Toyota Motor Thailand เปิดตัวรถกระบะรุ่นปรับโฉม New Hilux REVO Facelift 2020 มาครบทั้งตัวเตี้ยหน้าหล่อ พรีรันเนอร์และร็อคโค่ จัดหน้าใหม่อย่างโหด รุ่น 2.8 ดีเซลเทอร์โบ แรงระเบิดระเบ้อ 205 แรงม้า + 500 นิวตันเมตร!



…






…

Toyota Hilux REVO Rocco Facelift Smart Cab
Hilux REVO 2.4 ROCCO Prerunner AT 949,000 บาท
Hilux REVO 2.8 ROCCO 4WD AT 1,079,000 บาท
Toyota Hilux REVO Facelift Double Cab
Hilux REVO 2.4 ROCCO Prerunner AT 1,079,000 บาท
Hilux REVO 2.8 ROCCO 4WD AT 1,239,000 บาท


…



…


Hilux REVO Rocco
Toyota Hilux REVO เป็นรถกระบะภายใต้โครงการ IMV มียอดขายสะสมกว่า 2.6 ล้านคัน โดยในปี 2562 Hilux REVO และ Fortuner มียอดขายเป็นอันดับ 1 ครองส่วนแบ่งการตลาดรถกระบะ Pure Pick-up 38.3% และส่วนแบ่งการตลาดรถ PPV 43.4% ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจจาก Toyota Motor Corporation ประเทศญี่ปุ่น ที่เชื่อมั่นในด้านคุณภาพการผลิตและศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่งตั้ง ดร. จุฬชาติ จงอยู่สุข หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค Toyota Daihatsu Engineering & Manufacturing co., ltd. ทำการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Hilux REVO Facelift และ Fortuner Facelift จากการออกแบบ พัฒนา และประกอบในประเทศไทย ด้วยฝีมือของคนไทย โดยมีการส่งรถยนต์ทั้งสองรุ่นออกไปจำหน่ายทั่วโลก





Hilux REVO Prerunner
Toyota Hilux REVO รุ่นปรับโฉม 2020 (THE UNBEATABLE)
Hilux REVO รุ่นปรับโฉม เริ่มพัฒนาโปรเจกต์ด้วยเป้าหมายที่ต้องการสร้างรถกระบะที่สมบูรณ์แบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในบริษัท Toyota โดยการลงพื้นที่เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้รถจากทั่วทุกทวีป เพื่อให้ได้ข้อมูลในการออกแบบรถที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ทั่วโลกมากที่สุด เป็นครั้งแรกที่ Toyota นำเสนอรถในตระกูลนี้ถึง 5 รุ่น พร้อมกัน ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยฝีมือคนไทยตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการนำเอาข้อมูลท้ังหมดที่ได้รับจากการลงภาคสนาม นำมาสู่การพัฒนา Hilux REVO ใหม่ ภายใต้แนวคิด TOUGHNESS FOR EVERYONE โดยทำการปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอกและภายในให้สวยงามดุดัน รวมถึงการปรับจูนสมรรถนะของการขับใช้งานให้สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ทั่วโลก













จุดที่เปลี่ยนแปลงใหม่ใน Hilux REVO Facelift รุ่น Rocco 2020
-ปรับแรงม้าเป็น 204 ตัว แรงบิดจาก 430 นิวตันเมตร เพิ่มเป็น 500 นิวตันเมตร
-ลดรอบเดินเบาจาก 850 รอบต่อนาที เหลือ 680 รอบต่อนาที
-ชุดบังคับเลี้ยวเปลี่ยนใหม่เป็น VFC : Variable Flow Control พวงมาลัยแปรผันไปตามความเร็ว
-เปลี่ยนหัวฉีดเชื้อเพลิงในระบบคอมมอนเรลใหม่เป็นแบบ i-ART
-ปรับปรุงช่วงล่างใหม่ Super Flex Suspension
-เปลี่ยนแหนบหลังจาก 5 แผ่นซ้อนเป็น 3 แผ่นซ้อน
-ไฟหน้าแบบใหม่ Bi-Beam LED
-กระจังหน้าใหม่ (ใหญ่ขึ้น)
-กันชนหน้าแบบใหม่ พร้อมไฟตัดหมอก LED
-ชุดแต่งซุ้มล้อแบบใหม่
-ไฟท้ายแบบใหม่ LED
-กันชนหลังใหม่
-ล้ออัลลอยลายใหม่ขอบ 18 นิ้ว ยาง A/T 265/60 R18 แบบ White Letters
-ติดตั้งระบบช่วยผ่อนแรงเปิดฝากระบะท้าย
-มาตรวัดเรืองแสงแบบใหม่
-หน้าจอมอนิเตอร์ขนาด 8 นิ้ว ระบบสั่งงานด้วยการสัมผัสแบบใหม่ รองรับ Apple CarPlay / Android Auto




จุดขายหลักของ Toyota Hilux REVO ใหม่
– การออกแบบ (Design) ปรับเปลี่ยนส่วนหน้าของรถทั้งหมด ไล่เรียงจากไฟหน้าใหม่ กระจังหน้าแบบใหม่ กันชนหน้าใหม่
– รูปลักษณ์ภายนอกใหม่เน้นความแข็งแกร่ง ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ Bi-Beam ไฟ LED Daytime Running Light และไฟท้ายแบบ LED Light Guiding
– รูปลักษณ์ภายใน ติดตั้งหน้าจอสัมผัส และมาตรวัดดีไซน์ใหม่
– สำหรับ Hilux REVO Facelift รุ่นพิเศษ Rocco มีอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ เช่น สปอร์ตบาร์ ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ยางแบบ White Letters การออกแบบกระจังหน้าและกันชนหน้าแบบใหม่ เอกลักษณ์เฉพาะรุ่น Rocco ที่แตกต่างจาก Hilux REVO รุ่นมาตรฐาน ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งให้สอดรับกับการออกแบบภายนอกยกระดับวัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสารและไฟส่องสว่างภายใน
– ความนุ่มสบาย (Comfort) ช่วงล่างปรับปรุงใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะในส่วนของการดูดซับแรงกระแทกของโช้คอัพและเปลี่ยนวัสดุของแหนบ เพื่อยกระดับความนุ่มสบาย คล้ายนั่งรถ SUV โดยที่ยังคงความแกร่งทนทาน และอัตราการรับนํ้าหนักได้ดีเหมือนเดิม

– สมรรถนะการขับขี่ (Performance)
1. ปรับปรุงสมรรถนะเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบในรุ่น 2.8 ลิตร มีการปรับรายละเอียดเพื่อเพิ่มกำลัง โดยให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า (PS) แรงบิด 500 นิวตันเมตร (Nm) ในช่วงความเร็วรอบตั้งแต่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที
2. สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบ Off-Road : Rocco รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่พัฒนาต่อเนื่องจากเวอร์ชั่นที่ผ่านมาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการขับลุยเส้นทางออฟโรดได้ดีกว่าเดิม
2.1 เครื่องยนต์มีการปรับลดความเร็วรอบเดินเบา (จาก 850 รอบต่อนาที เป็น 680 รอบต่อนาที) สามารถลุยเส้นทาง Off-Road ได้อย่างมั่นคง ราบรื่น ไม่สะดุด
2.2 หน้าจอ TFT แสดงข้อมูลตำแหน่งองศาของล้อ และติดตั้งสัญญาณเตือนกะระยะด้านท้าย และมุมกันชนหน้า-หลัง เพื่อช่วยตรวจสอบสิ่งกีดขวางรอบข้างในขณะขับขี่
3. ปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้งในเครื่องยนต์ 2.8 และ 2.4 ลิตร








4. ระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control) ปรับน้ำหนักพวงมาลัยให้เหมาะสมในทุกช่วงความเร็ว ช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่
– ความสะดวกสบาย (Convenience) – หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับ Apple CarPlay เชื่อมต่อทุกความบันเทิงได้อย่างอิสระ พร้อม T-Connect ระบบเชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
– ความปลอดภัย (Safety) Hilux REVO Facelift ติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐาน Toyota (Toyota Safety Sense) เช่น
– ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System)
– ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)
– ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)
“THE UNBEATABLE” Toyota สื่อถึงสมรรถนะพลังของเครื่อง GD Super Power ใหม่ ที่มีแรงบิดเพิ่มขึ้น ช่วงล่าง Super Flex Suspension จูนมาสำหรับความสบายในการขับหรือโดยสาร ลดอาการโคลงตัวและเข้าโค้งได้เฉียบคมขึ้น
Toyota Hilux REVO Facelift 2020 ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายในทุกกลุ่มอาชีพ Toyota แจ้งว่า ได้กำหนดแนวทางการสื่อสารในครั้งนี้ ให้สามารถสะท้อนภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์และบุคลิกของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ




Toyota Hilux REVO รุ่นมาตรฐาน (B-Cab)
เหมาะสำหรับใช้งานบรรทุกหนักเป็นหลัก เช่น กลุ่มธุรกิจเพื่อการขนส่ง (Logistics) และเกษตรกรขนผลิตผล ที่ผ่านมายืนยันได้จากความสำเร็จด้วยการมีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดใน segment นี้ ซึ่งในรุ่นมาตรฐานนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อการบรรทุก ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแถวเรียงแบบ 4 กระบอกสูบ ความจุ 2.8 ลิตร กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดทะยานขึ้นเป็น 500 นิวตันเมตร ช่วงล่างแข็งแกร่ง รองรับน้ำหนักบรรทุกได้ดี ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มธุรกิจ จากผลิตภัณฑ์ที่มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทุกประเภทการใช้งาน ทั้งแบบขับเคลื่อนสองล้อ แบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และแบบหัวเดี่ยว (Cab & Chassis) ที่รองรับการติดตั้งเพิ่มเติม เช่น ต่อเติมตู้แห้ง-ตู้เย็น ต่อคอก โดยสามารถจบทุกความต้องการได้ด้วยการบริการทางการเงินที่ครอบคลุมแบบ One Stop Service พร้อมกันนี้ยังติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่าย T-Connect และ Fleet Telematics Service ระบบบริหารยานพาหนะและการขนส่งครบวงจร ช่วยให้การจัดการและการดำเนินธุรกิจขนส่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านเวลา ต้นทุน และคุณภาพสินค้า อีกทั้งยังให้บริการทางด้านการเงิน Full Service Lease ในการเช่าซื้อแบบครบวงจร เพื่อช่วยในการบริหารสภาพคล่องทางการเงินในยุคเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้ลูกค้าสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล

