังหวะให้เราจับเวลา ได้แค่เฉพาะช่วงขากลับจาก Skid pad มายังเต๊นท์ที่พักของคณะสื่อมวลชน ดังนั้น เราจึงทดลองจับเวลาได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ภายใต้อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส โดยมีผม (107 กิโลกรัม) และ Instructor ของเรา คือ คุณ Leslie น้ำหนักตัว 65 กิโลกรัม รวม 2 คน เปิดเครื่องปรับอากาศ
จากการเปิดเผยออกมาของทาง Reuter.com ในปี 2022 โตโยต้า สามารถรักษาตำแหน่งแชมป์ของยอดขายรวมสูงสุดในปีที่แล้วเอาไว้ได้ กับตัวเลข 10.5 ล้านคัน ขณะที่เบอร์ 2 ตกเป็นของ Volkswagen Group ซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ 8.3 ล้านคัน โดยเหตุผลที่ Volkswagen ไม่สามารถเบียด โตโยต้า ขึ้นมาได้นั้น ต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งของยอดขายพวกเขาอยู่ในตลาดอย่างประเทศจีน ซึ่งปี 2022 ประเทศจีนได้รับผลกระทบจากการกลับมาระบาดซ้ำของ โควิด-19 เช่นเดียวกับการเจอปัญหาเรื่องการขาดแคลนวัตถุในการผลิตเพราะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำให้ตลาดใหญ่อย่างยุโรป ได้รับผลกระทบ
เมื่อดูจากตัวเลขเมื่อแบ่งเป็นประเทศต่างๆ แล้ว จีนยังถือเป็นประเทศที่มียอดขายรถยนต์สูงสุดในปี 2022 ด้วยตัวเลข 22,1400,000 คัน ครองสัดส่วน 27.88% ของยอดขายรวมทั่วโลก ขณะที่ตลาดสหรัฐอเมริกาตามมาเป็นอันดับที่ 2 ด้วยตัวเลข 13,902,429 คันคิดเป็น 17.51% ของยอดขายรวม
จากการที่จีนขึ้นนำเป็นเบอร์ 1 ของโลกนั้น ทำให้เอเชียกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยยอดขาย 31,549,797 คันหรือคิดเป็น 39.74% และเชื่อว่าไม่มีทางที่ทวีปอื่นๆ จะสามารถขยับขึ้นมาล้มตำแหน่งนี้ได้ เพราะเบอร์ 2 อย่างตลาดอเมริกาเหนือที่รวมแคนาดาและเม็กซิโกเข้าไปด้วย ยังมีตัวเลขห่างเยอะ โดยอยู่ที่ 16,494,758 คันหรือคิดเป็น 20.77% เท่านั้น และภาพรวมของยอดขายรถยนต์ในปี 2022 อยู่ที่กว่า 79 ล้านคัน
ตลาดรถยนต์จีนน่าจับตามอง และ EV มีส่วนช่วยอย่างมาก
แม้ว่าช่วงปี 2022 ตลาดรถยนต์จีนจะเจอกับปัญหาเรื่องของการระบาดซ้ำของ โควิด-19 จนทำให้เกิดการล็อกดาวน์หลายครั้ง และเศรษฐกิจหยุดชะงัก ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้ถูกประเมินว่าน่าจะทำให้ภาพรวมของตลาดรถยนต์มีแนวโน้มว่าจะลดลง แต่สุดท้ายยอดขายก็ขยับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2021 ราวๆ 2% ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณการเติบโตของรถยนต์พลังไฟฟ้าแบบ BEV และรถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก
ส่วนหนึ่งของยอดขายที่เติบโตนอกจากความนิยมของคนจีนแล้ว ยังอยู่ที่เรื่องของการที่ภาครัฐสนับสนุนการเป็นเจ้าของรถยนต์ประเภทนี้ได้ง่ายขึ้นด้วยการอุดหนุนในด้านราคาเพื่อให้มีราคาต่ำลงและเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเกิดจากการที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเพิ่มยอดจำหน่ายรถยนต์ EV ให้ได้ 20% ของ Market Share ภายในปี 2025 ปัจจุบันมีบริษัทผลิตรถยนต์ EV กว่า 50 บริษัทในจีน และแม้กระทั่งบริษัทผลิตโทรศัพท์มือถืออย่าง Xiaomi และบริษัทด้าน Search Engine อย่าง Baidu ต่างก็มีแผนจะร่วมวงผลิตรถ EV ด้วยเช่นกัน
จากการเปิดเผยของ Motor1.com ระบุว่ารถยนต์ที่ติดในอันดับท็อปทรีของรถยนต์ขายดีที่สุดในจีนโดยแยกตามแบรนด์ คือ Wuling Hingguang โดยมีส่วนแบ่งทางตลาดถึง 20% หรือมียอดขาย 443,384 คัน รถยนต์รุ่นนี้เป็นมินิ BEV ราคาประหยัด ซึ่งเปิดจำหน่ายเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว Hongguang ไม่ได้ดูสวยเฉี่ยวแบบ Teslar แถมเล็กมากและวิ่งได้แค่ประมาณ 120 กิโลเมตร แต่กลับได้รับความนิยมในหมู่ผู้หญิงหรือแม่บ้านที่ใช้เดินทางในระยะใกล้ๆ แทนการใช้จักรยาน
อีกปัจจัยที่ทำให้รถ EV รุ่นนี้ขายดีคือราคาที่ถูกเพียงคันละ $4,500 เท่านั้น Hongguang Mini เป็นรถยนต์ที่เกิดจากการร่วมทุนกันระหว่าง GM , SAIC Motor และ Liuzhou Wuling Motors รถ EV รุ่นนี้มีราคาถูกเพราะแบตเตอรี่ผลิตในประเทศ ไม่มีแอร์ และให้แค่ระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐานเท่านั้น รถ EV รุ่นนี้ไม่ได้ขายดีเพราะความบังเอิญแต่เกิดจากการทำวิจัยอย่างจริงจัง โดยให้ผู้บริโภคทดลองใช้ฟรีในช่วงการทำวิจัยกว่า 9,000 คัน และผลการวิจัยพบว่ารถรุ่นนี้เหมาะกับชีวิตคนเมืองที่ใช้เดินทางในระยะสั้นๆ เช่น ส่งลูกไปโรงเรียน ไปซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นทางเลือกแทนการขี่จักรยาน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนอายุ 20 กว่าๆ และเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ หลายคนแต่งรถด้วยลวดลายที่น่ารักและอวดรถกันบนโซเชียลมีเดีย ก็ยิ่งทำให้กระแสของรถตัวนี้แรงยิ่งขึ้นอีก
ยอดขายรถยนต์สูงสุด 3 อันดับแรกของจีน 1.BYD Song Plus 459,424 คัน 2.Nissan Sylphy 446,492 คัน 3.Wuling Hingguang 443,384 คัน
ปิกอัพยังขายดีในหลายประเทศ
ขณะที่ SUV กำลังได้รับความสนใจและมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเทรนด์ของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป จากการมองรถยนต์นั่งมาสู่รถยนต์ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายขึ้น แต่สำหรับบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย และรวมถึงเมืองไทย ตลาดปิกอัพยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและมียอดขายอยู่ในระดับที่สูงเหมือนกับที่ผ่านมา
ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นตลาดรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลกในปีนี้นั้น มีการแยกสัดส่วนของยอดขายรุ่นรถยนต์แต่ละรุ่นออกมา และปรากฏว่า Ford F-150 ยังคงครองความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย และเป็นรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดในตลาด ด้วยตัวเลข 653,957 คัน และที่ผิดคาดคือ ในท็อปทรีของตลาดอเมริกานั้น เป็นปิกอัพหมดเลย นั่นคือ Chevrolet Silverado และ Ram Pick-UP โดยทั้งหมดเป็นปิกอัพในกลุ่ม Full-Size โดยมีตัวเลข 523,249 และ 468,344 คัน (ตามลำดับ) เช่นเดียวกับแคนาดาที่อยู่ในกลุ่มตลาดอเมริกาเหนือ Ford F-150 ครองยอดขายสูงสุดด้วยตัวเลข 105,043 คัน หรือคิดเป็น 7% ของยอดขายทั้งหมด
ตลาดออสเตรเลีย ซึ่งมีส่วนแบ่งในด้านยอดขาย 1.36% ของยอดขายรวมทั่วโลก หรือมียอดขายอยู่ที่ 1,081,429 คันนั้น ปิกอัพอย่าง Toyota Hilux ก็ครองตำแหน่งรถยนต์ขายดีที่สุดในปี 2022 ด้วยตัวเลข 64,391 คันหริอคิดเป็น 6% ของยอดขายรวม โดยมี Ranger ตามมาเป็นอันดับที่ 2 ส่วน ตลาดนิวซีแลนด์ ซึ่งผู้บริโภคมีรสนิยมคล้ายกัน ยอดขายสูงสุดตกเป็นของ Ford Ranger คิดเป็น 9.9% ของยอดขายรวมทั้งหมด
ตลาดยุโรป รสนิยมไม่เปลี่ยน แต่ยอดขายยังไม่กระเตื้อง
แม้ว่าจะติดอยู่ในอันดับ 3 ของตลาดรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดในโลก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ 2 อันดับแรกแล้ว ยุโรปถือว่ามีสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไร เพราะจากการเปิดเผยออกมาพบว่าตลาด 4 แห่งที่มียอดขายสูงสุดคือ เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอิตาลีมียอดขายที่ลดลง 6% เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2021 หรือลดลงถึง 7% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่เกิดการแพร่ระบาดของ โควิด -19 อย่างหนัก นั่นคือ 2020 และลดลงถึง 27% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2019
สำหรับรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดในแต่ละประเทศนั้นถือว่าไม่มีอะไรน่าแปลกใจ รถยนต์ในกลุ่ม B หรือ C-Segment โดยเฉพาะตัวถังแฮทช์แบ็กยังได้รับการตอบรับที่ดี และก็มักจะเป็นรถยนต์ประจำชาติ เช่น เยอรมนีจะเป็น Volkswagen Golf มียอดขาย 84,282 คัน ส่วนในฝรั่งเศสจะเป็น Peugeot 208 มียอดขาย 88,912 คัน อิตาลีเป็น Fiat Panda 105,384 คัน ยกเว้นอังกฤษที่จะแตกต่างเพราะเป็น Nissan Qashqai มียอดขาย 42,704 คัน ซึ่งจะว่าไปแล้วรถยนต์รุ่นนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น เพราะมีฐานการผลิตที่เมืองซันเดอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม ในบางประเทศที่มีการเดินหน้าผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV อย่างเต็มที่นั่น ผลที่ได้ก็เป็นไปตามคาด รถยนต์ที่ขายดีก็มักจะเป็น BEV อย่างนอร์เวย์ Tesla Model Y ครองตำแหน่งรถยนต์ขายดีด้วยตัวเลข 17,356 คันหรือคิดเป็น 10% ของยอดขายทั้งหมด
สำหรับ 2023 ถือเป็นปีที่น่าสนใจ เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่ตลาดรถยนต์จะเริ่มมีทางเลือกของรถยนต์พลังไฟฟ้าแบบ BEV เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหลายแบรนด์ต่างเริ่มเปิดตลาดกลุ่มนี้กันมากขึ้น หลังจากที่มีบางค่ายเผยนโยบายในด้าน BEV ของตัวเองออกมาช่วงปี 2021-2022 และคราวนี้ต้องมาดูกันว่า BEV จะสามารถทะลุทะลวงและกวาดยอดขายจนขึ้นมาครองเป็นอันดับ 1 ในตลาดหลักๆ ได้หรือไม่

