นาทีนี้ไม่มีใครสามารถปฏิเสธความร้อนแรงของวงการรถยนต์ไฟฟ้าได้อีกแล้ว แม้กระทั่งรถฮิปปี้สุดคลาสสิก Microbus T1 ของ Volkswagen ก็ประกาศหวนคืนตลาดอีกครั้ง และครั้งนี้มันจะกลายมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ชื่อว่ารุ่น “I.D.Buzz”
โดยจะเปิดขายจริงในตลาดยุโรปช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ และขายในอเมริกาปี 2024 ตอนนี้ราคายังไม่เคาะออกมาอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะอยู่ในช่วง $45,000-$60,000 หรือ 1.5-2 ล้านบาท (ราคาคาดการณ์ในต่างประเทศ)
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ รถ Microbus ของ Volkswagen มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย เพราะมันเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งการเคลื่อนไหว ต่อต้านวัฒนธรรมกระแสหลักในอเมริกา และยังเคยไปปรากฏตัวในภาพยนต์ โฆษณาต่างๆ อีกด้วย
เพราะอะไร รถรุ่นนี้ถึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตำนาน TODAY Bizview พาย้อนรอยไปดูประวัติศาสตร์ และการกลับมาในครั้งนี้จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง
ย้อนรอยรถ Microbus ในตำนาน
จากข่าวฮือฮาในแวดวงรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อช่วงต้นปี 2022 Volkswagen ค่ายรถยนต์รุ่นใหญ่จากเยอรมนี เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสไตล์เรโทรที่หลายคนคุ้นเคยกันดีและน่าจะคิดถึงเอามากๆ
นั่นก็คือรถยนต์ Microbus รุ่น ‘I.D.Buzz’ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถ Microbus Type2 ที่เคยฮิตกันสมัยก่อน และถ้าพูดถึงรถยนต์รุ่นนี้ หลายคนก็น่าจะนึกถึง ‘รถบัสฮิปปี้’
ย้อนไปตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศเยอรมนี ผู้ที่ออกแบบรถยนต์ Volkswagen เป็นคนแรกก็คือ แฟร์ดีนันท์ พอร์เช่ ใช่แล้ว…เขาเป็นผู้ผลิตรถยนตยี่ห้อ Porsche นั่นเอง
แฟร์ดีนันท์ พอร์เช่ มีแนวคิดหลายอย่าง เขาอยากผลิตรถยนต์คุณภาพดี ราคาไม่แพง เพื่อให้ชาวเยอรมันซึ่งมีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงได้ และบังเอิญว่ามันไปตรงกับแนวคิดของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมนีในช่วงเวลานั้นพอดี จึงช่วยผลักดันให้เกิดรถยนต์ที่ชื่อว่า ‘Volkswagen’ หรือแปลเป็นไทยก็คือ ‘รถยนต์ของมวลชน’
ตอนแรกมีโจทย์ว่า ต้องทำรถที่ผู้ใหญ่ 2 คนนั่งข้างหน้า และเด็ก 3 คน นั่งเบาะหลังได้สบายๆ ที่สำคัญราคาต้องย่อมเยา เขาใช้เวลาพัฒนาหลายปี จนในที่สุดรถโฟล์ครุ่นต้นแบบคันแรก หรือที่เรียกว่า Type1 ก็ออกมาในปี 1936
รถรุ่นนี้ คนไทยเรียกติดปากว่ารถเต่า หรือรถโฟล์ค ที่จริงก็คือรุ่น Beetle นั่นเอง และพอทำออกมาขายจริง ด้วยต้นทุนที่มันไม่แพง สามารถทำราคาออกมาเทียบเท่ารถจักรยานยนต์ในยุคนั้นได้ จึงทำให้รถโฟล์คเริ่มได้รับความนิยมและมีออเดอร์เพิ่มขึ้น
แต่โชคไม่ดีนัก เพราะไม่นานต่อจากนั้น เยอรมนีก็เข้าสู่ภาวะสงคราม โรงงานผลิตรถโฟล์คถูกปรับเปลี่ยนไปผลิตรถยนต์สำหรับกองทัพ ไม่สามารถผลิตรถยนต์ออกมาขายให้ผู้บริโภคได้
จนกระทั่งสงครามสงบลงในปี 1946 จึงเกิดการแยกตัวออกมาเป็นบริษัท Volkswagen ก่อนที่บริษัทจะค่อยๆ ขยายกิจการ มีการพัฒนารถโฟลค์รุ่นใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ และส่งขายไปยังต่างประเทศ
และก็มาถึงคิวของรถยนต์รุ่นที่ 2 หรือที่เรียกว่า Type 2 เป็นรถยนต์คันใหญ่ขึ้น ลักษณะคล้ายรถตู้ มินิบัส มีชื่อเรียกหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น T1, Transporter ,Kombi, Camper, Bulli, Bus เป็นต้น
จุดเริ่มต้นจาก Ben Pon ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถโฟล์คไปเนเธอร์แลนด์ เขารู้ว่ามีดีมานด์ความต้องการรถบรรทุกของขนาดเล็กในแถบยุโรป จึงร่างโมเดลรถยนต์แบบใหม่ขึ้นมา โดยวางให้รถยนต์คันนี้ เป็นรถตู้สำหรับครอบครัวและเพื่อการพักผ่อน สามารถใช้งานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น
Type2 ได้พัฒนามาจากเครื่องยนต์ของ Type1 หรือรถเต่ารุ่นแรก จนได้ร่างแบบสุดท้ายและในปี 1950 รถรุ่น Type2 ถูกผลิตขึ้นที่โรงงาน Wolfsburg ในเยอรมนี
รถคันนี้โดยมีประตูด้านเดียว ขนาดห้องโดยสารใหญ่ขึ้น มีหลายที่นั่ง รองรับผู้โดยสารทั้งครอบครัวและกลุ่มเพื่อนได้หลายคน ถูกใจสายแคมป์และบรรดานักโต้คลื่นด้วย เพราะเวลาไปไหนมาไหนสามารถบรรทุกของได้เยอะ มีพื้นที่วางกระดานเซิร์ฟและสัมภาระต่างๆ จอดไว้นั่งเล่นพักผ่อนนอกสถานที่ เช่น ริมชายหาด นอนตั้งแคมป์ตอนกลางคืน หรือเพียงแค่เอาไว้นั่งดื่มเบียร์และชมพระอาทิตย์ตกดินก็ได้
และแม้ว่ามันจะมีความเร็วไม่มากนัก การขับรถหลังพวงมาลัยอาจน่าเบื่อ แต่ด้วยการออกแบบที่รองรับผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 9 คน และมีหน้าต่างรอบรถ มากถึง 21-23 บาน ทำให้คนขับและผู้โดยสารมีโอกาสเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพทั้ง 2 ข้างทาง และมีปฏิสัมพันธ์กันได้ระหว่างทาง
นอกจากจะใช้งานได้ตอบโจทย์แล้ว ด้วยรูปลักษณ์ของมันก็เป็นเอกลักษณ์ จดจำได้ง่าย บริเวณด้านหน้ารถมีตัว VW และไฟดวงใหญ่ ดูน่ารักและเป็นมิตร
Microbus ทำออกมามีหลายรุ่น เช่นรุ่นยอดฮิตอย่าง T1 ผลิตอออกมาตั้งแต่ปี 1950-1967 ก่อนที่จะพัฒนารุ่น T2 และ T3 ออกมาขายอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งออกไปต่างประเทศ ทั้งแถบยุโรปและอเมริกา
อย่างในสหรัฐฯ ยอดขายก็พุ่งมากๆ ในปี 1970 Volkswagen ส่งออกรถยนต์แบบ Transporter ได้มากถึง 287,000 คัน โดยคนอเมริกันมองว่าเป็นรถครอบครัวที่คุ้มค่า
Microbus สัญลักษณ์แห่งการต่อต้านวัฒนธรรมหลัก และกระแสทุนนิยม
ในทางสังคมการเมือง Microbus ของ Volkswagen ยังขึ้นชื่อว่าเป็นไอคอนสำหรับการเคลื่อนไหวประท้วงของกลุ่มวัยรุ่นอเมริกัน ที่เรียกว่ากลุ่มฮิปปี้ (Hippie) ในช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อต่อต้านวัฒนธรรม อุดมการณ์กระแสหลักอย่างอ่อนโยน ไม่ใช้ความรุนแรง
ว่าแต่รถยนต์ มันกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ ในการประท้วงทางสังคมการเมืองได้อย่างไร ก็ต้องเล่าย้อนไปในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่ออเมริกาประกาศชนะสงคราม และได้ก้าวขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจของโลก กลายเป็นผู้นำทางด้านการทหารและเศรษฐกิจที่ไม่ใครเทียบเคียง อเมริกาคือจักรวรรดินิยมของนายทุน และเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งมากที่สุด
เกิดวลียอดฮิต ‘American Dream’ ผู้คนปราถนาอยาดประสบความสำเร็จในชีวิต มีความเป็นอยู่สุขสบาย มีครอบครัว บ้าน รถและหน้าที่การงานที่ดี ทั้งหมดนี้คือค่านิยมหลักของสังคมอเมริกันในช่วงเวลานั้น
แม้เบื้องหน้าจะเป็นภาพฝันที่หลายคนปราถนา แต่เบื้องหลังมันมีความซับซ้อนและย้อนแย้งมากไปกว่านั้น
เพราะเมื่ออเมริกาตั้งตนเป็นใหญ่ ได้เข้าไปจัดการทรัพยากรของนานาประเทศ รวมถึงแทรกแซงทางการเมืองของบรรดาประเทศเกิดใหม่ หากรัฐบาลไหนต่อต้านก็จะเข้าไปจัดการโค่นล้ม มุ่งหวังผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเพื่อความมั่นคงของตน ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ
ในช่วงทศวรรษนี้ แม้อเมริกาจะมีความรุ่งเรืองเฟื่องฟู แต่มันก็ทับถมอยู่บนปัญหามากมาย เกิดการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองของคนผิวสี, การเรียกร้องสิทธิสตรี และปัญหาสำคัญคือสงครามเวียดนาม ต้องสูญเสียทหารอเมริกันไปเป็นจำนวนมาก ก่อนจะนำไปสู่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำ
แน่นอนว่ากลุ่มคนที่เห็นถึงมวลปัญหาก้อนใหญ่ เริ่มตั้งคำถามต่อนโยบายรัฐบาลและวิถีการปฏิบัติของสังคมอเมริกัน คือ คนรุ่นใหม่ พวกเขาได้รับอิทธิพลมาจากการศึกษา วรรณกรรม และหนังฮอลลีวูด เริ่มวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมอันย้อนแย้ง เรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมและอุดมการณ์
หนึ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านในยุคนั้น ก็คือ ‘กลุ่มฮิปปี้’ ซึ่งมาจากคำว่า ‘ฮิปสเตอร์’ บ้างก็ถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มวัฒนธรรมชายขอบ พวกเขามีแนวคิดต่อต้านวัฒนธรรมหลักและกระแสทุนนิยม แต่ยึดมั่นอิสระเสรีภาพ ชอบวิถีชีวิตที่เรียบง่าย นอกจากนี้ยังสะท้อนผ่านแนวดนตรี ภาพยนตร์ งานเขียน งานละคร ศิลปะ และการแต่งกายที่แตกต่างไปจากกระแสหลักด้วย
ช่วงเวลานั้น รถ Microbus ของ Volkswagen ได้เข้าสู่อเมริกาและได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นฮิปปี้ จนได้รับฉายาว่า “รถบัสฮิปปี้” หรือกระทั่งปรากฏในหนังฮอลลีวูดหลายเรื่อง
กลุ่มวัยรุ่นฮิปปี้ตกหลุมรักรถบัสด้วยเหตุผลหลายอย่าง เพราะมันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ขับไปตั้งแคมป์ ชมคอนเสิร์ต เล่นเซิร์ฟได้สะดวกสบาย
อีกทั้งค่าบำรุงรักษาถูก ใช้งานง่าย และมีขนาดใหญ่พอที่จะอยู่อาศัยได้
และที่มากไปกว่านั้น Microbus ของ Volkswagen ยังเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงสังคมการเมืองที่ทรงอำนาจ ด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากรถยนต์แบรนด์อื่นๆ ที่ขายในตลาดอเมริกาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่ในอเมริกา ยุคนั้นผลิตจากโรงงานเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน
Microbus เป็นสัญลักษณ์ที่ปฏิเสธสังคมว่า ‘เราไม่ต้องการรถของพวกนายทุนอเมริกัน’
กลุ่มต่อต้านสังคมมีความรู้สึกหนึ่งเดียวกับรถ Microbus โดยมองว่า แม้รถบัสคันนี้จะต่ำต้อย แต่ก็กล้าที่จะยืนอยู่ตรงข้ามกับรถมัสเซิลคันหรู ทรงพลังคันใหญ่ ซึ่งเป็นที่ นิยมในอเมริกา
“รถบัสบินไปท่ามกลางวัฒนธรรมสังคมดั้งเดิม มันเป็นการต่อต้านกระแสหลัก ต่อต้านความสำเร็จ และเป็นการกบฏในรูปแบบใหม่”
นอกจากนี้ Microbus ยังถูกใช้เป็นยานพาหนะอเนกประสงค์เพื่อขนส่งผู้คนไปยังการชุมนุมประท้วง และสถานีเลือกตั้ง ในช่วงเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในทศวรรษนั้นอีกด้วย
ตัวอย่างที่น่าสนใจ รถยนต์ Microbus T1 รุ่นปี 1966 คันหนึ่ง ถูกจัดแสดงไว้ที่ National Mall ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มันเป็นสัญลักษณ์ของการปะทะกันทางเชื้อชาติในอเมริกา
รถ Microbus คันนี้ ถูกขับไปรอบๆ หมู่เกาะในทะเลใกล้กับเมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา โดย 2 นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ขับพาเด็กแอฟริกัน-อเมริกันไปโรงเรียน
บทสัมภาษณ์ของวิลเลียม เพรทเซอร์ เค้าเป็นภัณฑารักษ์อาวุโสของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแอฟริกันอเมริกันแห่งชาติ บอกเอาไว้ว่า
“นักสิทธิมนุษยชน 2 คนที่ขับรถ Microbus คันนี้ มักจะบอกผู้โดยสารเสมอ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเซาท์แคโรไลนา เพื่อต้องการให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงสิทธิของตนเอง เพื่อที่สุดท้ายพวกเขาจะยืนหยัดเพื่อตนเอง”
ข้อความบริเวณประตูด้านหลังของรถ เจ้าของได้เขียนเอาไว้ว่า “Love is progress. Hate is expensive” แปลประมาณว่า ความรักคือความก้าวหน้า ความเกลียดชังนั้นราคาแพง เป็นข้อความที่จับใจมากเลยทีเดียว
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนว่ารถยนต์ Microbus ของ Volkswagen ผ่านร้อน ผ่านหนาวไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
นั่นก็คือ การจากไปของ Jerry Garcia ในปี 1995 เขาเป็นนักร้อง นักดนตรีของวง Grateful Dead วงดนตรีร็อคที่นำกระแสต่อต้านวัฒนธรรมอเมริกันในยุค 60
Volkswagen ได้ทำโฆษณารถ Microbus ร้องไห้ โดยมีน้ำตาที่ไหลออกจากไฟหน้า เพื่อเป็นการรำลึกถึงช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ และยังเป็นการยอมรับบทบาทที่มีต่อสังคมกระแสหลักอย่างอ่อนโยน
[การเกิดใหม่ของ Microbus ในตำนาน เวอร์ชันรถยนต์ไฟฟ้า]
การเดินทางของ Microbus Type2 ช่างยาวนาน กว่า 63 ปีที่รถยนต์คันนี้โลดแล่นในหน้าประวัติศาสตร์ยุโรปและอเมริกัน จนถึงวาระสุดท้ายในปี 2013 Volswagen ได้ยุติการผลิตรถรุ่นนี้อย่างเป็นทางการ
แต่ในปี 2017 Volkswagen ได้เปิดตัวแนวคิดต้นแบบรถ Microbus ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด ที่ชื่อว่า I.D. Buzz ในงาน Detroit Auto Show โดยตั้งใจให้เป็นรถยนต์ที่สืบทอดทางจิตวิญญาณของ Microbus Type2 รุ่นเก๋า
แฟนๆ Volkswagen ต่างรอและลุ้นมานานหลายปี จนในที่สุดวันที่ 9 มีนาคม 2022 Volkswagen ได้เปิดตัวรถ Microbus ไฟฟ้ารุ่น I.D.Buzz อย่างเป็นทางการ โดยจัดเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในตระกูล I.D. ซึ่งจะมีออกมาหลายรุ่น I.D.Buzz คือหนึ่งในนั้น
I.D.Buzz เป็นรถตู้ขนาดใหญ่ รูปทรงกล่องมนๆ มีบานหน้าต่างเรียงราย สีสันสดใส 2 เฉดสี ด้านหน้าเป็นโลโก้ VW ขนาดใหญ่ พร้อมไฟ LED ด้านหน้าและด้านหลัง ทันสมัยและบอกสถานะของรถได้ พร้อมล้ออัลลอย 18-21 นิ้ว
ส่วนกำลัง สูงสุดอยู่ที่ 204 แรงม้า วิ่งได้ระยะทางเกือบ 300 ไมล์ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยสามารถใช้ระบบชาร์จเร็วได้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 30 นาทีที่ 170 กิโลวัตต์ โดยแบตเตอรี่แบบ Lithium Ion Polymer ความจุ 77 kWh
นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยสำหรับตัวเครื่องภายใน พร้อมใช้วัสดุและกระบวนผลิตที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีก สอดคล้องไปกับมิสชันของ Volkswagen ซึ่งได้ให้คำมั่นที่จะยุติการผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายในปี 2035
Microbus เดินทางข้ามผ่านช่วงเวลาที่วุ่นวายในอเมริกาในฐานะรถบัสฮิปปี้ ตัวแทนหนุ่มสาวผมยาว กางเกงขาม้า สำหรับเส้นทางข้างหน้าต่อจากนี้ I.D.Buzz คือตัวแทนใหม่ของ Volkswagen ที่เปลี่ยนมาใช้พลังงานยั่งยืน ลดมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นวาระสำคัญของโลกสมัยใหม่
ขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งตัวตนเดิม ยังคงเป็นรถที่คงความคลาสสิกและเป็นมิตร พร้อมออกเดินทางไปพร้อมผู้คนต่อไป
อุปกรณ์สองสาย: Life และ R-Line

จากการเข้าถึงเสร็จสิ้นซึ่งเรียกว่า ชีวิตVolkswagen T-Roc มีพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น เซ็นเซอร์จอดรถ ระบบควบคุมอุณหภูมิแบบดูอัลโซน แถบหลังคาสีดำ และล้อขนาด 17 นิ้วดังกล่าว ถ้าเรากระโดดไปที่ ที-ร็อค อาร์-ไลน์ เราจะได้ล้อขนาด 18 นิ้ว ระบบควบคุมการเปิด-ปิดแบบแฮนด์ฟรี กล้องด้านหลัง โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย และแถบหลังคาจะเป็นสีเงินอะโนไดซ์
แพ็คเกจออกแบบก็มีนะคะ สไตล์สีดำซึ่งเพิ่มสัญลักษณ์การออกแบบสีดำจำนวนมาก หน้าต่างด้านข้างและด้านหลังที่มืดลง เสา C แบบคาร์บอน และล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วแบบพิเศษขนาด 19 นิ้วที่เป็นอุปกรณ์เสริม

ถ้าเราพูดถึง ผู้ช่วยขับรถและความปลอดภัยVolkswagen T-Roc 2022 คันนี้เปิดตัวอุปกรณ์ต่างๆ เช่น IQ Drive Travel Assist, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับได้และแบบคาดการณ์ล่วงหน้า หรือระบบจอดรถอัตโนมัติ ไม่ว่าจะจบแบบไหน รถเอสยูวีคันนี้ มันจะนำการเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติและการเตือนการออกจากเลนเสมอ
มอเตอร์และกำลังที่มีจำหน่าย
ไปต่อที่หัวข้อ เครื่องยนต์T-Roc มีให้เลือกทั้งแบบเบนซิน XNUMX แบบและดีเซล XNUMX แบบ ซึ่งทั้งหมดเป็นแบบเทอร์โบชาร์จ ใน น้ำมันเบนซิน เริ่มต้นด้วย 1.0 TSI สามสูบและ 110 แรงม้า ในขณะที่ 1.5 TSI สี่สูบมีให้เลือก 150 โดยมีประสิทธิภาพมากที่สุด (ของช่วง “ปกติ”) คือ 2.0 TSI ที่มี 190 แรงม้า ใน ดีเซล บรรทุกบล็อก 2.0 TDI เสมอซึ่งมีให้ 115 และ 150 แรงม้า
โดยแต่ละรุ่นจะมีเกียร์ธรรมดา 6 สปีดหรือคลัตช์คู่ 7 สปีด เช่นเดียวกับการยึดเกาะที่เพลาหน้าหรือหลัง ระบบ 4Motion ที่ครอบคลุม ของบริษัทเยอรมัน
โฟล์คสวาเกน T-Roc R

ฉันแสดงความคิดเห็นว่าสามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์เบนซินสี่เครื่อง แต่ในส่วนก่อนหน้านี้ฉันได้กล่าวถึงเพียงสามเครื่องเท่านั้น และประสิทธิภาพสูงสุดของทั้งหมดนั้นต้องแยกจากกัน เขาคือ โฟล์คสวาเกน T-Roc Rซึ่งเป็นรถเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีความสปอร์ตสูง
ตัวเลือกนี้ใช้เครื่องหมาย บล็อก 2.0 TSI 300 แรงม้า และ 400 Nmใช้โดยผู้ผลิตในรถยนต์ เช่น Golf R, Audi S3 หรือ Cupra Formentor เป็นต้น เรากำลังพูดถึงประสิทธิภาพที่สูงมากดังที่แสดงโดย 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4,9 วินาที.
นอกจากนี้ ไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นเครื่องยนต์และกำลัง มาพร้อมกับ ช่วงล่างเฉพาะ, การบังคับเลี้ยวแบบก้าวหน้าและการกำหนดค่าเฉพาะของระบบของ ขับเคลื่อนสี่ล้อ 4Motion. ส่วนหลังช่วยให้กระจายแรงฉุดลากระหว่างล้อหน้าและล้อหลังได้ในเสี้ยววินาทีตามความต้องการของแต่ละช่วงเวลา
ในการนี้เราต้องเพิ่มว่ามันประกอบด้วย รายละเอียดกีฬาอื่นๆเช่น พวงมาลัยเฉพาะพร้อมปุ่ม R หรือระบบไอเสียไททาเนียมเสริมที่สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ Akrapovicซึ่งมีน้ำหนักน้อยกว่า 7 กิโลกรัมและการออกแบบพิเศษในท่อระบายไอเสีย
Volkswagen T-Roc Convertible

สุดท้ายเราไม่สามารถลืมเกี่ยวกับ ตัวรถเปิดประทุนพร้อมหลังคาผ้าใบ. และ Volkswagen T-Roc Convertible มันเป็นหนึ่งในไม่กี่ SUVs แปลงสภาพในตลาด ตามหลักเหตุผล พื้นที่ของเบาะหลังและท้ายรถถูกลงโทษ (เหลือ 284 ลิตร) แต่ความสุขในการขับขี่โดยเปิดหลังคาเปิดโล่งเป็นฝ่ายชนะ
ในระดับกลไก ตัวถังเปิดประทุนรุ่นนี้มีรุ่น 1.0 แรงม้า 110 TSI และ 1.5 แรงม้า 150 TSI ทั้งแบบเบนซิน กระปุกเกียร์เป็นแบบธรรมดา 7 สปีด แม้ว่าในรุ่นที่ทรงพลังที่สุดก็สามารถใช้ร่วมกับ DSG XNUMX สปีดเป็นตัวเลือกได้
Volkswagen T-Roc ราคาเท่าไหร่ ราคา!
เราลงท้ายด้วย ราคาที่ Volkswagen T-Roc 2022 เป็นส่วนหนึ่งของ 28.820 ยูโร ไม่มีส่วนลด สำหรับตัวเลือกที่เข้าถึงได้มากที่สุดคือ 1.0 แรงม้า 110 TSI พร้อมอายุการใช้งาน หากเราต้องการอุปกรณ์ R-Line ที่มีเครื่องยนต์เบนซิน 150 แรงม้า เราไปที่ 34.460 ยูโร
นอกจากนี้ Cabrio เริ่มต้นที่ 32.460 ยูโร (พร้อม 110 แรงม้า) ในขณะที่ Volkswagen T-Roc R หัวรุนแรง 300 แรงม้า อยู่ที่ 53.030 ยูโร

