• Sample Page
filmth.huongrung.net
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmth.huongrung.net
No Result
View All Result

N2110043 กค าแอบใช นค าทดลองจนหมดขวด างว าก ให กค าใช ฟร อย แล วหน แบบน ณค ดว าไง part2

admin79 by admin79
October 17, 2025
in Uncategorized
0
N2110043 กค าแอบใช นค าทดลองจนหมดขวด างว าก ให กค าใช ฟร อย แล วหน แบบน ณค ดว าไง part2

รถใหม่ 2020‘เอสยูวี’มาแรง‘นิสสัน คิกส์’-‘โตโยต้า CH-R’ – แม้ตลาดรถยนต์ในบ้านเรา ปีที่ผ่านมาจะออกอาการลุ่มๆ ดอนๆ โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง ที่ยอดขายร่วงกราวรูด ชนิดที่ทุกค่ายต้องกุมขมับ งัดวิทยายุทธ์ตั้งรับกันทุกกระบวนท่า

แต่ไม่สามารถจะกู้วิกฤตมาได้สักเท่าไหร่ ดีแต่ว่าช่วงครึ่งปีแรกทำไว้ดีเกินคาด ช่วยประคองให้ยอดขายทั้งปีไม่เลวร้ายมากนัก

นิสสัน คิกส์

ส่วนในปีชวด 2563 นี้ แม้หลายคนจะมองว่าโมเมนตัมจากปีที่แล้วยังคงส่งกระแสต่อเนื่อง ทำให้ตลาดรถยนต์อาจไม่สวยหรูเหมือนอย่างเช่นที่ผ่านมา

ถึงกระนั้นบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ยังคงเดินหน้าต่อ พร้อมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ออกมากระตุ้นความต้องการ และสร้างสีสันให้กับตลาดแบบชนิดไม่มีใครยอมใคร

เริ่มกันที่ค่าย ‘นิสสัน’ ที่คาดว่าจะมีรถรุ่นใหม่เข้ามารุกตลาดมากที่สุด เพราะก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเงียบเหงาอยู่สักหน่อย จะมีช่วงปลายปีที่คึกคักขึ้นจาก อีโคคาร์ซีดาน ‘นิสสัน อัลเมร่า’ ใหม่เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร เทอร์โบ

ขณะที่ในปี 2563 เตรียมส่งรถยนต์ ‘อี-เพาเวอร์’(e-Power) เข้าทำตลาดบ้านเราอย่างจริงจัง

อธิบายเทคโนโลยี อี-เพาเวอร์ เสียหน่อย เพราะแม้จะจัดให้เป็นรถยนต์แบบไฮบริด แต่แตกต่างจากทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เครื่องยนต์(ที่คาดว่าจะเป็นขนาด 1.2 ลิตร) มีหน้าที่เป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าเท่านั้น

ส่วนกำลังที่นำไปขับเคลื่อนตัวรถมาจากมอเตอร์ที่ใช้กระแสไฟฟ้า (ผลิตจากเครื่องยนต์) ซึ่งถูกนำไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เป็นรถยนต์ที่ใช้กระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ถูกใจนักเลงรถหัวใจ สีเขียว ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องปรับพฤติกรรมแต่อย่างใด

รถรุ่นแรกที่ใช้เทคโนโลยี อี-เพาเวอร์ ที่เปิดตัวทำตลาดในบ้านเรา ก่อนงานมอเตอร์โชว์ปลายเดือนมี.ค.เล็กน้อย คือ ‘นิสสัน คิกส์’ (KICKS) อี-เพาเวอร์ ครอสโอเวอร์ ที่เข้ามาแทนที่ ‘นิสสัน จู๊ค’ ที่เคยโด่งดัง

แน่นอนว่าเป็นรถเซ็กเม้นต์ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ เทคโนโลยีความสะดวกสบายถูกจัดมาเต็มคันอย่างแน่นอน

จากนั้นล่วงกลางปีไปแล้วได้เวลาปรับใหญ่รถปิกอัพ ‘นิสสัน นาวาร่า’ แบบที่เรียกว่าบิ๊กไมเนอร์ เชนจ์ หรือเป็นเชนจ์ครั้งสุดท้าย ก่อนโมเดล เชนจ์ ปรับหน้าให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมทั้งโยนหินถามทางว่าถ้าโมเดล เชนจ์ หน้าตาแบบนี้นักเลงรถปิกอัพเมืองไทย จะตอบรับแค่ไหน

อีกรุ่นที่ต้องลุ้นกันว่าจะมาหรือไม่ คือ‘นิสสัน ซิลฟี’ ใหม่ เพราะดูเหมือนว่าเปิดตัวที่ตลาดไหนก็ได้รับคำชม และการตอบรับด้านยอดขายเป็นอย่างดี ส่วนบ้านเราคงต้องถามใจผู้บริหารว่าจะลองบู๊ในเซ็กเมนต์นี้อีกสักตั้งไหม เพราะค่ายที่ทำตลาดอยู่แข็งแรงกันจริงๆ

‘ฮอนด้า’ เป็นอีกค่ายหนึ่งที่มีแรงกระตุ้นช่วงปลายปีที่แล้ว จาก ‘ซิตี้’ ใหม่ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร เทอร์โบ ด้วยยอดจองที่ถล่มทลายเกินความคาดหมายไปอย่างมาก

ฮอนด้า แจ๊ซ

ในปีชวดนี้ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะ ‘ฮอนด้า แจ๊ซ’ ที่ถึงเวลาเปลี่ยน เจเนอเรชั่นแล้ว

ที่ญี่ปุ่นก็เปิดตัวกันไปแล้วในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ โดยมีให้เลือกถึง 5 แบบ

ส่วนในบ้านเรา ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย จะเลือกรุ่นไหนแบบ ไหนมาทำตลาด รวมถึงในเรื่องของเครื่องยนต์ ที่เปลี่ยนไปใช้แบบเดียวกับ ฮอนด้า ซิตี้ เพื่อให้เข้าเกณฑ์อีโคคาร์ เฟส 2 หรือจะยังคงเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร พร้อมด้วยเครื่องยนต์ไฮบริด i-MMD ที่กำลังได้รับคำชื่นชมอย่างมาก เพื่อให้เป็นเก๋งเล็กระดับพรีเมียมต่อไป ต้องรอลุ้นกันดู

ฮอนด้า HR-V

อีกรุ่นหนึ่งที่ได้วาระโมเดล เชนจ์ ‘ฮอนด้า HR-V’ ครอสโอเวอร์ ยอดนิยมของค่ายนี้ โดยในเจเนอเรชั่นที่ 2 นอกจากเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรเทอร์โบแล้ว ยังมีทางเลือกในรุ่นไฮบริด และหรืออาจก้าวข้ามไปถึง ‘ปลั๊ก-อิน ไฮบริด’ กันเลยก็เป็นได้

โตโยต้า ch-r

‘โตโยต้า’ยังมีหมัดเด็ดที่รอปล่อยออกมาอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็น‘โตโยต้า C-HR’ใหม่ ครอสโอเวอร์ ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักเลงรถเมืองไทยอย่างดี ที่แม้โดยรวมยังคงกลิ่นอายรูปลักษณ์แบบเดิม แต่ลบเหลี่ยมให้กลมกลึงยิ่งขึ้นมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน และไฮบริด เจเนอเรชั่นล่าสุด

โตโยต้า ยาริส

ที่ได้เวลาปรับใหญ่ ‘โตโยต้า ยาริส’ เก๋งเล็กตัวจี๊ด ที่เวอร์ชั่นใหม่ดีไซน์จัดจ้านยิ่งขึ้น ใช้แพลตฟอร์ม TNGA (Toyota New Global Architecture) ตัวถังที่มีน้ำหนักเบา แต่แข็งแรงทนทาน และจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ เพิ่มการยึดเกาะถนนขับขี่สนุกยิ่งขึ้น

เครื่องยนต์ที่คาดว่าจะติดตั้งในเจ้า ยาริส ใหม่ เวอร์ชั่นประเทศ ไทย น่าจะเป็นเบนซิน 3 สูบ 1.0 ลิตร ทำงานร่วมกับเกียร์ CVT เพื่อให้เข้าเงื่อนไขของโครงการ อีโคคาร์ เฟส 2

โตโยต้า รัช

ในปี 2563 โตโยต้า ตัดสินใจส่ง ‘โตโยต้า รัช’ (TOYOTA RUSH) ครอสโอเวอร์ เข้ามาแทนที่ ‘อแวนซา’ ดีไซน์คมเข้มดุดัน แต่ยังคงอรรถ ประโยชน์ด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง เพิ่มเติมสมรรถนะและเทคโนโลยีความปลอดภัยไว้แบบไม่ยอมตกเทรนด์

ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์ เบนซิน 1.5 ลิตร DOHC DUAL VVT-I ให้กำลังสูงสุด 104 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด อาจจะดูน้อยไปหน่อย แต่รถเซ็กเมนต์นี้ ไม่ว่าค่ายไหนก็เลือกเครื่องยนต์ และเกียร์แค่นี้ อาจจะด้วยเหตุผลด้านต้นทุน

ขณะที่รถปิกอัพ ‘โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่’ เริ่มเดินมาถูกทาง หลังจากปรับ แต่งหน้าตา ให้ดูดุดันกระเดียดไปทาง ‘โตโยต้า ทาโคม่า’ อันเลื่องชื่อ รวมถึงปรับจูนเครื่องยนต์ให้แรงสมใจนักเลงรถปิกอัพบ้านเราแบบเต็มๆ

ในปี 2563 น่าจะยังคงเดินสายนี้อยู่ คือแต่งให้สปอร์ตดุดันขึ้น ทั้งรูปลักษณ์ และสมรรถนะ

มาสด้า CX30

‘มาสด้า’ เมื่อปี 2562 ปล่อยของไปค่อนข้างเยอะ ทั้งเก๋ง ‘มาสด้า 3’ ใหม่ ตามาด้วย ‘มาสด้า CX-5’ เครื่อง ยนต์บล็อกใหม่ 2.5 ลิตร เทอร์โบ เอาใจสายแรง และยังเขย่าตลาดรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ด้วยการเปิดตัว SUV แท้ 6-7 ที่นั่ง ‘มาสด้า CX-8’ ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก

ในปี 2563 ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง เพราะได้รับคำยืนยันแล้วว่า ‘มาสด้า CX-30’ครอสโอเวอร์ ที่พัฒนามาจาแพลต ฟอร์ม มาสด้า 3 จะเปิดตัวให้นักเลงรถ ครอสโอเวอร์เมืองไทย ได้จับจองเป็นเจ้าของแน่นอน ดีไซน์มาในแบบครอสโอเวอร์ กึ่งคูเป้ ให้อารมณ์สปอร์ต

เครื่องยนต์หากไม่มีอะไรผิดพลาด มาสด้า CX-30 อาจจะเป็นรุ่นแรกในบ้านเรา ที่เลือกติดตั้งหัวใจใหม่ ‘สกายแอ๊กทีฟ-เอ็กซ์’ จากเดิมที่คาดว่าจะใส่ไว้ใน มาสด้า 3 ใหม่

เครื่องยนต์เบนซิน สกายแอ๊กทีฟ-เอ็กซ์ พัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเพิ่มในเรื่องของสมรรถนะ เรียกความเร็วได้ดั่งใจเหมือนเครื่องยนต์เบนซิน แต่แรงบิดรวมถึงประหยัดน้ำมันได้ราวกับเครื่อง ยนต์ดีเซล และมลพิษน้อยลง

แต่ยังมีเครื่องยนต์เบนซิน สกายแอ๊กทีฟ-จี กับเครื่องยนต์ดีเซล สกายแอ๊กทีฟ-ดี ไว้ให้เลือกใช้งานด้วย

มาสด้า CX-30 มีขนาดตัวถังเล็กกว่า ‘มาสด้า CX-5’ แต่ใหญ่กว่า ‘มาสด้า CX-3’ เรียกว่าปิดช่องว่างระหว่างเซ็กเมนต์มิดกันไปเลย

ที่หลายคนจับตามองและเฝ้ารอคอย ต้องยกให้รถปิกอัพที่ยังไม่แน่ใจว่าจะยังใช้ชื่อ ‘บีที-50 โปร’ อยู่เหมือนเดิมหรือไม่ เพราะหลังจากประกาศว่าโมเดลใหม่นี้ เป็นการพัฒนาและผลิตโดยค่าย ‘อีซูซุ’

เครื่องยนต์ที่มีขนาด 1.9 ลิตร และ 3.0 ลิตร เป็นของอีซูซุทั้งหมด มีเพียงกระดองเท่านั้นที่มาสด้าเป็นผู้พัฒนา ขึ้นเอง

คาดว่ากว่าจะเปิดตัวได้ครึ่งหลังของปี 2563 ตามสัญญาที่ต้องให้อีซูซุ ขายไปแล้ว 1 ปี จึงจะเปิดตัวได้

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์

ค่าย ‘มิตซูบิชิ’ ไม่ปล่อยให้นักเลงรถหัวใจสีเขียวรอนานเกินไป ตัดสินใจส่ง ‘มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์’ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Mitsubishi Outlander PHEV) รถอเนกประสงค์ที่สร้างสถิติยอดจำหน่ายทั่วโลกครบ 200,000 คัน

ครองอันดับหนึ่งรถยนต์ประเภทปลั๊ก-อินไฮบริดขายดีที่สุดในโลก เมื่อสิ้นสุดเดือนธ.ค.ปี 2561 เข้าทำตลาดบ้านเราในปี 2563 นี้อย่างแน่นอน เพียงแต่อาจต้องรอไปช่วงครึ่งปีหลัง

ขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 135 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 211 นิวตันเมตร มีมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 2 ตัว ด้านหน้า 82 แรงม้า 195 นิวตัน-เมตร มอเตอร์ตัวหลัง 95 แรงม้า 195 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน 13.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง

มิตซูบิชิ อีคลิปส์ ครอส

ที่มาก่อนเห็นจะเป็น ‘มิตซูบิชิ อีคลิปส์ ครอส’(Mitsubishi Eclipse Cross) ครอสโอเวอร์คันเก่ง ที่จะเข้ามาปิดช่องว่างตลาดให้กับมิตซูบิชิ

ออกแบบภายใต้แนวคิด Dynamic Shield ด้านหน้าแบบกากบาท (X Cross) ซิกเนเจอร์ของมิตซูบิชิรุ่นที่ทำตลาดอยู่ปัจจุบัน ไฟหน้าพร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED ไฟตัดหมอกขนาดใหญ่ กระจังหน้าเข้าชุดกับกันชนหน้าทรงสปอร์ต

ห้องโดยสารโทนสีดำเน้นอารมณ์สปอร์ต เบาะนั่ง 2 แถว 5 ที่นั่ง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสามก้าน ระบบปรับอากาศแยกอุณหภูมิซ้ายขวา หน้าจอ Head Up Display

เครื่องยนต์มีหลายบล็อก ทั้งเบนซิน 1.5 ลิตร MIVEC Turbo, เบนซิน 2.0 ลิตร MIVEC และดีเซลเทอร์โบ 2.2

ต้องรอดูว่ามิตซูบิชิจะเลือกเครื่องยนต์แบบไหน มาเอาใจนักเลงรถขาลุย เมืองไทย

ส่วนตลาดเก๋งกลางนั้น มิตซูบิชิน่าจะพักไปก่อน เน้นขายอีโคคาร์ ‘มิราจ’ กับ ‘แอททราจ’ ไปพลางๆ เพราะมองว่า เทรนด์ใสตลาดเอเชียให้น้ำหนักไปกับรถเอสยูวีมากกว่า

ฉบับหน้าพบกับรถจากค่ายยุโรป ว่ามีรุ่นไหนที่น่าสนใจในปี 2563 บ้าง… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/car-vehicle/news_3273858

พอแล้ว! ผมรู้แล้ว (โว้ย!)”

เสียงตบโต๊ะประชุม ของหัวหน้าวิศวกรชาวญี่ปุ่น คนหนึ่ง ที่มาเก็บข้อมูลสำรวจความต้องการของลูกค้าชาวไทย บอกถึงความอดทนที่สิ้นสุดลง หลังจากที่ทีมงานฝั่งไทย และลูกค้าแดนสยามประเทศ บอกกับเจ้าตัวไปว่า อยากได้รูปลักษณ์ของรถที่ “สวยกว่ารุ่นปัจจุบัน”

มันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆครับ คนไทยเรา ซื้อรถด้วยเหตุผลหลักอยู่เพียงข้อเดียว ต่อให้คุณจะทำรถมาเจ๋งขนาดไหน ถ้ารถของคุณ “ไม่สวย” หรือ “สวยไม่พอ” ในสายตาผู้บริโภค ตั้งแต่เปิดตัว…นั่นละ เรื่องใหญ่เลย หมายถึงคุณจะต้องหาทางเข็น ผลักดัน ยอดขาย ให้เป็นไปตามเป้าหมาย อย่างยากลำบากกว่าปกติ

และนั่นเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว กับ Toyota Hilux Revo….

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งการวิจัยและพัฒนา ที่เริ่มต้นกันตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปี 2015 รถกระบะ Toyota Hilux เจเนอเรชันที่ 8 ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากการใช้งานจริงของลูกค้าในทุกสภาพถนนทั่วโลก และมาพร้อมกับชื่อสร้อยตามท้ายใหม่ว่า “REVO” ก็เปิดตัวออกสู่สายตาสาธารณชนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ณ ตลาดที่มีกำลังซื้อรถกระบะ ขนาด 1 ตัน สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก อย่างประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2015

การมาถึงของรถกระบะคันใหม่ จากแบรนด์เจ้าตลาดในครั้งนั้น ดูเหมือนจะมีเรื่องในคิดหนักกันอยู่พอสมควร เพราะในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น คู่แข่งสำคัญอย่าง Isuzu D-Max ก็เพิ่งเปิดตัวรุ่นปรับโฉม Minorchange ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ Downsizing 1.9 ลิตร ใหม่ ออกสู่ตลาด อีกทั้งค่ายพระรองที่ดีดตัวเองจากท้ายแถวขึ้นมาอยู่ในระดับหัวแถว อย่าง Ford Ranger ก็ส่งรุ่นปรับโฉม Minorchange ที่โดดเด่นหน้าตาอันแสนบึกบึน ตามสไตล์กระบะสายพันธุ์อเมริกัน ลงสู่ตลาดเช่นเดียวกัน

แม้ว่าเมื่อดูจากตัวเลขยอดขายของ Hilux Revo ในบ้านเรา หลังจากเปิดตัวแล้ว ยังคงครองแชมป์ด้านยอดขายในแต่ละปีเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิวอยู่ (ยกเว้นปี 2017 ที่พลาดท่าให้กับ Isuzu D-Max Minorchange) แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีจนถึงขั้นอยู่ในระดับที่เรียกว่าลอยลำ ทิ้งห่าง จนสามารถนิ่งนอนใจได้ เหมือนช่วงที่มีการทำตลาดของ Hilux Vigo ในปี 2004 – 2015 อีกต่อไปแล้ว

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดขายของ Hilux Revo ยังไปไม่ถึงเป้าที่วางไว้ ก็ต้องพูดกันตรงๆว่า เป็นเพราะรูปลักษณ์หน้าตานี่แหละ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่ามันไม่สวย…

ทำอย่างไรได้เล่าครับ ในเมื่อ โจทย์ในการพัฒนา Hilux รุ่นนี้ คือ “Tough” เพิ่มความแข็งแกร่ง ทนถึกทรหด ให้กับตัวรถมากขึ้นกว่าเดิม ในทุกด้าน แลกกับการเพิ่มต้นทุนในหลายๆด้านให้มากขึ้น ซึ่งผิดไปจากวิสัยปกติของ Toyota อยู่เหมือนกัน ดังนั้น ในเมื่อตัวรถมันต้องทนทรหด ต่อสภาพการใช้งาน เส้นสายตัวรถ จึงต้องถูกออกแบบให้สะท้อนแนวทางดังกล่าว และมันดันไปขัดกับแนวโน้มความต้องการของลูกค้าชาวไทย ที่อยากได้ รถกระบะ ซึ่ง “หรูใกล้เคียงกับรถเก๋ง” มากยิ่งขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในที่สุด Toyota ญี่ปุ่น ก็ยอมอนุมัติให้เร่งปรับโฉม Minorchange เปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ ในระยะเวลาเพียง 1 ปี เศษๆ และพอจะช่วยให้ยอดขายดีขึ้นได้พักใหญ่ แต่ ถ้าจะต้องยืนหยัดต่อสู้กันไปในตลาด อีกอย่างน้อยๆ 3 ปี การปรับโฉมครั้งก่อนหน้านี้ อาจไม่เพียงพอ

Revo

ปี 2020 เป็นช่วงที่ Toyota Hilux Revo เดินทางมาถึงช่วงกลางอายุตลาด (Product Life Cycle) และรายล้อมไปด้วยคู่แข่งในปัจจุบันที่มีความน่าสนใจ หลากหลายรุ่น ทั้ง All NEW Isuzu D-Max ที่ชูจุดเด่นด้านพละกำลังจากเครื่อง 3.0 ลิตร และความประหยัดจากเครื่อง 1.9 ลิตร ตามด้วย Ford Ranger Minorchange กระบะที่ยังคงดึงดูดความสนใจจากลูกค้าด้วยรูปร่างหน้าตาที่แม้จะออกขายมาซักพักแล้ว และมีกรณีปัญหาด้านคุณภาพทำให้ลูกค้าปวดหัวอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ยังสวยถูกใจหลายคนจนทำยอดขายได้ดีอยู่ ไม่เว้นแม้แต่ Mitsubishi Triton Minorchange ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน ในราคาที่ย่อมเยากว่าเจ้าอื่นๆ

รวมถึงคู่แข่งที่มีแพลนจะเปิดตัวในบ้านเรา ในอีกไม่ช้าหลังจากนี้ ทั้ง Nissan Navara Big Minorchange ที่คาดว่าจะมาพร้อมเครื่องยนต์ 2.3 Bi-Turbo บล็อกเดียวกับ Terra และปรับดีไซน์ภายนอก – ภายใน ให้สวยเช้ง รวมถึงรถกระบะคู่แฝดคู่ใหม่ ที่ใช้พื้นฐานงานวิศวกรรมร่วมกับ D-Max อย่าง All NEW Mazda BT-50 ที่จะเริ่มวางขายก่อนใครที่ออสเตรเลีย ในเดือน ตุลาคม 2020 นี้

ท่ามกลางสถานการณ์ Covid-19 ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะทุเบาลง ยอดขายรถยนต์ทั่วโลก ลดลงอย่างหนัก การแข่งในตลาดยิ่งมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น วิถีของผู้อยู่รอด ก็ย่อมจะต้องมีการปรับตัวให้ทัดเทียม หรือไปไกลกว่าคู่แข่ง ดังนั้น Toyota จึงตัดสินใจส่ง Hilux Revo รุ่นปรับโฉม Minorchange (2020) ลงสู่ตลาดอีกครั้ง โดยคราวนี้ นอกจากจะใช้กลยุทธ์ปรับหน้าตาให้ถูกแข็งแกร่ง บึกบัน ขึ้นกว่าเดิมแล้ว ยังมีการปรับปรุงรายละเอียดงานวิศวกรรมด้านต่างๆ ด้วยเช่นกัน เพื่อปิดจุดด้อยต่างๆที่มีอยู่ ให้ลดลง หรือหมดไป

revo

สำหรับการปรับโฉมของ Toyota Hilux Revo Minorchange คราวนี้ Ph.D. Jurachart Jongusuk ซึ่งดำรงตำแหน่ง Regional Chief Engineer (RCE) ของ Toyota Daihatsu Engineering & Manufacturing (TDEM) วิศวกรไทยคนแรกที่ได้ก้าวเข้ามาดูแลงานด้านการออกแบบ และวางแผนการผลิต รถยนต์รุ่นปรับโฉมในโครงการ IMV2 (Innovative International Multi-Purpose vehicle 2) กล่าวว่า

“ทาง Toyota ได้ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของผู้ใช้งานกระบะจากทั่วโลก อาทิเช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บราซิล แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดไปพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับลูกค้า โดยเฉพาะคนไทย”

จนได้บทสรุปของหัวข้อการปรับปรุง ทั้งหมด 4 ด้านดังนี้

  • การออกแบบดีไซน์ภายนอก และภายในห้องโดยสาร
  • สมรรถนะการขับขี่ เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ระบบบังคับเลี้ยว ระบบกันสะเทือน และระบบห้ามล้อ
  • เทคโนโลยีความปลอดภัย
  • อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย

ตามธรรมเนียมปกติของ Headlightmag เราจะไม่มีนโยบายทำบทความทดลองขับรถยนต์รุ่นปรับโฉม Minorchange แต่งหน้าทาปากใหม่ เว้นเสียแต่ว่า รถรุ่นนั้นจะได้รับการพัฒนาปรับปรุง เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ช่วงล่าง หรือพวงมาลัย แต่ในเมื่อ Hilux Revo ใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งเครื่องยนต์ และช่วงล่าง ดังนั้น จึงถือว่าเข้าข่ายว่า เป็นรถยนต์ที่ควรนำกลับมาทดสอบกันอีกครั้ง เพื่อให้ทราบถึง สมรรถนะการขับขี่ ความแรง และความประหยัดน้ำมัน ว่าจะดีขึ้น หรือด้อยลง มากน้อยแค่ไหน…

อย่างไรก็ตาม บทความนี้ จะมาในรูปแบบ Short Review ที่พุ่งประเด็นไปยังจุดสำคัญของตัวรถที่ได้รับการปรับปรุงมาใหม่ อีกทั้งยังเป็นการเน้นไปยัง Toyota Hilux Revo Rocco 2.8 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นหลัก ฉะนั้นแล้ว ผมขอแนะว่า คุณผู้อ่านทั้งหลาย ควรอ่านบทความทดลองขับ Hilux Revo รุ่นเดิม ที่พี่ J!MMY เขียนเอาไว้ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน ได้ที่นี่ Click Here ! 

Revo

รูปลักษณ์การออกแบบภายนอกของ Hilux Revo Minorchange รุ่นมาตรฐาน จะใช้แนวคิด Tough & Recreational ที่เน้นไปทางความแข็งแกร่ง และดูทันสมัย ในขณะที่รุ่น Rocco จะมีดีไซน์ที่บึกบึน โดดเด่นสะดุดตา ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ Adventurous & Sophisticated ทำให้ด้านหน้ารถมีความแตกต่างกับรุ่นมาตรฐานชัดเจนยิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงภายนอกของ Hilux Revo Minorchange รุ่นมาตรฐาน เริ่มจากชุดโคมไฟหน้าแบบ Full-LED (สำหรับเกรด MID รุ่นยกสูง ขึ้นไป) ที่ยังคงใช้รูปทรงส่วนปลายเหมือนรุ่นเดิม เพื่อประหยัดต้นทุนในการออกแบบและผลิตชิ้นส่วนแก้มด้านข้าง (Fender) ใหม่ แต่มีการปรับดีไซน์ส่วนอื่น รวมถึงรายละเอียดภายในโคมใหม่ทั้งหมด ใส่เหลี่ยมสันเข้าไป จนดูสวยขึ้นผิดหูผิดตา กระจังหน้ายังคงเป็นทรง 6 เหลี่ยม ล้อมกรอบด้วยโครเมียม คล้ายรุ่น Minorchange เดิม แต่มีขนาดใหญ่โตขึ้นชัดเจน ดูคล้ายรุ่นไหนก็สุดแล้วแต่จะมอง ส่วนตัวผมคิดว่าได้รับอิทธิพลจาก รุ่นพี่ที่ขายอยู่ในอเมริกา อย่าง Tundra และ Tacoma อยู่พอสมควร นอกจากนี้ เปลือกกันชนหน้าก็ถูกปรับดีไซน์ใหม่ กรอบไฟตัดหมอกตวัดขึ้นไปรับกับกระจังหน้า ชวนให้นึกถึงเขี้ยวของสัตว์บางชนิดอยู่ไม่น้อย 

ส่วนดีไซน์ด้านหน้าของรุ่น Rocco คราวนี้ ถูกปรับให้แตกต่างจากรุ่นมาตรฐานมากขึ้น เปลี่ยนมาใช้กระจังหน้าทรงตัว U คว่ำ ลากยาวลงไปจรดกับชายล่าง ตกแต่งด้วยวัสดุสีดำด้านเป็นหลัก เน้นความดุดัน เปลือกกันชนหน้า เป็นดีไซน์แบบ C-Clamping พร้อม Interlocking Element มีเหลี่ยมสันชัดเจนกว่ารุ่นมาตรฐาน ดีไซน์ในภาพรวม สวยขึ้นไหม ? แล้วแต่มุมมอง แต่สำหรับผม มันน่าจะถูกใจสิงห์กระบะผู้ชื่นชอบความถึกและบึกบึนมากกว่ารุ่นเดิมไม่มากก็น้อยล่ะ

ด้านข้างตัวรถยังเหมือนรุ่นเดิมแทบทุกประการ มีเพียงสติ๊กเกอร์เหนือโคมไฟท้ายเท่านั้นที่เปลี่ยนไปสำหรับรุ่นปกติ ทว่ามีการปรับดีไซน์อุปกรณ์ตกแต่งเสริมในรุ่น Rocco ใหม่ ได้แก่ คิ้วซุ้มล้อใหม่ด้านหน้าออกเป็นให้เชื่อมต่อเป็นชิ้นเดียวกับกรอบไฟตัดหมอก นอกนั้นยังคล้ายรุ่นเดิมเพิ่มการเซาะร่องด้านบน เช่นเดียวกับสปอร์ตบาร์ที่ถูกออกแบบส่วนที่ติดกับห้องโดยสารใหม่

ด้านท้าย สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือชุดไฟท้าย ตั้งแต่รุ่นกลางขึ้นไป จะได้ไฟท้ายทรงเดิม แต่เปลี่ยนรายละเอียดภายในโคมเป็นแบบ LED เป็นรูปเลข “3” ไฟเบรก และไฟถอย เป็นหลอด LED แต่ไฟเลี้ยวยังคงเป็นหลอดไส้ กันชนท้ายยกชุดมาจากรุ่นเดิม แต่ในรุ่น Rocco ถอดชิ้นพลาสติกสีดำด้านข้างช่องติดตั้งป้ายทะเบียนออกไป แต่ใส่ฝาครอบมือจับเปิดกระบะท้ายมาให้แทน นอกจากนี้ ยังติดตั้งเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุดมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ในรุ่น Rocco และ High อีกด้วย

ล้ออัลลอย ของรุ่น Rocco มีขนาด 18 นิ้วเท่าเดิม แต่เปลี่ยนจากล้ออัลลอย Y-Spoke 5 ก้าน รมดำ เป็น 5 ก้านคู่ ลายใหม่ ปัดเงา พร้อมรมดำทับอีกรอบ รัดด้วยยาง Dunlop Grantrek AT ขนาด 265/60 R18 แบบ White Letters ยางอะไหล่ที่ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ เป็นล้ออัลลอย พร้อมยาง ขนาด 265/60 R18 เช่นเดียวกับล้อทั้ง 4

นอกเหนือจากดีไซน์ภายนอกที่เปลี่ยนไป คราวนี้ Toyota ก็ได้เปลี่ยนชื่อรุ่นย่อยใหม่ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ พร้อมทั้งปรับลดจำนวนรุ่นย่อยทั้งหมด จาก 38 เหลือ 34 รุ่นย่อย

รุ่นตัวเตี้ย ตัวถังหัวเดี่ยว ขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ เปลี่ยนจาก J และ J Plus เป็น Entry มีทั้งหมด 7 รุ่นย่อย
– เปลี่ยน 2.4J Cab-Chassis เป็น 2.4 Entry Cab-Chassis
– เปลี่ยน 2.4J Cab-Chassis AT เป็น 2.4 Entry Cab-Chassis AT
– เปลี่ยน 2.4J เป็น 2.4 Entry
– เปลี่ยน 2.4J AT เป็น 2.4 Entry AT
– เปลี่ยน 2.4J Plus Short-Wheelbase เป็น 2.4 Entry Short-Wheelbase
– เปลี่ยน 2.8J Plus เป็น 2.8 Entry
– เปลี่ยน 2.8J 4WD เป็น 2.8 Entry 4WD

(ยกเลิก รุ่นย่อย 2.7J เครื่องยนต์เบนซิน)

รุ่นตัวเตี้ยตัวถัง Smart Cab และ Double Cab ขับเคลื่อน 2 ล้อ เปลี่ยนจาก J Plus เป็น Entry และ เปลี่ยนจาก E เป็น Mid มีทั้งหมด 6 รุ่นย่อย
– เปลี่ยน 2.4J Plus Smart Cab เป็น 2.4 Entry Smart Cab
– เปลี่ยน 2.4E Smart Cab เป็น 2.4 Mid Smart Cab
–เป็น 2.4 Mid Smart Cab AT
– เปลี่ยน 2.4J Plus Double Cab เป็น 2.4 Entry Double Cab
– เปลี่ยน 2.4E Double Cab เป็น 2.4 Mid Double Cab
– เพิ่ม 2.4 Mid Double Cab AT

(ยกเลิกรุ่นย่อย 2.4J Plus AT)

รุ่นยกสูง ตัวถัง Smart Cab และ Double Cab ขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ เปลี่ยนจาก J เป็น Entry เปลี่ยนจาก E Plus เป็น Mid และเปลี่ยนจาก G เป็น High ส่วน Rocco ยังเหมือนเดิม มีทั้งหมด 21 รุ่นย่อย (ยกเลิกรุ่นย่อย 2.8 Rocco MT และเพิ่มรุ่นย่อย 2.4 Rocco AT)

รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง Prerunner
– เปลี่ยน 2.4J Plus Smart Cab เป็น 2.4 Entry Smart Cab
– เพิ่ม 2.4 Entry Smart Cab AT
– เปลี่ยน 2.4E Plus Smart Cab เป็น 2.4 Mid Smart Cab
– เปลี่ยน 2.4E Plus Smart Cab AT เป็น 2.4 Mid Smart Cab AT
– เพิ่ม High Smart Cab
– เพิ่ม High Smart Cab AT
– 2.4 Rocco AT (ไม่เปลี่ยนแปลง)
– เปลี่ยน 2.4J Plus Double Cab เป็น 2.4 Entry Double Cab
– เพิ่ม 2.4 Entry AT
– เปลี่ยน 2.4E Plus Double Cab เป็น 2.4 Mid Double Cab
– เปลี่ยน 2.4E Plus Double Cab AT เป็น 2.4 Mid Double Cab AT
– เปลี่ยน 2.4G Double Cab > 2.4 High Double Cab
– เปลี่ยน 2.4G Double Cab AT เป็น 2.4 High Double Cab AT
– 2.4 Rocco AT (ไม่เปลี่ยนแปลง)

(ยกเลิกรุ่นย่อย 2.4E Smart Cab, 2.4E Smart Cab AT, 2.4 Rocco Double Cab และ 2.8 Rocco Double Cab AT)

รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ
– เปลี่ยน 2.4E Plus Smart Cab เป็น 2.4 Mid Smart Cab
– เปลี่ยน 2.8G Smart Cab เป็น 2.8 High Smart Cab
– เพิ่ม 2.8 Rocco AT
– เปลี่ยน 2.4E Plus Double Cab เป็น 2.4 Mid Double Cab
– เปลี่ยน 2.8G Double Cab เป็น 2.8 High Double Cab
– เปลี่ยน 2.8G Double Cab AT เป็น 2.8 High Double Cab AT
– 2.8 Rocco AT (ไม่เปลี่ยนแปลง)

(ยกเลิกรุ่นย่อย 2.8 Rocco Smart Cab)

จะเยอะไปไหนครับเนี่ย !?

revo

มิติตัวถังภายนอก / Dimension

รถคันที่เรานำมาทดสอบ เป็นรุ่น Double Cab Rocco 2.8 6AT 4×4 รุ่น Top of The Line ราคา 1,239,000 บาท (สีขาวมุก White Pearl CS บวกราคาเพิ่ม 10,000 บาท)

ดังนั้น มิติตัวถังภายนอก เราจึงขอโฟกัสไปที่รุ่น Rocco ตัวถัง Double Cab และ Smart Cab กันก่อน

Hilux Revo Rocco Minorchange รุ่น Double Cab มีมิติตัวถังภายนอกสั้นลง 20 มิลลิเมตร จาก 5,345 มิลลิเมตร เหลือ 5,325 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 45 มิลลิเมตร จาก 1,855 มิลลิเมตร เป็น 1,900 มิลลิเมตร สูงเท่าเดิม 1,815 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ (Wheelbase) ยาวเท่าเดิม 3,085 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า (Front Track) เพิ่มขึ้น 5 มิลลิเมตร จาก 1,535 มิลลิเมตร เป็น 1,540 มิลลิเมตร ส่วนความกว้างช่วงล้อหลัง (Rear Track) เท่าเดิมที่ 1,550 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) เท่าเดิม 217 มิลลิเมตร   

ส่วนรุ่น Smart Cab มีมิติตัวถังภายนอกสั้นลง 20 มิลลิเมตร จาก 5,345 มิลลิเมตร เหลือ 5,325 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 45 มิลลิเมตร จาก 1,855 มิลลิเมตร เป็น 1,900 มิลลิเมตร สูงเท่าเดิม 1,810 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ (Wheelbase) ยาวเท่าเดิม 3,085 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า (Front Track) เพิ่มขึ้น 5 มิลลิเมตร จาก 1,535 มิลลิเมตร เป็น 1,540 มิลลิเมตร ส่วนความกว้างช่วงล้อหลัง (Rear Track) เท่าเดิมที่ 1,550 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) เท่าเดิม 216 มิลลิเมตร   

มิติตัวถังภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเดิม ล้วนแล้วแต่มาจากชิ้นส่วนกระจังหน้า เปลือกกันชนหน้า และคิ้วเหนือซุ้มที่ถูกแบบใหม่ทั้งหมด หาได้เกี่ยวกับเปลือกชิ้นส่วนตัวถังใดๆไม่

revo

เมื่อลองนำมาเทียบกับคู่แข่ง อย่าง Isuzu D-Max (V-Cross) ที่มีมิติตัวถังยาว 5,265 มิลลิเมตร กว้าง 1,870 มิลลิเมตร สูง 1,810 (รวมราวหลังคา) ความยาวฐานล้อ 3,125 มิลลิเมตร พบว่า Revo Rocco ยาวกว่า 60 มิลลิเมตร กว้างกว่า 30 มิลลิเมตร สูงกว่า 5 มิลลิเมตร ฐานล้อสั้นกว่า 40 มิลลิเมตร

หากเปรียบเทียบกับ Ford Ranger ที่มีมิติตัวถังยาว 5,362 มิลลิเมตร กว้าง 1,860 มิลลิเมตร สูง 1,815 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,220 มิลลิเมตร จะพบว่า Revo Rocco สั้นกว่า 37 มิลลิเมตร กว้างกว่า 40 มิลลิเมตร สูงเท่ากัน ฐานล้อสั้นกว่า 135 มิลลิเมตร

เปรียบเทียบกับ Mazda BT-50 Pro ที่มีมิติตัวถังยาว 5,365 มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร สูง 1,821 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,220 มิลลิเมตร จะพบว่า Revo Rocco สั้นกว่า 40 มิลลิเมตร กว้างกว่า 50 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 6 มิลลิเมตร ฐานล้อสั้นกว่า 135 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับ Mitsubishi Triton ที่มีมิติตัวถังยาว 5,300 มิลลิเมตร กว้าง 1,815 มิลลิเมตร สูง 1,795 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,000 มิลลิเมตร จะพบว่า Revo Rocco ยาวกว่า 25 มิลลิเมตร กว้างกว่า 85 มิลลิเมตร สูงกว่า 20 มิลลิเมตร ฐานล้อยาวกว่า 85 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับ Nissan Navara (Black Edition) ที่มีมิติตัวถังยาว 5,255 มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร สูง 1,785 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,150 มิลลิเมตร จะพบว่า Revo Rocco ยาวกว่า 70 มิลลิเมตร กว้างกว่า 50 มิลลิเมตร สูงกว่า 30 มิลลิเมตร ฐานล้อสั้นกว่า 65 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับ MG Extender ที่มีมิติตัวถังยาว 5,365 มิลลิเมตร กว้าง 1,900 มิลลิเมตร สูง 1,850 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,155 มิลลิเมตร จะพบว่า Revo Rocco สั้นกว่า 40 มิลลิเมตร กว้างเท่ากัน มิลลิเมตร แต่เตี้ยกว่า 35 มิลลิเมตร ฐานล้อสั้นกว่า 70 มิลลิเมตร

revo

มิติกระบะท้าย / Cargo Dimension

มิติกระบะท้าย รุ่น Double Cab ยาว 1,555 มิลลิเมตร กว้าง 1,540 มิลลิเมตร ลึก 480 มิลลิเมตร ตัวถัง Smart Cab ยาว 1,840 มิลลิเมตร กว้าง 1,540 มิลลิเมตร ลึก 480 มิลลิเมตร ตัวถังตอนเดียว ยาว 2,315 มิลลิเมตร กว้าง 1,575 มิลลิเมตร ลึก 480 มิลลิเมตร และตัวถังตอนเดียว ช่วงล้อสั้น (Short Wheelbase) ยาว 1,980 มิลลิเมตร กว้าง 1,575 มิลลิเมตร ลึก 480 มิลลิเมตร

มิติกระบะท้าย (ยาว x กว้าง x ลึก) รุ่น Double Cab เมื่อเทียบกับคู่แข่ง

– Toyota Hilux Revo Rocco : 1,555 x 1,540 x 480 มิลลิเมตร

– Isuzu D-Max : 1,495 x 1,530 x 490 มิลลิเมตร

– Ford Ranger : 1,549 x 1,560 x 511 มิลลิเมตร

– Mazda BT-50 Pro : 1,549 x 1,560 x 513 มิลลิเมตร

– Mitsubishi Triton : 1,520 x 1,470 x 475 มิลลิเมตร

– Nissan Navara : 1,560 x 1,503 x 474 มิลลิเมตร

– MG Extender : 1,485 x 1,510 x 530 มิลลิเมตร

บานฝาท้ายของรุ่น Rocco นอกจากจะมีการตกแต่งบริเวณมือจับ ให้ดูต่างจากรุ่นปกติแล้ว ยังติดตั้งอุปกรณ์ช่วยผ่อนแรง Easy Lift แบบ Torsion Bar มาให้ เหมือน Ford Ranger ในการใช้งานจริงๆ ช่วยให้การยกปิดฝาท้ายเป็นไปอย่างง่ายดายมาก อีกทั้งยังมีระบบล็อกฝาท้าย ช่วยป้องกันการโจรกรรมไฟท้าย ที่เคยเป็นปัญหายอดฮิตของผู้ใช้ Isuzu D-Max รุ่นที่เป็นไฟท้ายแบบ LED อยู่ช่วงหนึ่ง

revo

ภายในห้องโดยสาร / Interior

มือจับเปิดประตูจากด้านนอก ทั้ง 4 บาน ของรุ่น Rocco เปลี่ยนจากวัสดุ สีดำเงา เป็นสีดำด้าน ซึ่งเป็นข้อดี เพราะสามารถจับได้ถนัดมือกว่า ในยามคับขัน ไม่ลื่นหลุดมือได้ง่าย

กลอนประตูเป็นกุญแจรีโมท Keyless System พร้อมกุญแจ Wave Key เสริมด้วยระบบนิรภัย Immobilizer และระบบเตือนการโจรกรรม TDS (Theft Deterrent System) เมื่อพกรีโมทไว้กับตัวและเดินเข้าใกล้รถ สามารถสั่งล็อกหรือปลดล็อกประตูได้โดยการกดปุ่มที่อยู่ด้านข้างมือจับที่บานประตูคู่หน้าทั้ง 2 ฝั่ง หรือจะสั่งล็อก – ปลดล็อกโดยการกดปุ่มที่รีโมทได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ลวดลายด้านหลังกุญแจรีโมท ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดในการสร้างความแตกต่าง ระหว่าง Hilux Revo รุ่นมาตรฐาน กับ Rocco เช่นกัน

revo

บานประตูคู่หน้า และคู่หลัง ยังคงมีขนาดเท่าเดิม แม้จะไม่ใหญ่โตนัก เมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้การเข้า – ออก ภายในห้องโดยสารของรถกระบะยกสูง เกิดความยากเย็นเท่าไรนัก เพียงแค่เอื้อมมือไปจับมือจับ ที่ติดตั้งมาให้บริเวณเสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar และเสาหลังคาคู่กลาง B-Pillar ครบทั้ง 4 ตำแหน่ง แล้วก้าวเท้าขึ้นไปเหยียบบันไดพลาสติกสีดำกัดลายที่มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ข้ามธรณีประตูที่เกือบจะเรียบไปกับพื้นห้องโดยสาร ก็สามารถหย่อนก้นลงไปนั่งบนเบาะนั่งทุกตำแหน่งได้อย่างง่ายดาย

เบาะนั่งยังคงเหมือนรุ่นเดิมทุกตำแหน่ง เบาะนั่งฝั่งคนขับมาพร้อมสวิตช์ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ทั้งเลื่อนขึ้นหน้า – ถอยหลัง ปรับองศาความตั้งชันของพนักพิงหลัง ปรับความสูง – ต่ำ ของเบาะรองนั่ง และปรับมุมเงยเบาะรองนั่ง แต่ยังไม่มีปรับดันหลัง (Lumbar Support) มาให้ ส่วนเบาะนั่งฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า ยังคงเป็นก้านคันโยกแบบธรรมดาอยู่ แต่สามารถปรับระดับสูง – ต่ำได้ ในขณะที่เบาะหลัง สามารถยกเบาะรองนั่งขึ้นมาได้เพื่อเพิ่มพื้นที่วางของได้ ในอัตราส่วน 60 : 40 พนักพิงหลังตรงกลาง สามารถดึงลงมาเป็นพนักวางแขนได้ พร้อมมีช่องวางแก้วน้ำมาให้ 2 ตำแหน่ง

เบาะนั่งคู่หน้า มีความยาวของส่วนรองนั่งกำลังดี ไม่ยาว แต่ก็ไม่สั้นจนเกินไป มุมเงยของเบาะรองนั่งฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า แม้จะปรับไม่ได้ แต่องศาปกติถือว่าทำมาค่อนข้างเหมาะสมแล้ว ปีกเบาะด้านข้างโอบกระชับลำตัวของคนไซส์กลางแบบผมได้กำลังดี ความนุ่มของฟองน้ำอยู่ในระดับกลางๆ พนักพิงหลัง โดยเฉพาะช่วงกลางแผ่นหลัง มีลักษณะเป็นแอ่งเว้าลึกลงไป นั่งรอสัญญาณไฟแดงแยกแครายช่วงเวลาเร่งด่วน อาจจะยังพอรับได้ แต่ถ้านั่งขับทางไกลเป็นเวลานาน ทำเอาปวดหลังอยู่บ้างเหมือนกัน

เบาะนั่งด้านหลัง มีความยาวเบาะรองนั่งเกือบจะสั้น พอๆ ความสูงของเบาะรองนั่ง รวมถึงองศาของพนักพิงหลังที่เข้าใกล้คำว่าชัน มากกว่า Triton และ D-Max ใหม่ ชวนให้นึกถึงเบาะนั่งด้านหลังของ Ranger และ BT-50 Pro รุ่นปัจจุบัน อยู่บ้างเหมือนกัน นอกจากนี้ พื้นห้องโดยสารที่ยกสูงขึ้นมาอยู่ในระดับที่เท่าๆ กับธรณีประตู ส่งผลให้พื้นที่เหนือศีรษะเหลือไม่เยอะ ทั้งที่ความสูงความหลังคานั้นไม่น้อยเลย ตัวผมเอง ซึ่งสูง 173 เซนติเมตร นั่งแล้วพอรับได้ แต่ลองถามผู้โดยสารตัวสูง 180+ เซนติเมตร บอกว่ารู้สึกอึดอัด

เข็มขัดนิรภัยเป็นแบบ ELR 3 จุด ครบทุกตำแหน่ง แต่ระบบดึงรั้งกลับ พร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ (Pretensioner & Load Limiter) และฟังก์ชันปรับระดับสูง – ต่ำ ของเข็มขัดนิรภัย ยังคงมีมาให้เฉพาะเบาะนั่งคู่หน้าเท่านั้น

revo

ภายในห้องโดยสาร แผงหน้าปัดด้านหน้า และแผงประตู ทั้ง 4 บาน ยังคงมีดีไซน์เหมือนรุ่นเดิม แต่มีการปรับวัสดุตกแต่งบางจุด รวมทั้งเพิ่มเติมอุปกรณ์และฟังก์ชันการใช้งานเข้ามาให้ ดังนี้

1. เปลี่ยน วัสดุตกแต่งแผงหน้าปัดด้านหน้า และแผงด้านข้างประตู จากวัสดุโครเมียม และ Piano Black เป็นสีเงินแบบ Hairline และโครเมียมรมดำ ซึ่งนอกจากช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้ดู cozy ขึ้นนิดๆ ยังมีข้อดีตรงที่ช่วยลดการสะท้อนเข้ากระจกมองข้าง ในเวลากลางวันด้วยเช่นกัน

2. เพิ่ม ไฟ Ambient Light สีฟ้าอ่อนๆ บริเวณแผงด้านข้างประตู เหนือพนักวางแขน ในรุ่น Rocco ให้ดูมีสีสันสวยงามกลมกลืนกับไฟเรืองแสงบนแผงแดชบอร์ดและชุดมาตรวัดโดยเฉพาะในยามกลางคืน

3. เพิ่ม สวิตช์ควบคุมการทำงานของระบบรักษารถให้อยู่ในเลน พร้อมหน่วงพวงมาลัยอัตโนมัติ (Lane Departure Warning with Steering Assist) และ ปุ่มปรับระยะห่างจากรถคันข้างหน้า ของระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Dynamic Radar Cruise Control) บนก้านพวงมาลัยฝั่งขวามาให้

revo

4. เปลี่ยน สีพื้นหลังและเข็มวัดของชุดมาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron จากโทนสีขาว – แดง เป็น โทนสีฟ้า Pattern ของชุดมาตรวัดยังเหมือนรุ่นเดิม คือ วงกลมฝั่งขวาเป็นมาตรวัดความเร็ว และปริมาณน้ำมันคงเหลือในถัง ฝั่งซ้ายเป็นมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ และอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น ส่วนตรงกลางเป็นหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID (Multi-information Display) แบบสี TFT ที่มีฟังก์ชันการแสดงผลเหมือนรุ่นเดิม แต่เพิ่มสำหรับดูทิศทางการหักเลี้ยวของพวงมาลัย และมาตรวัดความเร็วแบบตัวเลขดิจิตอล มาให้ นอกจากนี้ ภาพ Graphic Animation เมื่อกดสตาร์ทเครื่องยนต์ยังถูกปรับปรุงใหม่ให้สอดคล้องกับดีไซน์ภายนอกของตัวรถที่เปลี่ยนไปด้วย

revo

5. อัพเกรด หน้าจอชุดเครื่องเสียง เป็นขนาด 8 นิ้ว ปรับอินเตอร์เฟสใหม่ หน้าจอ Home Page เลือกแสดงผลในโหมดต่างๆ พร้อมกัน ได้ 3 รูปแบบ รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Apple CarPlay และ Android Auto นอกจากนี้ฟังก์ชันต่างๆ ที่อยู่ด้านข้างหน้าจอก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นปุ่มกดสีเงิน แทนแบบเดิมที่ระบบสัมผัส แม้ว่าจะดูทันสมัยน้อยลง แต่ในแง่การใช้งานจริง มันกลับทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

ระบบ T-Connect TELEMATICS ซึ่งเป็นระบบเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับ Wi-fi Box ทำให้เกิดฟังก์ชันใหม่ให้กับผู้ขับขี่และใช้งานได้จริงผ่านอุปกรณ์ Smartphone, Apple Watch และหน้าจอวิทยุ จากเดิมที่ติดตั้งมาให้เฉพาะรุ่น Hilux Revo Rocco รุ่น Double Cab 2.8 ลิตร (MY2018 หรือ ใหม่กว่า) แต่งวดนี้ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับทุกรุ่นย่อย โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้

– Find My Car ตรวจสอบตำแหน่งตัวรถแบบ Real Time ได้ทุกที่ ทุกเวลา
– Maintenance Reminder แจ้งเตือนเข้าศูนย์บริการ พร้อมประสานงานนัดหมาย
– Geo-Fencing ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากขอบเขตที่กำหนดไว้
– Stolen Vehicle Tracking ตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์ เมื่อถูกโจรกรรม พร้อมประสานความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง
– Vehicle Information แสดงสถานะรถยนต์ ข้อมูลการขับขี่ สรุป Trip เดินทาง พร้อมให้คุณแชร์ลง Social อีกทั้งบริการแจ้งเตือนต่อทะเบียนประจำปีล่วงหน้าอัตโนมัติ
– SOS* ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
* อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในบางกรณี
– Insurance (PHYD)* ประกันภัยรถขับดีลดให้สิทธิพิเศษด้วยเบี้ยประกันจ่ายตามพฤติกรรมการขับขี่อีกทั้งช่วยแจ้งเตือนต่อประกันล่วงหน้าอัตโนมัติ
*สำหรับการทำประกันภัยกับบริษัทที่กำหนดไว้เท่านั้น
– Concierge Services บริการผู้ช่วยส่วนตัวพร้อมดูแลตลอดการเดินทาง

นอกนั้นอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ ก็ยกมาจากรุ่นเดิมเกือบทั้งหมด

Previous Post

N2110050 กค ามาขอค นของ เพราะของม ตำหน แต ดการทำแบบน ใส ใครเคยเจอแบบน าง part2

Next Post

N2110051 บร ทส งพน กงานทำงานหน กจนเส eข แต คด พล กตอนท าย part2

Next Post
N2110051 บร ทส งพน กงานทำงานหน กจนเส eข แต คด พล กตอนท าย part2

N2110051 บร ทส งพน กงานทำงานหน กจนเส eข แต คด พล กตอนท าย part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2501077 สาม วยไรไม ได แล วย งเห นแก part2
  • N2501070 แม สอนล กผ ดๆ ทำให คนอ นเด อดร อน part2
  • N2501071 เม ยล บอยากม วตน เม ยหลวงอย างเราจะไม ทนให เส ยเวลา part2
  • N2501069 จากคนร กก นตอนน เหม อนไม กก part2
  • N2501073 อย านหล งเด ยวก นแต กเหม อนอย คนเด ยว part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • January 2026
  • October 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.