• Sample Page
filmth.huongrung.net
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmth.huongrung.net
No Result
View All Result

N2110031 เด กน กเร ยuคนน ทำไรผ ทำไมท กคนต องการต วเขา ตอนจบเป นแบบน เอง part2

admin79 by admin79
October 17, 2025
in Uncategorized
0
N2110031 เด กน กเร ยuคนน ทำไรผ ทำไมท กคนต องการต วเขา ตอนจบเป นแบบน เอง part2

วิกฤติโรคระบาด ทางเดินหายใจ Covid-19 ที่เริ่มต้นขึ้นมา (อย่างเป็นทางการ) ตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2019 จนถึงวันนี้ ผ่านไปแล้วถึง 5 เดือน นอกจากจะทำให้ผู้คนทั่วโลก เจ็บป่วยเกินกว่า 5 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตหลายแสนคน แล้ว ทุกประเทศทั่วโลก จำเป็นต้องใช้มาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมโรค ตั้งแต่ การปิดสถานที่ต่างๆ ไปจนถึงขั้นปิดเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ไปจนถึงการดำเนินชีวิตในด้านต่างๆ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการชะงักงันของอย่างหนักหน่วงของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก

สำหรับผู้ผลิตรถยนต์เอง แทบทุกรายต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีตั้งแต่ มาตรการให้พนักงานทำงานจากบ้าน เท่าที่จำเป็น (WFM : Work from Home ที่เรามักเผลออ่านกันว่า WTF กันนั่นแหละครับ) บางคนก็ยอมโดนลดเงินเดือนชั่วคราว อาจจะ 10 – 30 % ก็ว่ากันไป แต่ถ้าใครเป็นพนักงานในไลน์ผลิต อาจเสียงลุ้นกับการโดนเลิกจ้างแบบไม่ต่อสัญญา บางรายถึงขั้นต้องปลดคนงานประจำ หรือหนักถึงขั้น ปิดโรงงาน ในบางประเทศ กันเลยทีเดียว

กระนั้น สำหรับค่ายที่มีแผนจะต้องเปิดตัวรถยนต์ตามกำหนดการเดิมที่วางเอาไว้มาตั้งแต่หลายปีก่อน ก็ยังจำเป็นต้องเดินหน้ากันต่อไป เพื่อหวังจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมในภาพรวมว่า บริษัทเราจะยังคงยืนหยัดอยู่ ไม่ทิ้งเมืองไทย (เหมือนอย่างค่าย GM) รวมทั้งสร้างยอดขาย หรือผลประกอบการที่ดีที่สุดเท่าที่พอจะทำได้ เพื่อไม่ให้ตัวเลขสรุปในช่วงปลายปีที่จะถึงนี้ ย่ำแย่จนเกินไป

Toyota เองก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 เต็มๆ แม้ว่าพวกเขาจะเคยมีรถยนต์นั่ง ชื่อเดียวกับเจ้าไวรัสบ้านี่ (Toyota Corona) ทำตลาดตั้งแต่ช่วงปี 1955 – 2005 ก็ตาม แต่พวกเขาก็เลิกใช้ชื่อนี้ไปร่วมทศวรรษแล้ว และ Toyota เอง ก็มีแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง บางรุ่น อย่าง Yaris Cross มีการวางแผนจะเปิดตัวในงาน Geneva Motor Show พองานยกเลิก ก็ต้องเปลี่ยแผน มาจัดเปิดตัวทาง On-Line แทน บางรุ่น ใช้วิธี ส่งข่าว Press Release ออกทาง Website สำหรับสื่อมวลชนของตน เพียงเท่านั้น (อย่าง Minivan Toyota Sienna ใหม่ สำรับตลาดอเมริกาเหนือ) หรือบางรุ่น อาจจะพอจัดให้สื่อมวลชน มาถ่ายรูป ไปทำข่าว ภายใต้มาตรการจำกัดระยะห่าง Physical Distancing กันไป

Toyota Hilux Revo Minotchange มีกำหนดเปิดตัว ในวันที่ 4 มิถุนายน 2020 ที่จะถึงนี้ และเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญที่ Toyota คาดหวังอยู่ว่า ควรจะช่วยสร้างยอดขาย ภายใต้สภานการณ์ที่แสนจะกดดันแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะไปพบกับรถรุ่นปรับโฉมใหม่ ที่มีกระจังหน้า เหมือนกับ อ่างบัวเลี้ยงปลา ผมอยากจะพาคุณย้อนกลับไปดูรถรุ่นปัจจุบันสักเล็กน้อย เพื่อเตรียมพบกับรถรุ่นใหม่ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

ตำนานของรถกระบะ ตระกูล Hilux นั้น มีจุดเริ่มต้นมาจาก 2 เส้นทางที่ต่างกัน Toyota เองเริ่มทำผลิตรถกระบะมาตั้งแต่ Toyopet RK23 เปิดตัวเมื่อเดือน เมษายน 1956 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Toyopet Stout ในเดือนมิถุนายน 1959 อีก 1 ปี ต่อมา ในเดือนกรกฎาคม 1960 รุ่นที่ 2 ของ Stout ก็ออกสู่ตลาด ระหว่างนั้น Toyota ก็เห็นว่าตลาดญี่ปุ่น ต้องการรถกระบะขนาดเล็กลงจากเดิม จึงเริ่มพัฒนา และเปิดตัว Toyopet Light Stout ในเดือนกันยายน 1963

บนเส้นทางคู่ขนานในขณะเดียวกัน Hino บริษัทผลิตรถบรรทุก ก็ออกรถกระบะ Hino Briska เมื่อเดือน เมษายน 1961 จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 1965 หลังควบรวมกิจการกับ Toyota พวกเขาก็เปิดตัว Hino Briska รุ่นเครื่องยนต์ 1,300 ซีซี. จนกระทั่ง Toyota กับ Hino ก็เริ่มคิดได้ว่า พวกเขาน่าจะจับรถกระบะขนาดเล็ก มาพัฒนาร่วมกัน และขายในชื่อเดียว โดย Hino Motors, Ltd. โรงงาน Hamura Plant จะเป็นเพียงผู้รับผิดชอบการออกแบบและพัฒนารถทั้งคัน ในทุกด้าน แต่จะไม่ทำตลาดเอง ปล่อยให้ Toyota ซึ่งมีฐานลูกค้ากว้างกว่า เป็นผู้จำหน่าย นั่นคือจุดเริ่มต้นของ รถกระบะตระกูล Hi-Lux ซึ่งย่อมาจาก Higly-Luxurious หรือ ความหรูหรา เหนือระดับกว่า Toyopet Stout ที่มีขนาดใหญ่กว่า นั่นเอง


(Photo : Toyota Zambia)

Toyota Hilux รุ่นแรก RN10 Series เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 1968 วางเครื่องยนต์รหัส 2R เบนซิน 4 สูบ OHV 1,490 ซีซี คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยวท่อคู่ดูดลงล่าง 70 แรงม้า (PS) ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.5 กก.-ม.ที่ 2,600 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ ยกมาจาก Toyopet Corona RT40 และ รถตู้ ToyoAce โดย Hilux รุ่นแรกนี้ ถูกส่งเข้ามาขายในเมืองไทย ในรูปแบบรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปทั้งคันก่อน ไม่เพียงเท่านั้น Toyota ยังส่งออก Hilux รุ่นแรก ไปเปิดตลาด รถกระบะขนาดเล็ก Compact Truck ในสหรัฐอเมริกา ในเดือนมิถุนายน 1969 เพื่อแข่งกับรถกระบะ Datsun จาก Nissan Motor อีกด้วย

ส่วนรุ่นที่ 2 RN20 Series เปิดตัว เมื่อเดือนพฤภาคม 1972 วางเครื่องยนต์ 12R เบนซิน 4 สูบ OHV 1,587 ซีซี คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยวท่อคู่ดูดลงล่าง 83 แรงม้า (PS) ที่ 5,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.5 กก.-ม.ที่ 3,000 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ (คันเกียร์ที่คอพวงมาลัย) และเครื่องยนต์ 18R เบนซิน 4 สูบ OHC 1,968 ซีซี คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยวท่อคู่ดูดลงล่าง 105 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.0 กก.-ม.ที่ 3,600 รอบ/นาที มีทั้งเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ (Column Shift คันเกียร์ที่คอพวงมาลัย หรือที่พื้นรถแบบ Floor Shift) และเกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะ (คันเกียร์ที่พื้นรถ Floor Shift)

จากนั้น จึงมีการตั้งโรงงานในเมืองไทย ที่ สำโรง สมุทรปราการ (ยังคงดำเนินงานถึงทุกวันนี้) และเริ่มเปิดสายการผลิตเมื่อเดือนกันยายน 1975 ถือว่า Hilux รุ่นที่ 2 คือ รุ่นแรกที่ถูกนำมาประกอบในบ้านเรา และเป็นรุ่นที่ โรงงาน Hino ในญี่ปุ่น ส่งออกสู่ตลาดอเมริกาเหนอ จนขายดิบขายดี ได้รับความนิยมถึงขั้นนำไปทำเป็นรถบ้าน อีกด้วย

รุ่นที่ 3 “Hilux California” เปิดตัวในญี่ปุ่น เมื่อ 1 กันยายน 1978 วางเครื่องยนต์ 12 R-J เบนซิน 4 สูบ OHV 1,587 ซีซี คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยวท่อคู่ดูดลงล่าง 80 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.5 กก.-ม.ที่ 3,000 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ เลือกได้ทั้งแบบ Floor Shift หรือ Column Shiftก่อนจะมีรุ่นเครื่องยนต์ Diesel ตามมา เมื่อ 3 ธันวาคม 1979 วางเครื่องยนต์ รหัส L Diesel OHC 4 สูบ 2,188 ซีซี 72 แรงม้า (PS) ที่ 4,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.5 กก.-ม.ที่ 2,400 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เลือกได้ทั้งแบบ Floor Shift หรือ Column Shift รุ่นนี้ ได้รับความนิยมในบ้านเรา จนได้ฉายาว่ารุ่น “ม้ากระโดด” (รุ่นไฟกลม) และรุ่นไฟเหลี่ยม 5-Star มี ดาราดังในยุคนั้น อย่าง กรุง ศรีวิไล เป็น Presenter ภาพยนตร์โฆษณา ในเวลานั้น

รุ่นที่ 4 เปิดตัวในญี่ปุ่น เมื่อ 4 พฤษภาคม 1983 แต่ยังคงทำตลาดควบคู่ไปกับรถรุ่นที่ 3 ไปด้วยพร้อมกัน คราวนี้ เพิ่มตัวถัง Double Cab 4 ประตู ทั้งรุ่น 4×2 และ 4×4 วางเครื่องยนต์ 2Y-J เบนซิน 4 สูบ OHV 1,813 ซีซี คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยวท่อคู่ดูดลงล่าง 95 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.5 กก.-ม.ที่ 3,400 รอบ/นาที และรหัส 3Y-J เบนซิน 4 สูบ OHV 1998 ซีซี คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยวท่อคู่ดูดลงล่าง 105 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.0 กก.-ม.ที่ 3,000 รอบ/นาที

ส่วนรุ่น Diesel นอกจากเครื่องยนต์ L ที่โยกมาจากรุ่นเดิมแล้ว ยังเพิ่มเครื่องยนต์ 2L Diesel 4 สูบ  OHC 2,446 ซีซี จ่ายเชื้อเพลิงด้วยปั้มหัวฉีด BOSCH VE 83 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.0 กก.-ม. ที่ 2,400 รอบ/นาที ซึ่งเครื่องยนต์ 2L เป็นขุมพลังหลัก ของ Hilux รุ่นที่ 4 เวอร์ชันไทย ที่เปิดตัวในปี 1985 ด้วยชื่อ Hilux Hercules ก่อนที่จะปรับโฉมกระตุ้นตลาดเล็กน้อย ด้วยชื่อ Hilux Hercules HERO ดึง บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ มาเป็น Presenter ในภาพยนตร์โฆษณา ต่อเนื่องจนถึงปี 1988 ซึ่งมีการปรับโฉม Minorchange ครั้งสุดท้าย มาพร้อมกับการเพิ่มตัวถัง Xtra Cab เป็นครั้งแรก

รุ่นที่ 5 เปิดตัวในญี่ปุ่น เมื่อเดือนกันยายน 1988 ถูกออกแบบให้เน้นความภูมิฐาน ร่วมสมัย และขับขี่สบายกว่าเดิม Volkswagen ให้ความสนใจ เซ็นสัญญาข้อตกลง เมื่อเดือนมิถุนายน 1987 นำ Hilux รุ่นนี้ ไปประกอบในโรงงานที่ Hanover เยอรมนี จำนวน 15,000 คัน สายการผลิตเริ่มต้นเมื่อ 10 มกราคม 1989 ทำตลาดในชื่อ Volkswagen Taro จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 1996

เวอร์ชันไทย เปิดตัว เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 1989 ในชื่อ Hilux Mighty-X วางเครื่องยนต์ 2L ที่ยกระดับให้แรงขึ้นเป็น 89 แรงม้า (PS) เปิดตัวด้วยหนังโฆษณา ม้าบินทำจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิค เต็มรูปแบบครั้งแรกในเมืองไทย เริ่มทำตลาดด้วยตัวถังกระบะ Single Cab ก่อน จากนั่นรุ่น Xtra Cab จึงตามมาในอีกไม่นานหลังจากนั้น สำหรับตลาดเมืองไทย มีการปรับโฉม Minorchange เปลี่ยนกระจังหน้า และรายละเอียดนิดๆหน่อยๆ ทุกๆ 2 ปี และมีการเพิ่มเครื่องยนต์ เบนซิน ให้เลือกในช่วงปลายอายุตลาด

รุ่นที่ 6 เปิดตัวในญี่ปุ่น เมื่อ 3 กันยายน 1997 เป็นการนำ Mighty-X รุ่นเดิม มาเปลี่ยนเปลือกตัวถังและภายใน หลายจุด แต่ยังคงใช้ชิ้นส่วนร่วมกับรถรุ่นเดิมได้พอสมควร เวอร์ชันญี่ปุ่น เปิดตัวด้วยเครื่องยนต์ 1RZ-E เบนซิน 4 สูบ OHC 1,998 ซีซี หัวฉีด EFI 110 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.0 กก.-ม.ที่ 2,600 รอบ/นาที และเครื่องยนต์ 5L Diesel 4 สูบ OHC 2,985 ซีซี ปั้มหัวฉีดจาก BOSCH  91 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.5 กก.-ม.ที่ 2,400 รอบ/นาที ในญี่ปุ่น ทำตลาดทั้งตัวถัง Single Cab 4×2 ตัวเตี้ย , Xtra Cab 4×2 / 4×4 และ Double Cab 4×4

รุ่นนี้มาเปิดตัวในเมืองไทย กลางปี 1998 ในชื่อ Hilux Tiger ด้วยแคมเปญโฆษณา ที่ใช้สตันท์แมนระดับโลกอย่าง Remy Julian มาถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณา ร่วมกับพระเอกหน้าใหม่ Peter Crop Direndal และใหม่ เจริญปุระ Hilux รุ่นนี้ เป็นรุ่นแรกที่เพิ่มเครื่องยนต์รหัส 5L ทำตลาดร่วมกับ 2L เดิมที่สงวนไว้กับรุ่นกระบะส่งของ จนกระทั่ง กลางปี 2001 Toyota จึงนำเครื่องยนต์ 1KZ Common-rail D4-D มาขึ้นไลน์ผลิตในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมกับการปรับโฉมครั้งใหญ่ให้กับ Hilux Tiger ลากทำตลาดมาจนถึงปี 2004

พอถึงรุ่นที่ 7 Toyota เริ่มมองว่า ตลาดเมืองไทย มียอดขายรถกระบะ Compact Truck มากที่สุดในโลก รองจากสหรัฐอเมริกา เหมาะจะเป็นฐานการผลิตรถกระบะแบบนี้ ให้กับทั่วโลก อีกทั้งพวกเขาหมายมั่นปั้นมือจะเอาชนะคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Isuzu ให้จงได้ ขณะเดียวกัน Toyota เอง ก็อยากจะจับเอาโครงการพัฒนารถยนต์อเนกประสงค์สำหรับ Indonesia อย่าง Kijang รุ่นต่อไป ให้ยกระดับเป็น Minivan บน Frame Chassis ของ Hilux เพื่อต่อยอดส่งออกสู่ตลาดอื่นๆ ทั่วโลก รวมทั้ง ยกระดับ SUV/PPV รุ่น Sport Rider ที่เปิดตัวในเมืองไทย เมื่อเดือนธันวาคม 1998 ให้ดีขึ้นยิ่งกว่ารุ่นเดิมในระดับก้าวกระโดด เพื่อส่งออกไปพร้อมกันด้วย

Toyota จึงย้ายฐานการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน มายังประเทศไทย โดยสร้างโรงงานที่บ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี 2003 และเริ่มเดินเครื่องสายการผลิต ในเดือนกรกฎาคม 2004 ซึ่งผลผลิตในเวลานั้น ก็คือ Toyota Hilux Vigo ที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้โครงการ IMV (Innovative International Multi-Purpose vehicle) ที่เริ่มต้นขึ้นจากประเทศญี่ปุ่น มาเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่อลังการ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2004 ก่อนที่ Fortuner และ Kijang Innova จะเปิดตัวตามมาในช่วงปลายปี 2004 เช่นเดียวกัน

การเปิดตัว Hilux Vigo ในปี 2004 – 2015 ถือเป็นความสำเร็จอย่างสูงของ Toyota จากผลของการออกแบบตัวรถให้ใหญ่โตขึ้น เครื่องยนต์แรงขึ้น แต่สามารถเปิดตัวได้ด้วยราคาที่ถูกกว่า Hilux Tiger รุ่นเดิม คันละ 10,000 – 50,000 บาท  รวมทั้งการกระตุ้นยอดขาย ด้วยแคมเปญการตลาดมากมายก่ายกอง ใช้ดารา นักร้อง ศิลปิน นักแสดง มาเป็น Presenter เปลืองมากจนจำไม่หวาดไหว ทำให้สามารถครองตำแหน่งแชมป์ด้านยอดขาย 9 ปีซ้อน มียอดขายสะสมภายในประเทศไทยกว่า 1,650,000 คัน ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์ภายใต้โครงการ IMV (Hilux Vigo, Fortuner และ Innova) ไปจำหน่ายในต่างประเทศทั่วโลก (ยกเว้นอเมริกาเหนือ) สูงถึง 2,400,000 คัน

ช่วงปี 2012 เพื่อสานต่อความสำเร็จของ Hilux Vigo พวกเขาจึงเริ่มซุ่มพัฒนารถกระบะ Hilux รุ่นใหม่ เจเนอเรชันที่ 8 ภายใต้โครงการ IMV2 (Innovative International Multi-Purpose vehicle 2) จนกระทั่งสำเร็จ และพร้อมอวดโฉมต่อสายตาธารณะชนเป็นครั้งแรกในโลก เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2015 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการ BITEC บางนา โดยเปลี่ยนชื่อสร้อยจาก Vigo มาเป็น Revo ซึ่งมาจากคำว่า “Revolution” หรือ “การเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง” นั่นเอง

Mr. Hiroki Nakajima, Chief Engineer ของโครงการพัฒนารถกระบะ Hilux Revo กล่าวว่า “ทีมวิศวกร Toyota ได้สร้างสรรค์ Hilux Revo ด้วยแรงบันดาลใจจากการใช้งานจริงของลูกค้าในทุกสภาพถนนทั่วโลก โดยรุ่นนี้ จะเน้นไปที่การเพิ่มความแกร่ง (Tough) มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ตัวรถ ดีขึ้นยิ่งกว่าเดิม และพร้อมรองรับทุกงานหนัก โดยเฉพาะในเขต South Africa ,ประเทศไทย และ Australia โดยมีจุดเด่นหลักๆดังนี้

– เครื่องยนต์ใหม่บนโครงสร้างแชสซีส์ใหม่ ให้แรงบิดที่สูงขึ้น ลดระดับเสียงรบกวนจากการทำงานของเครื่องยนต์ แต่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง มากขึ้น
– ระบบส่งกำลัง เป็นเกียร์ธรรมดา และอัตโนมัติ แบบ 6 จังหวะใหม่ ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานเต็มสมรรถนะขึ้น
– ระบบกันสะเทือนใหม่ที่นุ่มนวลยิ่งขึ้น ถูกออกแบบเป็นพิเศษให้เหมาะกับสภาพถนนของประเทศไทยโดยเฉพาะ ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่เฉกเช่นรถ SUV ระดับหรู
– ดีไซน์ใหม่ที่แข็งแกร่งและเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์
– ระบบความปลอดภัยเหนือระดับกว่ารถรุ่นเดียวกัน

ไม่เพียงแต่จะเปิดตัวในเมืองไทยเท่านั้น Toyota ยังส่งออก Hilux Revo จากเมืองไทย กลับไปขายในประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 12 กันยายน 2017 นับเป็นการกลับมาทำตลาดของ Toyota Hilux ในญี่ปุ่น เป็นครั้งแรก หลังจากที่หายไปจากตลาดบ้านตัวเองนานถึง 13 ปี

หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แม้จะเริ่มส่งมอบได้ทันที อย่างไรก็ตาม กระแสตอบรับจากลูกค้าในช่วงแรกหลังเปิดนั้น ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนการเปิดตัว Hilux Vigo เมื่อกลางปี 2004 ยอดขายกลับไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คาดหวังกันไว้ เนื่องจากรูปลักษณ์ด้านหน้า ไม่โดนใจลูกค้าเท่าที่ควร อีกทั้งในช่วงนั้น คู่แข่งรุ่นสำคัญ อย่าง Isuzu ก็ส่ง Isuzu D-Max Minorchange ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีเครื่องยนต์ Downsizing ขนาด 1.9 ลิตร ออกสู่ตลาด ในช่วงปลายปี 2015 เล่นเอาชาว Toyota ถึงกับเหงื่อตกผลักดันยอดขายกันเหนื่อยพอสมควร กระนั้น

Hilux Revo ทำยอดขายตลอดช่วงครึ่งหลัง ปี 2015 ไปได้ทั้งหมด 80,971 คัน เมื่อรวมกับยอดขายรุ่นเดิม อย่าง Hilux Vigo Champ ที่มีจำนวน 39,141 คัน ทำให้ยอดขายรวม ประจำปี 2015 ยังคงขึ้นเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรถกระบะขนาด 1 ตัน แซงหน้าคู่แข่งตลาดกาล อย่าง Isuzu D-Max ไปอย่างเฉียดฉิว ส่วนปี 2016 นั้น สถานการณ์กลับกลายเป็นว่า Isuzu D-Max Minorchange ทำยอดขายได้ดีกว่า Toyota มาทั้ง 11 เดือน แต่จู่ๆ ยอดขายประจำเดือน ธันวาคม 2016 ก็พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ ส่งผลให้ยังคงรักษาอันดับ 1 เอาไว้ได้ ด้วยยอดขายจำนวน 120,444 คัน  ห่างจาก D-Max (120,001 คัน) แค่เพียง 439 คันเท่านั้น…….

ในช่วงต้นปี 2017 ด้วยกระแสความร้อนแรงของ Isuzu D-Max หลังจากที่ปรับหน้าตาให้ดูลงตัวมากขึ้น และเพิ่มเครื่องยนต์ใหม่ที่เน้นความประหยัด ทำให้ Toyota ต้องรีบออกแบบด้านหน้าของ Hilux Revo รุ่นปรับโฉม Minorchange ทั้งเวอร์ชันปกติ และเวอร์ชันตกแต่งพิเศษ อย่าง Hilux Revo Rocco ให้เสร็จทันกำหนดเปิดตัวครั้งแรก ก่อนงาน Motor Expo จะเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2017 แต่ทว่ายังมาช้าเกินไป เลยทำให้ยอดขายประจำปี 2017 โดนเบียด หล่นไปอยู่อันดับ 2 ด้วยจำนวน 109,988 คัน (D-Max 133,794 คัน)

อย่างไรก็ตาม ยอดขายในช่วงต้นปี 2018 ก็ค่อยๆ กลับมาตีตื้น หลังจากที่ Toyota พยายามเน้นทำตลาดรุ่นกระบะตัวเตี้ย ในชื่อ Hilux Revo Z Edition รวมทั้งติดตั้งระบบสื่อสาร T-Connect Telematics เพิ่มเข้ามาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นบนๆ ของ Hilux Revo พร้อมกับเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ Rocco 2.4 ลิตร เมื่อเดือนสิงหาคม บวกกับสารพัดแคมเปญการตลาด เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ Hilux Revo ขึ้นนำ D-Max ได้อีกครั้ง และฉีกแซงห่างออกไปอีกจนท้ายที่สุด ก็สามารถกวาดยอดขายประจำปี 2018 ไปได้สูงถึง 150,928 คัน (D-Max 149,578 คัน)

Toyota Hilux Revo Rocco รุ่น Double Cab มีมิติตัวถังภายนอกยาว 5,345 มิลลิเมตร กว้าง 1,855 มิลลิเมตร สูง 1,815 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 3,085 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,535 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหลัง 1,550 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) 217 มิลลิเมตร

ในขณะที่รุ่น Smart Cab ทีมิติตัวถังภายนอกยาว 5,345 มิลลิเมตร กว้าง 1,855 มิลลิเมตร สูง 1,810 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 3,085 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,535 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหลัง 1,550 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) 216 มิลลิเมตร ทั้ง 2 ตัวถัง มีขนาดความจุถังน้ำมันเท่ากัน อยู่ที่ 80 ลิตร

เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งรุ่นสำคัญอย่าง Isuzu D-Max ที่มีมิติตัวถังยาว 5,265 มิลลิเมตร กว้าง 1,870 มิลลิเมตร สูง 1,810 (รวมราวหลังคา) ความยาวฐานล้อ 3,125 มิลลิเมตร พบว่า Revo Rocco ยาวกว่า 65 มิลลิเมตร แคบกว่า 15 มิลลิเมตร สูงกว่า 5 มิลลิเมตร ฐานล้อสั้นกว่า 40 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับ Ford Ranger ที่มีมิติตัวถังยาว 5,362 มิลลิเมตร กว้าง 1,860 มิลลิเมตร สูง 1,815 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,220 มิลลิเมตร จะพบว่า Revo Rocco สั้นกว่า 17 มิลลิเมตร แคบกว่า 5 มิลลิเมตร สูงเท่ากัน ฐานล้อสั้นกว่า 135 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับ Mazda BT-50 Pro ที่มีมิติตัวถังยาว 5,365 มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร สูง 1,821 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,220 มิลลิเมตร จะพบว่า Revo Rocco สั้นกว่า 20 มิลลิเมตร กว้างกว่า 5 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 6 มิลลิเมตร ฐานล้อสั้นกว่า 135 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับ Mitsubishi Triton ที่มีมิติตัวถังยาว 5,300 มิลลิเมตร กว้าง 1,815 มิลลิเมตร สูง 1,795 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,000 มิลลิเมตร จะพบว่า Revo Rocco ยาวกว่า 45 มิลลิเมตร กว้างกว่า 40 มิลลิเมตร สูงกว่า 20 มิลลิเมตร ฐานล้อยาวกว่า 85 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับ Nissan Navara ที่มีมิติตัวถังยาว 5,255 มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร สูง 1,785 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,150 มิลลิเมตร จะพบว่า Revo Rocco ยาวกว่า 90 มิลลิเมตร กว้างกว่า 5 มิลลิเมตร สูงกว่า 30 มิลลิเมตร ฐานล้อสั้นกว่า 65 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดกลุ่มนี้ อย่าง MG Extender ที่มีมิติตัวถังยาว 5,365 มิลลิเมตร กว้าง 1,900 มิลลิเมตร สูง 1,850 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,155 มิลลิเมตร จะพบว่า Revo Rocco สั้นกว่า 20 มิลลิเมตร แคบกว่า 45 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 35 มิลลิเมตร ฐานล้อสั้นกว่า 70 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับ Chevrolet Colorado (Trail Boss) ที่เหลืออยูในสต็อก อีกไม่เกิน 100 คัน ณ วันที่บทความนี้ถูกเผยแพร่ ซึ่งมีความยาว 5,361 มิลลิเมตร กว้าง 1,872 มิลลิเมตร สูง 1,795 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,096 มิลลิเมตร จะพบว่า Revo Rocco สั้นกว่า 16 มิลลิเมตร แคบกว่า 17 มิลลิเมตร สูงกว่า 20 มิลลิเมตร ฐานล้อสั้นกว่า 11 มิลลิเมตร

งานออกแบบภายนอกตัวรถ ด้านหน้า มาพร้อมกระจังหน้าทรง 6 เหลี่ยม ที่ได้รับอิทธิพลการออกแบบมาจากรถกระบะค่ายเดียวกัน อย่าง Tundra และ Tacoma เพื่อเอาใจลูกค้าส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน ที่ชื่นชอบความแข็งแกร่ง บึกบึน เช่นเดียวกับ Hilux Revo Minorchange รุ่นปกติ แต่ชิ้นส่วนกรอบกระจังหน้า คิ้วเหนือฝากระโปรง และกรอบชุดไฟตัดหมอก จากเดิมที่เป็นวัสดุชุบโครเมียม ก็ถูกพ่นทับด้วยสีเทาดำ และสีดำ

ในขณะที่ชุดไฟหน้าแบบ Projector Lens LED ไฟส่องสว่างในเวลากลางวันแบบ LED (LED Daytime Running Light) รวมถึงชุดไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED ยังคงเหมือนกับ Hilux Revo รุ่นปกติ

ด้านข้าง ถือเป็นจุดที่มองเห็นความพิเศษของ Hilux Revo Rocco ได้อย่างชัดเจนมากที่สุด เพราะนอกจากจะได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ คิ้วเหนือซุ้มล้อสีดำด้าน สปอร์ตบาร์สีเทาสลับดำ และสติ๊กเกอร์รุ่น Rocco แล้ว ยังเปลี่ยนฝาครอบกระจกมองข้างแบบมีไฟเลี้ยวในตัวเป็นสีดำเงา เปลี่ยนมือจับเปิดประตูเป็นสีดำเงา รวมถึงเปลี่ยนล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว ลายใหม่ พร้อมยางแบบ White Letters อีกด้วย

ด้านท้ายรถ ชุดไฟท้ายและไฟเบรกดวงที่ 3 ยังคงเหมือน Hilux Revo รุ่นปกติ แต่มีการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่ง สปอร์ตบาร์สีดำ พร้อมพื้นปูกระบะแบบ Built-in มาให้จากโรงงาน ชุดมือจับเปิดฝาท้าย พร้อมระบบล็อก และกล้องมองหลังแบบ Built-in เปลี่ยนจากวัสดุชุบโครเมียมมาเป็นสีดำด้าน กันชนหลังตกแต่งด้วยการพ่นสีเทาดำ เสริมด้วยการ์ดกันชนหลังที่เป็นพลาสติดสีดำด้าน เพื่อเพิ่มความดุดันเข้าไป

ทุกรุ่นย่อย จะสวมล้ออัลลอยสีดำเงา ลาย Y-Spoke 5 ก้าน เฉพาะรุ่น Rocco ขนาด 18 นิ้ว รัดด้วยยาง ยาง Dunlop Grandtrek AT ตัวอักษรสีขาว ขนาด 265/60 R18 พร้อมทั้งติดตั้งยางอะไหล่แบบมาตรฐาน เช่นเดียวกับล้อทั้ง 4

รุ่นที่เรานำมาทำบทความรีวิวครั้งนี้ มีทั้ง Rocco 2.8 G เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ 4×4 (สีขาว) และ Rocco 2.4 G Prerunner เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ (สีแดง)

ระบบกลอนประตู เหมือนกับรุ่น 4 Door 2.8 G คือใช้กุญแจรีโมทคอนโทรล Keyless Smart Entry ที่มีหน้าตาหรูหรามีระดับมากขึ้น สัญลักษณ์ Graphic ประจำรุ่น ถูกออกแบบขึ้นใหม่ ให้สอดคล้องกับกระจังหน้าแบบล่าสุดที่เปลี่ยนแปลงไป

วิธีใช้งาน เพียงแค่พกกุญแจไว้กับตัว แล้วเดินเข้าไปใกล้รถ แค่นั้นเอง กระนั้น ยังต้องกดปุ่มบนมือจับเพื่อสั่งปลดล็อกก่อน แล้วจึงเปิดประตูรถได้ แต่ถ้าต้องการจะล็อกประตู ก็เพียงแค่ใช้นิ้ว กดลงบนปุ่มที่มือจับ อีกครั้งหนึ่ง

ตัวรีโมทกุญแจมีสัญญาณร้อง Alarm ให้กดเตือนเวลาที่คุณเห็นผู้ไม่หวังดี เดินเฉียดกรายย่างเข้าใกล้รถของคุณมากไป นอกจากนี้ ROCCO ยังมี สญญาณกันขโมย และระบบกุญแจแบบ Immobilizer ติดตั้งมาให้จากโรงงาน เหมือนเช่นรุ่น 2.8 G การติดเครื่องยนต์ ใช้วิธีกดปุ่ม Push Start

ส่วน Rocco 2.4 ลิตร จะมาพร้อม กุญแจ Remote พร้อมสวิตช์ล็อก – ปลดล็อก และสวิตช์กดส่งเสียงเตือนผู้มาย่างกราย ดอกกุญแจ ซ่อนไว้ และกดปุ่มให้กางออกได้แบบมีดพกเดินป่า การติดเครื่องยนต์ ใช้วิธีเสียบกุญแจแล้วบิดสตาร์ตที่คอพวงมาลัยเหมือนรถยนต์ปกติทั่วไป

สำหรับผู้ที่มีร่างกายปกติ การเข้า – ออก จากบานประตูคู่หน้า ทำได้สะดวกกว่าที่คาดคิด เหมือนกับ Fortuner เพราะทั้งคู่ถูกออกแบบให้มีช่องทางเข้า และชุดบานประตู ที่สามารถใช้ร่วมกันได้ ข้อดีก็คือ มีมือจับ ติดตั้งบรเวณเสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ซึ่งช่วยให้คุณโหนตัวหลังก้าวขึ้นไปยืนบนบันไดรถ ก่อนหย่อนก้นลงนั่งบนเบาะได้สะดวกขึ้น

แต่สำหรับผู้สูงอายุ หรือผู่ที่มีปัญหาด้านกายภาพ การปีนขึ้นลงจาก Revo 4×4 หรือ 4×2 PreRunner ทุกคัน ต้องใช้เรี่ยวแรงและพละกำลังค่อนข้างมาก จนอาจส่งผลต่ออาการบาดเจ็บที่มีอยู่แล้วดั้งเดิมได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับรถกระบะหรือ SUV แบบยกสูงที่สร้างจากพื้นฐานรถกระบะ ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ อยู่แล้ว

ชุดบันไดด้านข้าง ออกแบบขึ้นใหม่ให้มีความกว้างช่วงบันได เพิ่มขึ้น กระนั้น พื้นผิวบนบันได ยังคงเป็นพลาสติกกัดลายสากๆธรรมดา อาจก่อโอกาสให้คุณลื่นหกล้มได้ ในวันฝนตกหนัก หรือเหยียบโคลนเลนเพื่อก้าวขึ้นรถด้วยความจำเป็น ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

แผงประตูด้านข้าง ขึ้นรูปจาก พลาสติก HDPE (High-Density Polyethlyne) ประดับด้วย Trim พลาสติกตกแต่งสีดำเงา Piano Black มือจับเปิดประตูด้านใน เป็นพลาสติกชุบโครเมียม ให้ดูสมฐานะของการเป็นรุ่น Top of the Line อีกนิด มีพนักวางแขนติดตั้งอยู่ในระดับเหมาะสมดีแล้ว แถมยังหุ้มหนังในบริเวณดังกล่าว เพื่อความสบายในการวางท่อนแขนมากยิ่งขึ้น ด้านล่าง มีช่องใส่ขวดน้ำดื่มขนาดใหญ่ และช่องใส่เอกสารมาให้ครบทั้ง 2 ฝั่ง ใช้งานได้อเนกประสงค์ ดีกว่าคู่แข่งหลายคันในตลาด

ภายในห้องโดยสารของ Revo ROCCO ตกแต่งด้วยโทนสีดำทั้งหมด ตั้งแต่เพดานหลังคา ลงมาถึงแผงหน้าปัด เบาะนั่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งพรมปูพื้นรถ

เบาะนั่งคู่หน้า ยกชุดใช้ร่วมกันได้ทั้ง Hilux Revo ,Fortuner และ Innova Crysta นั่นแหละครับ รุ่น ROCCO จะเปลี่ยนจากหนังหุ้มเบาะสีน้ำตาลเข้ม มาเป็นสีดำ เรียบๆ พื้นๆ แทน

เบาะนั่งฝั่งคนขับของ ROCCO ทั้ง 2.8 และ 2.4 ลิตร จะเหมือนกับรุ่น 4 ประตู 2.8 V เดิม คือมีสวิตช์ไฟฟ้า ด้านข้างฐานเบาะ สำหรับปรับตำแหน่งเบาะเลื่อนขึ้นหน้า – ถอยหลัง ปรับเอน รวมทั้งยกเบาะรองนั่งสูง – ต่ำ รวมแล้วได้ 6 ทิศทาง ส่วนเบาะนั่งฝั่งผู้โดยสาร ปรับเลื่อนตำแหน่ง และปรับเอนด้วยกลไกคันโยกแบบปกติ

พนักพิงหลัง ยังคงออกแบบให้รองรับแผ่นหลังได้ตามมาตรฐาน Toyota คือ แม้จะมีปีกข้างเสริมช่วงสีข้างลำตัวผู้ขับขี่มาให้รู้สึกนุ่มแน่นกำลังดี โดยเฉพาะช่วงหัวไหล่ ที่ออกแบบให้รองรับได้ดีมากกว่ารุ่นเดิมอย่าง Vigo แถมยังดีกว่าคู่แข่งหลายๆรุ่นในตลาด ทว่า บริเวณแผ่นหลังโดยเฉพาะช่วงกลางพนักพิงหลัง ยังคงจมลงไป จนอาจทำให้ปวดหลังได้ หากคุณมีน้ำหนักตัวเยอะกว่าชาวบ้าน หรือต้องทนนั่งนานๆ หลายชั่วโมง ต่อให้เสริมฟองน้ำบริเวณบั้นเอวมาให้แล้ว ก็ยังแอบนั่งไม่สบายตัวอย่ดี ถ้าขับขี่ในระยะทางใกล้ๆ ยังยอมรับได้ แต่ถ้าหากต้องเดินทางไกล ควรหาหมอนใบเล็กๆมาดันบริเวณกลางหลังสักหน่อย จะดีกว่า

พนักศีรษะนุ่มและพิงได้สบายกว่าที่คิด ดันศีรษะเพียงนิดเดียว ในระดับยอมรับได้ ออกแบบมาให้มีองศาการเอียงเหมาะสมมาก แต่แปลกว่า น้ำหนักของพนักศีรษะ เหมือนจะหนักกว่าที่เคยเจอในรถยนต์ญี่ปุ่นทั่วๆไป

ส่วนเบาะรองนั่ง แม้จะยาวขึ้นกว่า Hilux Vigo เดิม แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับมาตรฐานของรถยนต์ Toyota ทั่วไป คือยาวไม่เกินช่วงขาพับ แต่ฟองน้ำที่เสริมมาให้ด้านใน นุ่มแน่นกำลังดี ไม่นิ่มจนเกินไป นั่งนานๆ ถือว่า สบายพอใช้ได้

พื้นที่เหนือศีรษะนั้น ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะปรับเบาะนั่งไว้ให้สูงมากน้อยแค่ไหน กระนั้น หากปรับเบาะสูงสุด ระยะห่างจากศีรษะจนถึงเพดานของ Revo ยังไงๆก็น้อยกว่า Minivan 7 ที่นั่ง ญาติพี่น้องร่วมตระกูล อย่าง Innova Crysta แน่นอน

เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า เป็นแบบ ELR 3 จุด ปรับระดับสูง – ต่ำได้ พร้อมระบบผ่อนแรงปะทะ และดึงกลับอัตโนมัติ Pre-tension & Load Limiter ส่วนฝาปิดกล่องเก็บของตรงกลาง ซึ่งออกแบบมาให้เป็นพนักวางแขนในตัวนั้น สามารถวางแขนได้พอสบาย มากกว่ารถกระบะรุ่นอื่นๆอยู่พอสมควร

การเข้า – ออก จากบานประตูคู่หลัง ทำได้สะดวกพอสมควร แม้ว่าช่องประตู จะยังมีช่วงกว้าง น้อยกว่าคู่แข่งนิดนึง แต่ถือว่ากว้างขึ้นกว่ารุ่นเดิมชัดเจนอยู่ บานประตูกางออกได้ในระดับ มาตรฐาน พอๆกันกับ Vigo 4 ประตูรุ่นเดิม การติดตั้งมือจับบริเวณเสาหลังคาคู่กลาง B-Pillar มาให้ทั้ง 2 ฝั่ง ช่วยให้การโหนยกร่างกายคุณ ขึ้นไปนั่งบนรถ หรือประคองค้ำยันร่าง ตอนลงจากรถ สะดวกง่ายดายขึ้นมากๆ! จุดนี้ขอชมเชย และหวังว่า Toyota จะไม่ถอดมือจับนี้ออกไป ตลอดอายุตลาดของ Revo ใหม่นี้ อีกหลายปีข้างหน้า

กระจกหน้าต่างด้านหลัง เลื่อนลงมาได้จนสุดขอบราง พนักวางแขนบนแผงประตูคู่หลัง ออกแบบสอดคล้องกับแผงประตูคู่หน้า ด้วยวัสดุแบบเดียวกัน พนักวางแขนด้านหลัง ก็สามารถวางท่อนแขนได้สบายพอดีตั้งแต่ข้อศอกเช่นเดียวกัน ด้านล่าง มีช่อใส่ขวดน้ำดื่มขนาดใหญ่ มาให้ฝั่งละ 1 ตำแหน่ง

พื้นที่โดยสารด้านหลัง ได้รับการปรับปรุงจาก Vigo มาพอสมควร ถึงแม้ว่า เบาะนั่งด้านหลัง จะมีมุมเอนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการออกแบบ จากลักษณะของหัวเก๋งด้านหลังสุด ทำให้ไม่สามารถปรับมุมเอนของพนักพิงหลังได้มากกว่าที่เป็นอยู่นี้แล้ว ถ้านั่งเดินทางไกล ถือว่า พอจะสบายอยู่บ้าง ด้านบนของพนักพิง ซัพพอร์ตช่วงหัวไหล่ผู้โดยสารได้ดี แม้ว่าช่วงกลางจะบุ๋มลงไปสักหน่อย ส่วนช่วงเอว ถือว่า ยังรองรับได้ดีอยู่ประมาณหนึ่ง

เบาะรองนั่ง มีขนาดสั้น ตามธรรมชาติของรถกระบะ 4 ประตูทั่วไป แต่ตัวเบาะ ออกแบบให้มีหลุมสำหรับหย่อนก้นลงไปได้สบายๆ ฟองน้ำเป็นแบบนุ่มแน่นดุจรถยุโรปชั้นดี นั่งแล้ว ไม่ถึงขั้นต้องชันขามากนัก ถือว่า เบาะรองนั่งด้านหลัง ดีงามมากเป็นอันดับต้นๆของบรรดารถกระบะ 4 ประตูในตลาดบ้านเรา

ไม่เพียงเท่านั้น เบาะรองนั่ง ยังสามารถยกขึ้นมา โดยใช้ขอเกี่ยวดั้งไว้กับเสาพนักศีรษะ เพื่อเพิ่มพื้นที่วางสิ่งของทรงสูง ในยามจำเป็น เช่นต้นไม้พร้อมกระถาง หรือข้าวของที่ต้องวางพาดในแนวทะแยงตั้ง ได้อีกด้วย เหมือนเบาะ Ultra Seat ของ Honda Jazz นั่นเอง แนวคิดนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีในการนำมาประยุกต์กับรถกระบะ 4 ประตู รุ่นใหม่ๆ อีกทั้งใต้เบาะ ยังมีช่องเก็บเครื่องมือประจำรถพร้อมฝาปิดพลาสติกบุทับด้วยพรมปูพื้นรถอีกชั้นหนึ่ง

พนักศีรษะ นิ่มกลางๆ แน่นนิดๆ ไม่ดันหัวเลย เพียงแต่ว่า มันมีขนาดใหญ่ เอาใจคนไซส์ยุโรป โผล่ขึ้นมาค่อนข้างสูง จึงอาจจะบดบังทศนวิสัยขณะถอยหลังเข้าจอดได้บ้าง ส่วนพนักวางแขนแบบพับเก็บได้ พร้อมช่องวางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง สามารถวางแขนได้เกือบพอดี ตั้งแต่ข้อศอกลงไป ยังเตี้ยไปเพียงเศษเสี้ยวมิลลิเมตรนิดเดียวเอง พอยอมรับได้

พื้นที่เหนือศีรษะ สำหรับคนตัวสูงไม่เกิน 180 เซ็นติเมตร ถือว่า สบายมากๆ แต่ถ้าสูงเกินกว่านี้ ต้องดูว่า ช่วงลำตัวยาวกว่าท่อนขาหรือไม่ เพราะถ้าเป็นกรณีดังกล่าว ก็จะนั่งสบาย หัวไม่ติด อาจต้องชันขาเพิ่มนิดนึง แต่ถ้าช่วงลำตัวยาวกว่าท่อนขา ก็อาจเหลือพื้นที่ว่างเหนือศีรษะลดลง

พนักวางแขนแบบพับเก็บได้ ตรงกลางพนักพิงหลัง พร้อมช่องวางแก้ว 2 ตำแหน่ง ใช้งานได้ดี วางแขนได้ดี อย่างที่เราคาดหวัง ส่วนเข็มขัดนิรภัยด้านหลัง เป็นแบบ ELR 3 จุด ทั้ง 3 ตำแหน่ง ด้านบน มีขอเกี่ยวยึดสัมภาระ รวมทั้งมี จุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็กมาตรฐาน ISOFIX มาให้ครบทั้งฝั่งซ้ายและขวา แถมยังมีมือจับยึดเหนี่ยวจิตใจ (ศาสดา) ให้มาครบ 4 ตำแหน่งเลยทีเดียว!

แผงหน้าปัดด้านบนสุดของทุกรุ่นเป็นพลาสติกขึ้นรูปสีดำ มีการจัดวางตำแหน่งให้นาฬิกาแบบดิจิตอล และสวิตช์เปิด – ปิดไฟฉุกเฉิน Hazard Light อยู่ด้านบนสุด ขนาบข้างด้วยช่องแอร์ทั้ง 2 ฝั่ง ถัดลงมาเป็นวัสดุตกแต่ง Trim สีดำเงา คาดยาวจากช่องแอร์ฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า จนถึงชุดมาตรวัด บริเวณกึ่งกลางแผงหน้าปัดด้านหน้าเป็นหน้าจอควบคุมเครื่องเสียง ด้วยระบบสัมผัส TouchScreen และด้านล่างสุดเป็นแผงควบคุมเครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ พร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ Digital สีฟ้า สวิตช์ควบคุมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part-time สวิตช์เปิด – ปิดการทำงานของ ระบบล็อกเฟืองท้าย ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ระบบป้องกันการลื่นไถล และระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ รวมถึงช่องชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้า Power Outlet 12 โวลต์ โดยสวิตช์ทั้งหมด จะเรืองแสงด้วยแสงสีฟ้า ดูสวยงามทันสมัย แตกต่างจากสมัย Vigo ที่ใช้ไฟสีเขียวซึ่งมีต้นทุนถูกกว่า เป็นหลัก

ด้านบนเพดานและเสาหลังคาของทุกรุ่น จะเป็นพลาสติก และผ้าโทนสีดำ ติดตั้งกระจกมองหลังแบบตัดแสงรบกวนด้วยการดึงสลักแบบธรรมดามาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารและไฟอ่านแผนที่สามารถแยกเปิด – ปิด ทั้งฝั่งซ้ายและขวาได้อย่างอิสระ หรือจะตั้งค่าให้ทำงานตามการเปิด – ปิดประตูก็ได้เช่นกัน ด้านข้างของไฟอ่านแผนที่จะเป็นม่านบังแดดสีดำ พร้อมที่เก็บนามบัตรฝั่งผู้ขับขี่ และกระจกแต่งหน้าแบบมีฝาปิด ฝั่งผู้โดยสาร

จากขวา มาทางซ้าย

แผงควบคุมสวิตช์กระจกหน้าต่างไฟฟ้า ของ ROCCO โดดเด่นกว่าชาวบ้าน หรือแม้แต่พี่น้องร่วมตระกูล Revo ด้วยกันเองหลายรุ่นย่อย เพราะเป็นแบบ One-Touch Auto เลื่อนขึ้น – ลง ได้เพียงกดหรือยกสวิตช์จนสุดเพียงครั้งเดียว พร้อมระบบป้องกันการหนีบเมื่อมีสิ่งกีดขวาง Jam-Protection ให้มาครบทั้ง 4 บาน

กระจกมองข้าง ทุกรุ่น ปรับได้ด้วยสวิตช์ไฟฟ้า แบบหมุนและเลื่อนขึ้น – ลง ซ้าย – ขวา ไมใช่แบบแป้นสี่เหลี่ยม เหมือน Toyota รุ่นเก่าๆในสมัยก่อน อีกทั้ง สามารถพับกระจกมองข้างเก็บด้วยปุ่มไฟฟ้า

ใต้ช่องแอร์ฝั่งขวา เป็นช่องวางแก้วแบบมีฝาปิด กางออกมา มีตัวล็อก สไตล์เดียวกับทั้ง Fortuner และ Innova Crysta แต่งานออกแบบต่างกัน เป็นอะไหล่คนละชิ้น ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ถัดมาอีกนิด รุ่น ROCCO ให้สวิตช์ ติดเครื่องยนต์แบบกดปุ่ม Push Start ทำงานร่วมกับ รีโมทกุญแจ Smart Key

ถัดลงไป เป็นตำแหน่งติดตั้ง คันโยกดึงเปิดฝาถังน้ำมัน และคันโยกดึงเพื่อ เปิดฝากระโปรงหน้า ทางซ้ายมือ ใต้คอพวงมาลัย เป็นตำแหน่งของถุงลมนิรภัยสำหรับหัวเข่า เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาให้ครบทุกรุ่น

พวงมาลัย ของทุกรุ่น เป็นแบบ 3 ก้าน ปรับได้ 4 ทิศทาง Tilt & Telescopic (ขึ้น – ลง และ เข้า – ออก) วงพวงมาลัยห้วยด้วยหนังสีดำ เย็บตะเข็บด้ายสีขาว ก้านพวงมาลัยตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงา ประดับโลโก้สามห่วงชุบโครเมียมไว้ตรงกลาง บนก้านพวงมาลัยฝั่งขวา เป็นสวิตช์ควบคุมและเรียกดูข้อมูลบนหน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบสี TFT ส่วนฝั่งขวา เป็นสวิตช์ควบคุมชุดเครื่องเสียง ระบบสั่งการด้วยเสียง และการใช้งานโทรศัพท์

วงพวงมาลัย มีขนาดจับกระชับมือกำลังดี ก็จริงอยู่ แต่ ระยะห่างจากขอบด้านบนของแผงหน้าปัด ยังน้อยไปหน่อย ยังไงๆ ก็ต้องปรับพวงมาลัยยื่นตำแหน่งออกมา ให้ห่างขึ้นอีกนิดนึง เพื่อให้การปรับตำแหน่งนั่งขับ ถูกต้องตามหลัก สรีรศาสตร์

ก้านสวิตช์หลังพวงมาลัย ฝั่งขวา (ควอแดรนต์ที่ 4 ของวงพวงมาลัย) สำหรับควบคุมการทำงานของ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบธรรมดา Cruise Control ซึ่งติดตั้งมาให้เป็นพิเศษเฉพาะรุ่น Double Cab 2.8 ลิตร เท่านั้น

ก้านสวิตช์บนคอพวงมาลัย ฝั่งขวา ยังคงเป็นตำแหน่งติดตั้งสวิตช์ควบคุมชุดไฟหน้า ไฟสูง ไฟกระพริบ และไฟเลี้ยว เพิ่มวงแหวนควบคุมไฟตัดหมอก เฉพาะรุ่น 2.8 V และ 2.8 G ส่วนก้านสวิตช์ฝั่งซ้าย ยังคงควบคุมชุดใบปัดน้ำฝน พร้อม หัวฉีดน้ำล้างกระจก ทั้งด้านหน้าละด้านหลัง (เฉพาะรุ่น 2.8 V และ 2.8 G ใบปัดน้ำฝนด้านหน้า เป็นแบบตั้งเวลาหน่วงได้)

หัวเกียร์ หุ้มด้วยหนัง ประดับด้วยพลาสติกสีดำเงา ส่วนฐานคันเกียร์ ประดับด้วย Trim พลาสติกสีดำเงา Piano Black

Previous Post

N2110032 เป นล กต ดเจอพ อเล ยงด โชคด ไป แต าโชคไม จะเป นแบบน part2

Next Post

N2110033 เม ยหลวงก บเม ยน อย คนเก าก บคนใหม ณจะเล อกใคร #พ คตอนจบ part2

Next Post
N2110033 เม ยหลวงก บเม ยน อย คนเก าก บคนใหม ณจะเล อกใคร #พ คตอนจบ part2

N2110033 เม ยหลวงก บเม ยน อย คนเก าก บคนใหม ณจะเล อกใคร #พ คตอนจบ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2501077 สาม วยไรไม ได แล วย งเห นแก part2
  • N2501070 แม สอนล กผ ดๆ ทำให คนอ นเด อดร อน part2
  • N2501071 เม ยล บอยากม วตน เม ยหลวงอย างเราจะไม ทนให เส ยเวลา part2
  • N2501069 จากคนร กก นตอนน เหม อนไม กก part2
  • N2501073 อย านหล งเด ยวก นแต กเหม อนอย คนเด ยว part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • January 2026
  • October 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.