หลังจากโชว์ตัวให้สัมผัสกันสำหรับ Toyota GR Yaris รถแรงลำดับที่ 2 ต่อจาก Toyota GR Supra ที่ผลิตออกมาโดยฝีมือของทีม Gazoo Racing ในโรงงาน Motomachi ประเทศญี่ปุ่น ที่สาวกขาซิ่งชาวไทยอยากเป็นเจ้าของครอบครองไว้สักคัน
ล่าสุด โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพื่อให้ผู้ที่รักความแรง สนุก เร้าใจ ได้เป็นเจ้าของและนำไปพัฒาเพื่อใช้ในการแข่งขัน อีกด้วย โดยเก๋งรุ่นจิ๋วนั้นนำพื้นฐานรุ่น 3 ประตู Hatchback จากแพลตฟอร์มใหม่ TNGA-C ถูกพัฒนาจากประสบการณ์จากทีมรถแข่งมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกของโตโยต้า “Toyota Gazoo Racing” ในการใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์การออกแบบรถยนต์จากสนามแข่ง WRC – World Rally Championship สู่การสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ที่ให้สมรรถนะการตอบสนองเช่นเดียวกับรถยนต์ระดับแข่งขัน GR YARIS ได้ถูกปรับแต่งให้มีสมรรถนะการขับขี่เติมคสามหล่อด้วยชุดแต่งสไตล์ GR ด้วย ฝากระโปรงหน้า-หลัง และประตูซ้าย-ขวา ผลิตจากอลูมิเนียม สามารถลดน้ำหนักของตัวรถให้น้อยลง หากยังคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งและทนทาน หลังคาคาร์บอนไฟเบอร์หล่อขึ้นรูป ช่วยให้น้ำหนักลดน้อยลงแล้ว ยังช่วยให้ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง พร้อมล้ออัลลอยเข้มขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225/40ZR18 มิติตัวรถขนาดความยาว 3,995 มม., ความกว้าง 1,805 มม., ความสูง 1,460 มม. ฐานล้อกว้าง 2,558 มม.
ภายในตกแต่งด้วยสไตล์เอลักษณ์ด้วยเบาะนั่งสปอร์ตคู่หน้าหุ้มด้วยหนังตัดสลับ เบาะหลังพับได้แบบ 60/40 พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังออกแบบพิเศษติดโลโก้ GR มาตรวัดพร้อมจอ MID แบบสี TFT
ขุมพลังแรงด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ1.6 ลิตร รหัส G16E-GTS 3 สูบ 12 วาล์ว ให้กำลังมากสุด 261 แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิด 370 นิวตันเมตรที่ 3,000-4,600 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด จับคู่กับเกียร์ธรรมดาแบบ 6 จังหวะ iMT (Intelligent Manual Transmission) สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ใน 5.5 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 230 กิโลเมตร/ชั่วโมง รองรับความแรงด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบดับเบิ้ล วิชโบน ได้รับการออกแบบให้มีน้ำหนักเบาและปรับแต่งเป็นพิเศษเพื่อการขับขี่แบบสปอร์ต ช่วยให้การทรงตัวและยึดเกาะได้อย่างมั่นคงในทุกสภาพถนน แม้ขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง
ขับเคลื่อนด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ GR-Four เลือกโหมดการขับขี่ได้ 3 รูปแบบคือ สามารถเลือกโหมดการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ได้ ที่แยกแรงบิดระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง คือ Normal (60/40) Sport (30/70) และ Track (50/50) เพื่อช่วยให้การทรงตัวและยึดเกาะได้อย่างมั่นคงในทุกสภาพถนน แม้ขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่ท้องถนน พร้อม Torsen® LSD (Limited Slip Differential) กระจายแรงบิดระหว่างล้อคู่หน้าและหลังให้สัมพันธ์กับสถานการณ์การขับขี่โดยอัตโนมัติ ช่วยให้ตัวรถมีความสมดุลตลอดเวลา บังคับควบคุมได้ง่าย
ระบบความปลอดภัยไม่น้อยหน้าใครด้วย ดิสค์เบรกหน้า-หลังขนาดใหญ่พร้อมครีบ ระบายความร้อนและคาลิปเปอร์เบรกสีแดง สปอร์ตพร้อมสัญลักษณ์ GR ด้านหน้าแบบ 4 พอต ด้านหลังแบบ 2 พอต และ Toyota Safety Sense มั่นใจทุกการขับขี่เพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันอุบัติเหตุ ทั้ง Pre-Collision System ระบบความปลอดภัยก่อนการชน Lane Departure Alert with Steering Assist ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน พร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ Automatic High Beamsระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control with Lane Tracing Assist ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ พร้อมช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน
จำหน่ายในไทยเริ่มต้น 2,690,000 บาท โดยมีเพียง 70 คันเท่านั้น พร้อมให้เลือกถึง 3 สีทั้ง สีขาว สีแดง และสีดำ พร้อมรับสิทธิ์เป็นสมาชิก GR Yaris Club Thailand เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมลงขับในสนามแข่งกับ Toyota Gazoo Racing Motor Sport รับสิทธิ์การอบรมหลักสูตร Racing School เต็มรูปแบบ โดย Toyota Gazoo Racing และจะเริ่มทำการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าภายในเดือนมีนาคม 2564 เป็นต้นไป
รวม 10 ยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้ายอดขายดีประจำปี 2021 ทั้งเฉพาะเดือนตุลาคมและ ตั้งแต่มกราคมจนถึงตุลาคม จัดอันดับโดยเว็บไซต์ Cleantechnica จะมีรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นไหนน่าสนใจบ้าง ไปดูกัน
อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าถือว่าเป็นตลาดที่มาแรงที่สุดแห่งปี 2021 เลยก็ว่าได้ อีกทั้งทั่วโลกเริ่มหันมาสนใจอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อมุ่งสู่พลังงานสะอาดในอนาคตกันมากขึ้น หากมองในมุมของนักลงทุนที่อยากร่วมแจมในอุตสาหกรรมยานยนต์ รถยนต์ไฟฟ้าถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว ไม่ต้องถึงกลับไปดูว่ารถยนต์ไฟฟ้าเติบโตขึ้นจริงไหม ก็สามารถคาดการณ์ได้เลยว่ามันเติบโตขึ้นมาก
หากมองในอีกด้านหนึ่ง ปัจจัยที่รัฐหันมาสนใจและเริ่มสร้างนโยบายผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าให้เข้ามือกับคนในประเทศมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากกระแสสายธารของภาวะโลกร้อน และการประชุม COP26 ที่เพิ่งจบไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่หลายประเทศเล็งเห็นตรงกันในด้านของการผลักดันให้คนในประเทศของตนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงนั้นเป็นทางแก้ปัญหาที่ดีโดยเริ่มได้จากมือของพลเรือน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ อีกทั้งพลังงานไฟฟ้าสามารถผลิตได้ในหมวดของพลังงานสะอาดได้
เพราะกระแสของนโยบายการสนับสนุนนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามเรื่องเงินอดหนุน ราคารถยนต์ ภาษีนำเข้า ความสะดวกของชิ้นส่วนหรืออะไหร่ที่เพียงพอต่อการซ่อมบำรุงและที่สำคัญคือจุดชาร์จไฟฟ้า กับราคาค่าไฟว่าสมเหตุสมผลกับรายได้ของคนในประเทศมากขนาดไหน และเป็นไปได้มากแค่ไหนที่ประชาชนจะเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายมากขึ้น
ดังนั้นการลงทุนในธุรกิจด้านยานยนต์ไฟฟ้าช่วงนี้ถือว่ามีโอกาสรุ่งอย่างมาก Springnews จึงชวนไปสำรวจรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีรอบโลกกันว่ามีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง เผื่อคุณผู้อ่านจะสนใจสักคัน
เว็บไซต์ Cleantechnica ได้เผยข้อมูลสถิติยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียน อัพเดตล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งยอดจดทะเบียนรถยนต์ปลั๊ก-อินทั่วโลกเพิ่มขึ้น 70% ในเดือนตุลาคม 2021 เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2020 โดยทำได้ 589,000 คัน (หรือส่วนแบ่ง 8.8% ของตลาดรถยนต์โดยรวม) เพิ่มรถไฮบริดแบบเสียบปลั๊กกว่า 600,000 คันที่จดทะเบียนในเดือนตุลาคม นั่นทำให้เรามีตลาดโดยรวมประมาณ 18% ทั่วโลกที่มีรูปแบบการใช้พลังงานไฟฟ้าบางรูปแบบในเดือนที่แล้ว และยอดรวมของสิ้นเดือนธันวาคมนี้ทำให้เป็นที่น่าจับตามองว่าตลาดโดยรวมของรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะเป็นอย่างไร
รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (BEV) คิดเป็น 79% ของการลงทะเบียนปลั๊กอินในเดือนตุลาคม ซึ่งสูงกว่ายอดรวมของปีที่แล้ว (69%) มีการลงทะเบียน BEV ทั้งหมด 416,000 คันหรือส่วนแบ่ง 6.2% ของตลาดรถยนต์โดยรวม ด้วยจำนวน YTD ที่ตอนนี้สูงกว่า 4.8 ล้านหน่วย (และที่ส่วนแบ่ง 7.2% สูงสุดเป็นประวัติการณ์)
ส่วนบริษัทที่มียอดรวมขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plugin มากที่สุด ได้แก่ Tesla 676,655 คัน อันดับสอง Volkswagen Group 583,113 คัน อันดับสาม SAIC 529,596 คัน อันดับสี่ BYD 409,933 คัน และอันดับห้า Stellantis 287,139 คัน

