ต่อมา เมื่อยอดขายในประเทศญี่ปุ่นของ Toyota ในเดือน เมษายน 1980 เมื่อ Toyota วางแผนที่จะขยายตลาดในบ้านตัวเอง ด้วยการเพิ่มทางเลือกรุ่นรถยนต์ใหม่ ดังนั้น พวกเขาจึงเริ่มวางแผนมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 1989 เพื่อแตกหน่อ เปิดเครือข่ายจำหน่ายใหม่ รอล่วงหน้า ในชื่อ Toyota VISTA เพื่อให้รถยนต์ในโชว์รูม มีให้เลือกครบทุกแบบมากที่สุด Toyota จึงเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย โดยส่ง Celica 4 Door CAMRY ไปขายในโชว์รูมเครือข่ายจำหน่าย VISTA Channel อีก 1 ช่องทาง โดยวางตำแหน่งการตลาด คั่นกลาง ระหว่าง รถยนต์นั่งขนาดเล็ก ขับเคลื่อนล้อหน้า รุ่น TERCEL และ รถยนต์ขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ขับเคลื่อนล้อหลัง อย่าง CHASER
ช่วงแรกที่เปิดโชว์รูม VISTA ทีมการตลาด ตัดสินใจ ออกรุ่นย่อยพิเศษ Toyota Celica 4 Door CAMRY : VISTA Edition จำนวนจำกัด 200 คัน เพื่อกระตุ้นตลาด ตัวรถตกแต่งเพิ่มเติม จากรุ่น 1800 XT SUPER EDITION ด้วย สีตัวถัง น้ำตาลเข้ม Dark Brown พร้อม สติกเกอร์ หรือ Strip คาดข้างตัวถังลายพิเศษ ฝาครอบกระทะล้อเหล็ก แบบเต็มวง ทั้ง 4 ล้อ ภายในห้องโดยสาร สีเทา เพิ่มไฟตัดหมอกคู่หน้า สีเหลือง สัญลักษณ์ VISTA ที่กระจังหน้า พวงกุญแจ พรมปูพื้น ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีรุ่นย่อย 1600 XT VISTA EDITION มีให้เลือกทั้งสี Beige Metallic และสีน้ำตาล Gaba Metallic ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติม ทั้ง เสาอากาศไฟฟ้า มุมกันชนหน้าแบบหนาพิเศษ แถบบังแดดทำจากโลหะ ผ้าบุแผงประตู และผ้าหุ้มเบาะ ลายเดียวกันกับ รถยนต์รุ่นหรูกว่า อย่าง Toyota CRESTA Super Lucent ผ้าบุเพดานหลังคา และพรมปูพื้น ยกมาจากรุ่น Top 1800 XT Super Edition เพิ่มช่องใส่แผงประตูด้านข้าง และช่องเขี่ยบุหรี่แบบพับเก็บได้







New Varient , New Engine
1,800 SX / 2,000 SE / 2,000 GT
August 21st, 1980
หลังจากออกสู่ตลาดได้ราวๆ 7 เดือน Toyota ก็ตัดสินใจ เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ ให้ Celica 4 Door Camry เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1980 รวมทั้งสิ้น 3 รุ่นย่อย ดังนี้
- 1800 SX (รห้สรุ่น TA57) เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ / เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ
- 1600 XT (รห้สรุ่น RA56) เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ / เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ
- 2000 GT (รห้สรุ่น RA55) เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เท่านั้น สำหรับลูกค้าที่เน้นสมรรถนะในการขับขี่
ภายในห้องโดยสาร ถูกปรับปรุงให้ดูหรูหราขึ้นกว่าเดิมเล้กน้อย พวงมาลัยของทั้ง 3 รุ่นย่อย จะแตกต่างจากรุ่น 1600 กับ 1800 ทั้ง XT และ LT เพราะถูก Upgrade จากพวงมาลัยแบบ 3 ก้าน รูปตัว T มาเป็นพวงมาลัย แบบ 4 ก้าน มีสวิตช์แตร ยื่นออกมาทางด้านข้างแป้นพวงมาลัยตรงกลาง ทั้ง ฝั่งซ้่าย – ขวา พวงมาลัยแบบนี้ ยกชุดมาจาก Toyota CORONA ST130 Series Sedan , Liftback และ Hardtop 2 ประตู ในรุ่นปีเดียวกัน
นอกจากนี้ยังเพิ่ม เบาะนั่งคู่หน้าแบบ Bucket Seat พร้อมกับก้านปรับตัวดันหลัง Lumbar Support พนักวางแขนสำหรับเบาะนั่งด้านหลัง Center Armrest และ พนักพิงเบาะหลังแบบ Reclining Seat มาให้อีกด้วย
ทุกรุ่นติดตั้งวิทยุ AM/FM มาให้ ส่วนเครื่องเสียง พร้อมเครื่องเล่น Cassette Tape Super Sound Component มีมาให้เฉพาะรุ่น 1800SX เท่านั้น รุ่นย่อยอื่น ต้องสั่งซื้อเพิ่มเติม


ด้านงานวิศวกรรม Toyota ต้องการเพิ่มบุคลิกความ Sport ให้กับ Celica CAMRY มากขึ้น จึงตัดสินใจ เพิ่มทางเลือกขุมพลังมาให้ใหม่ สำหรับทั้ง 3 รุ่นย่อย ซึ่งจะให้บุคลิกการขับขี่ ที่แตกต่างกันไป ดังนี้
- รุ่นย่อย 1800 SX วางเครื่องยนต์ รหัส 3T-EU เบนซิน 4 สูบเรียง OHV 8 วาล์ว 1,770 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 85.0 x 78.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วย หัวฉีด EFI ระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังสูงสุด 105 แรงม้า (PS) ที่ 5,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.5 กก.-ม.ที่ 3,600 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหลัง ด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ราคา 1,277,000 Yen
- รุ่นย่อย 2000 SE (Special Edition) วางเครื่องยนต์ รหัส 21R-U เบนซิน 4 สูบเรียง OHC 8 วาล์ว 1,972 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 84.0 x 89.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วย คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยว ท่อคู่ดูดลงล่าง ระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังสูงสุด 105 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.5 กก.-ม.ที่ 3,600 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหลัง ด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ราคา 1,363,000 Yen
- รุ่นย่อย 2000 GT วางเครื่องยนต์ รหัส 18R-GEU เบนซิน 4 สูบเรียง OHC 8 วาล์ว 1,968 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 88.5 x 80.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 8.8 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วย หัวฉีด EFI ระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังสูงสุด 135 แรงม้า (PS) ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.5 กก.-ม.ที่ 4,800 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหลัง ด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงช่วงล่างใหม่ ด้านหน้าเป็นแบบ ราคา 1,548,000 Yen
- ทั้ง 3 รุ่นย่อย เปลี่ยนมาใช้ ระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบ Semi-Trailing Arm ดิสก์เบรก ทั้ง 4 ล้อ

Last new Varient
1800 SX SUPER EXTRA / 1600 XT SUPER EXTRA
November 1981
การเพิ่มรุ่นย่อยกระตุ้นตลาด เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ในช่วงส่งท้ายของเดือนพฤศจิกายน 1981 ด้วยรุ่นพิเศษ Toyota Celica 4 Door CAMRY 1800 SX SUPER EXTRA และ 1600 XT SUPER EXTRA ซึ่งเป็นการนำรุ่น 1800SX และ 1600 XT มาตกแต่งติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม ทั้งวิทยุ AM/FM และเครื่องเล่น Cassette Tape ซึ่งแยกออกจากกัน เสาอากาศไฟฟ้า พวงมาลัยปรับระดับสูง – ต่ำได้ และชุดไฟหน้า Halogen (ของใหม่ในยุคนั้น)
รุ่น 1600 XT SUPER EXTRA จะติดตั้ง มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ กระจกมองหลัง แบบตัดแสงในยามค่ำคืนได้ กระจกข้างแบบติดตั้งบนตัวถังด้านหน้ารถ แบบโครเมียม ปรับด้วยสวิตช์ไฟฟ้า และฝาครอบล้อลายพิเศษ
นอกจากนี้ รุ่น 1800 SX SUPER EXTRA จะติดตั้ง กระจกมองข้างแบบติดตั้งบนตัวถังด้านหน้ารถ แบบโครเมียม ช่องใส่ของที่แผงประตูคู่หน้า และฝาครอบล้อลายพิเศษ ที่แตกต่างจาก รุ่น 1600 XT SUPER EXTRA



แม้ว่าจะมีทางเลือกรุ่นย่อยออกมามากมาย ถึง 8 แบบหลัก ขนาดนี้ แต่ Toyota มองเห็นอนาคตว่า พวกเขาต้องการจะพา CAMRY ให้ไปได้ไกลกว่าการเป็นเพียงแค่ เวอร์ชัน Sedan 4 ประตู ของรถสปอร์ตรุ่น CELICA ดังนั้น การเปิดตัว Celica 4 Door CAMRY ในตลาดญี่ปุ่น จึงเป็นเหมือนการ หยั่งเชิง เพื่อดูทิศทางและกระแสตอบรับของตลาด ก่อนที่พวกเขา จะเดินหน้า ก้าวต่อไป
ปัญหาสำคัญของ Toyota ก็คือ ในตอนนั้น พวกเขากำลังเริ่มบุกตลาดสหรัฐอเมริกา อย่างหนัก รถยนต์รุ่นที่ขายดี และทำรายได้ให้อย่างเป็นกอบเป็นกำ มีแค่ Toyota COROLLA และรถกระบะ Toyota HILUX เท่านั้น แต่พอเป็นตลาดรถยนต์ขนาดกลาง Toyota CORONA กลับทำยอดขายได้แค่ในระดับกลางๆ ต่อให้พวกเขาพยายาม นำ Toyota MARK-II มาปรับปรุง และส่งเข้าไปขายในเมืองลุงแซม และตลาดโลก ภายใต้ชื่อ Toyota CRESSIDA ก็ยังทำยอดขายแค่ พอไปได้ ไม่ถึงกับหวือหวานัก
อีกปัจจัยสำคัญ ในสภาวะตลาดรถยนต์ทั่วโลก ขณะนั้นคือ แนวโน้มการพัฒนารถยนต์แบบขับเคลื่อนล้อหน้า เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากช่วยให้ต้นทุนการผลิตถูกลง เพราะลดทอนชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปได้มาก รถยนต์นั่งแบบครอบครัว จึงถูกมองว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังเหมือนในอดีตก่อนหน้านั้นอีกต่อไป
Toyota จึงมองว่า เมื่อ CAMRY มีเสียงตอบรับที่ดีพอสมควร ดังนั้น รุ่นต่อไป ของ CAMRY จะต้องเน้นความเป็นรถยนต์นั่งขนาดกลางสำหรับครอบครัวมากขึ้น หรูหรามากขึ้น และต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า เต็มรูปแบบ
ด้วยเหคุนี้ Celica 4 Door CAMRY จึงมีอายุตลาด สั้นมาก เพียงแค่ 2 ปี เท่านั้น เพราะ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 1982 Camry รุ่นใหม่ Generation ที่ 2 ออกสู่ตลาด ขับเคลื่อนล้อหน้า ออกสู่ตลาด เป็นการปิดฉาก CAMRY ขับเคลื่อนล้อหลัง รุ่นแรกและรุ่นเดียวในประวัติศาสตร์ ไปโดยปริยาย

