แต่สิ่งถ้าน่าสนใจคือรถต้นแบบ A:Wind สองคันที่นำมาจัดแสดงในงาน

เนื่องจาก A:Wind คันนี้ คือรถที่ถูกออกแบบมาเพื่อการผลิตขายจริงในประเทศไทย และจะส่งออกไป
ขายในต่างประเทศด้วย โดยจัดเป็นรถกลุ่ม A-Segment ขนาด 1.0 ลิตร ที่รองรับตลาดลูกค้าที่
ต้องการความประหยัดยิ่งกว่า Eco car เข้าไปอีก โดยสเป็คตัวถังที่ Suzuki แจ้งมานั้นคือ
ยาว 3,600 ม.ม. กว้าง 1,600 ม.ม. สูง 1,540 ม.ม. ฐานล้อยาว 2,425 ม.ม. ใช้เครื่องยนต์ 996 ซี.ซี.
ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า
และถ้าเป็นจริงได้ตามที่ Suzuki แจ้งในเอกสาร Press Kit พวกเขาจะเริ่มเดินสายการผลิตเจ้ารถรุ่นนี้
ในปีหน้า!
Tata
ขนเอามาโชว์ทั้ง SUV ทรงแปลกอย่าง STORME และรถเก๋งอย่าง Indigo ที่นั่งเบาะหน้าแล้ว
ยังงงกับเรือนหน้าปัดที่ความเร็วกับวัดรอบเล็กมาก แต่มีเบาะหลังที่ใหญ่ใช้ได้เลย

สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพลังความคิดของ Tata ในวันนี้คือรถ Nano ที่ไม่ได้ใหม่อะไร แต่ยังเป็นสัญลักษณ์
แสดงขีดความสามารถ ทำรถเล็กนิดเดียวให้นั่งได้สี่คนโดยการจัดพื้นที่ห้องโดยสารอย่างฉลาด
และนอกจากนั้น Tata Aria ที่จอดอยู่ด้านหลังก็เป็นรถตู้ที่มีดีไซน์เข้าตากรรมการอย่างแรง
ถ้าเทียบกับผลงานช่วงก่อนอย่าง STORME หรือรถเก๋งรุ่นเก่า

Tata อาจยังไม่ใช่รถในสายตาคนไทยส่วนมาก แต่เชื่อว่าหากมีคำสั่งอนุมัติให้ศึกษาและสร้างรถ
ที่จะสามารถทำให้คนไทยพึงพอใจได้โดยไม่ต้องยึดนโยบายและรสนิยมของอินเดียเมื่อไหร่
ผมเชื่อว่าพวกเขาจะมีฝีมือในการสร้างรถที่อาจทำให้พวกเราแปลกใจ
Toyota/Lexus
งานนี้ทุกคนพุ่งความสนใจไปที่ Yaris ตัวใหม่มากที่สุดตามฟอร์ม

Yaris ใหม่ คือรถ Eco car ที่ขนาดค่อนข้างโตกว่าใครเพื่อนในกลุ่ม 5 ประตูท้ายตัด ใช้เครื่อง 3NR-FE
1.2 ลิตร กับเกียร์ Super CVTi วางลงบนโครงสร้างที่มีพื้นฐานเดียวกันกับ Vios และวางราคาจำหน่าย
เอาไว้ที่ 469,000-599,000 บาท ซึ่งถ้าหากใครที่ไม่ได้นิยมรถแรงแซงระห่ำ ชอบรถท้ายตัด แต่ไม่ได้
ซื้อ Swift หรือ Mirage เพราะต้องการตัวถังที่ใหญ่กว่านั้น ก็น่าลองมานั่ง Yaris ดู เพราะผมได้ลองนั่งมาแล้ว
ขอบอกว่าเบาะหลังนั่งสบายจนคิดไปว่าโล่งสบายกว่า Vios นิดๆด้วยซ้ำ ถ้าต้องนั่งไกลๆก็คงไม่บ่น
ประโยคนี้จริงแท้แค่ไหน มาให้เห็นด้วยตาตัวคุณเอง ส่วนด้านหน้า..มันก็คือ Vios นั่นแหละครับต่างกันนิดเดียว

สำหรับโปรโมชั่นในงานนี้ของ Toyota แน่นอนครับว่ามีแคมเปญจองรถลุ้นสิทธิ์ชิงรถ 50 วัน 50 คัน
ตามแคมเปญหลักของค่าย และ Camry 2.0, Prius มีโปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% 36 เดือนให้ลองศึกษาดู
และถ้าจำไม่ผิด เกือบทุกโมเดลมีฟรีประกันชั้นหนึ่งครับ
Note: สำหรับ Yaris ที่ใส่ยางติดรถให้มาเป็น Goodyear แบบยางประหยัด แต่ยางอะไหล่กลับเป็น
Bridgestone Ecopia นั้น…ถ้าทำได้ผมอยากให้ทำกลับกัน..จะไหวป่าว หุหุ

Lexus ในงานนี้ รถที่ใหม่สดที่สุดก็เห็นจะเป็น GS300h ซึ่งก็คือบอดี้ GS ที่ใช้ขุมพลังขับเคลื่อนตัวเดียว
กับ IS300h นั่นเอง โดยเป็นแบบ 4 สูบ 2.5 ลิตร 181 แรงม้า เสริมพลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้มี
แรงม้ารวมของทั้งสองระบบเป็น 223 แรงม้า ออพชั่นการตกแต่งจะไม่มีรุ่น F-Sport ให้เลือก
แต่จะแบ่งออกเป็นรุ่น Luxury ราคา 4,090,000 บาท และรุ่น Premium 4,290,000 บาท
และรุ่น Premium พร้อม Moonroof ราคาจะเพิ่มไปเป็น 4,490,000 บาท (มีระบบNaviทุกรุ่น แต่
ใช้จอกลางคอนโซลขนาด 8 นิ้ว เท่ากับ GS250F-Sport ซึ่งจะเล็กกว่าของ GS350และ450h)
และไม่มีระบบ Lexus Dynamic Handling Control มาให้
แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรเด่น แต่อย่าเพิ่งดูถูกพลังขับ Hybrid 2.5 ลิตร เพราะในบอดี้ IS-Series
นั้นเราพบว่ามันให้อัตราเร่งดีกว่าเครื่อง 2.5 ลิตรใน IS250 เสียอีก และการที่เป็น Hybrid ก็ทำให้
สามารถตั้งราคาได้ถูกลงจากส่วนลดภาษี ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเสียเวลาคิดก่อนซื้อน้อยลง
Volkswagen
มีแค่รุ่น Caravelle รถตู้หรู 8 ที่นั่ง ลำตัวยาว 5,292 ม.ม. เครื่องยนต์ดีเซลไบเทอร์โบ 2.0 ลิตร 180แรงม้า
ขายในราคา 3.45 ล้าน และ Multivan ที่ลำตัวสั้นกว่า แต่ราคา 3.98 ล้านบาท

งานนี้ไร้วี่แววของ Golf Mk.7 ทำให้บรรยากาศของบูธจะมีผู้สนใจที่เป็นระดับนักธุรกิจมองหารถครอบครัว
เป็นส่วนมาก แต่สิงห์เท้าหนักทั้งหลายจะไม่อุ่นหนาฝาคั่งเหมือนสมัยที่มี Golf/Scirocco เป็นตัวเอก
อย่างไรก็ตามถ้าจองรถตู้สองรุ่นดังกล่าวข้างต้น ก็มีสิทธิ์ลุ้นได้ขับ Scirocco ฟรี 1 คันนะครับ
Volvo
หลังจากที่ปรับทัพปรับรุ่น รวมทั้งเอา V40 เข้ามาเสริมตลาดCHICK ให้กับแบรนด์และได้รับความสนใจ
มากพอควร ในวันนี้ Volvo ก็สานต่อสำหรับคนชอบรถใต้ท้องสูงด้วยการนำรุ่น V40 Cross Country
เข้ามาขาย

Volvo V40 Cross Country ยกตัวถังสูงกว่ารุ่นธรรมดา 40 ม.ม. เหมาะกับสภาพถนนกึ่งคลองของ
กทม.ในช่วงหน้าฝนมากยิ่งขึ้น แต่ระบบขับเคลื่อนยังเป็นแบบ 2 ล้อหน้า (บางคนเข้าใจว่าขับสี่..ไม่ใช่นะครับ)
ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 5 สูบ 2.0 ลิตรเทอร์โบ 213 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ รองรับน้ำมันเบนซินตั้งแต่
95 ถึง E20 (ในเอกสารชุดหนึ่งไม่ได้บอกว่ารองรับ E85 ส่วนใบราคาดันเขียนว่า Flexifuel แหล่งข่าว
ก็มาจากVolvo เองทั้งคู่ ดิชั้นไม่รู้จะเชื่อใคร) ราคาขายในปัจจุบันตั้งเอาไว้ที่ 1.92 ล้านบาท
ส่วนรถรุ่นอื่นเช่น S60 และ S80 ก็ได้รับการปรับโฉม เช่นเปลี่ยนกันชนหน้า-หลัง เปลี่ยนรายละเอียดไฟหน้า
เพิ่ม Daytime Running Light (DRL) โดย S60T4F ตัวถูกสุดอยู่ที่ 1,929,000 บาท และตัว S จะตั้งราคาไว้
2,199,000 บาท ส่วน S80 จะมีสามเครื่องยนต์คือ S80T4F 1.6 ลิตร 180 แรงม้า ราคา 2,575,000 บาท
S80T4 2.0ลิตร 203 แรงม้า ราคา 2,899,000 บาท และ S80D4 2.0 ลิตรดีเซลเทอร์โบ 163 แรงม้า
ราคา 2,799,000 บาท
ในภาพรวม ณ ปัจจุบัน Volvo จึงนับเป็นแบรนด์พรีเมียมที่ให้ความปลอดภัยครบครันและราคาค่อนข้าง
ถูกกว่าคู่แข่งจากเยอรมัน แต่เราไม่แน่ใจว่าจะใช้ความได้เปรียบจุดนี้ได้อีกนานแค่ไหนเพราะอย่างที่เห็น
ว่า Mercedes-Benz ในวันนี้ก็เริ่มทำราคาสู้เกรย์แล้วเหมือนกัน
——————————————————————————–
เป็นอันว่าเสร็จบทความ สรุปไฮไลท์ในงาน Motor Expo 2013 แล้ว
ปีนี้ เป็นปีที่มีความหลากหลายของยนตรกรรมมากที่สุดอีกครั้งนึง และรับรองว่า
ไม่ว่าคุณจะมองรถ Segment ไหนอยู่ ก็จะมีรถให้ดูกันอิ่มถ้วนหน้า
แต่อย่าลืมนะครับ เห็นรถแล้ว ลองจับคลำดูแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้ขับ ก็อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ
ซื้อรถคันนึงไม่ใช้เงินน้อยๆ บางคนต้องผ่อนกันไปอีกนาน จากลูกเรียน ม.1
ก็ผ่อนกันจนลูกเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้นการเลือกรถนี่ ถึงแม้ไม่ร้ายแรง
เหมือนเลือกคู่สมรส แต่ก็ควรใช้เวลากับมันมากกว่าการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์นะครับ
ขอให้ใช้ข้อมูล ใช้การลอง การคำนวณยอดต่างๆ รวมถึงคาดการณ์รูปแบบ
การใช้งานของตัวเอง จากวันนี้ ไปจนถึงวันที่ผ่อนหมด ว่ารถคันนั้นๆสามารถรองรับการใช้งาน
ของเราได้นานแค่ไหน
มีโอกาสคิด จัดเลย ก่อนเสียเงิน..และขอให้ความสุขมีแก่ทุกท่านนะครับ
Commander CHENG : แม้จะเปิดตัวอย่างธรรมดาๆด้วยรุ่น 520i 129 แรงม้า ที่ยังแรงสู้คู่แข่งไม่ได้ แต่ในภายหลัง BMW ประเทศไทยขอแรง อาจารย์ ศิริบูรณ์ เนาว์ถิ่นสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์ระดับแถวหน้าของประเทศไทย เพื่อช่วยเสกพละกำลังให้กับเครื่อง M20 บล็อคเดิม ซึ่งในท้ายสุดก็ทำให้คนไทยได้ใช้ซีรีส์ 5 เพิ่มออกมาอีก 2 รุ่น ได้แก่ 520iS ใช้เครื่องยนต์ M20 ที่ขยายความจุเป็น 2.7 ลิตร แรงม้ากระโดดเพิ่มเป็น 160 แรงม้า และตามมาด้วยรุ่น S5 ซึ่งใช้ท่อนล่าง 2.7 ลิตรเหมือนกัน แต่มีการลงแรงแต่งฝาสูบให้ไอดีไอเสียไหลเข้าออกดีขึ้น แรงม้าพรวดขึ้นเป็น 190 แรงม้า ซึ่งนับว่าสูงมากสำหรับรถบ้านที่ใช้ฝาสูบแบบ 2 วาล์วต่อสูบ ผมรู้สึกชอบเป็นการส่วนตัวเพราะมันเป็นเวอร์ชั่นที่มาจากมันสมองของคนในชาติเรา ที่ทำไปทำมาแรงกว่า M20 2.5 ของรถจากเมืองนอกเสียอีก
แต่ต่อมาไม่นาน ในปี 1991 เครื่องบล็อค M50 ถูกนำมาใช้แทนที่ ชูจุดเด่นในการขายด้วยการเป็นเครื่อง 4 วาล์วต่อสูบ 2.0 ลิตร 150 แรงม้า และ 2.5 ลิตร 192 แรงม้า ถาม…ว่าทำไมคิดว่ามันเป็นจุดเด่น .? อ๋อ..ก็เพราะ 520i กับ 525i ยุคนั้นน่ะจะมีป้าย 24V แปะหราอยู่ด้านท้ายเพื่อบอกว่า อั๊วะมีวาล์วตั้ง 24 ตัวนะเฟ้ย ถ้าลื้อมีมากกว่านี้ก็แซงไปเลย (ป้าด) แล้วถัดมาในปี 1993 เมื่อรัฐปรับโครงสร้างภาษี คิดภาษีรถที่ความจุเกิน 2,400 ซี.ซี.สูงขึ้น BMW ก็หันมาปรับเครื่องยนต์ลดความจุลงเหลือ 2.4 ลิตร 188 แรงม้า มีระบบแค็มแปรผันมาให้ใช้ การที่ BMW ตัดสินใจลดความจุลงเพียง 0.1 ลิตรนี้กลายมาเป็นกุญแจสำคัญที่ดันให้ยอดขายของ 5-Series สูงขึ้น รับกับเศรษฐกิจยุคฟองสบู่กำลังพอง..พองได้ที่ เพราะภาษีที่ถูกกว่าทำให้เป็นรถพรีเมียมเครื่อง 6 สูบที่ราคาน่าจับมาจอดในบ้าน แค่ 2 ล้านต้นๆเท่านั้น

J!MMY : อันนี้เป็นรถที่แปลกอย่างนึงคืออายุยิ่งมาก ราคายิ่งถูกลง อย่าง 525i รุ่นแรกๆนั้นเปิดมาด้วยราคา 2.5 ล้าน ต่อมาเมื่อเป็นรุ่น 2.4 ลดราคาลงมาเหลือ 2.34 ล้าน ในช่วงท้ายสุดของอายุตลาดนั้นวิกฤติต้มยำกุ้งเล่นงานจนหลายคนไม่กล้าออกรถแพงๆ ประกอบกับ E39 ตัวใหม่จะมาถึงไทยอยู่แล้ว เลยมีการหั่นราคาลดลงมาเหลือ 1.88 ล้านบาทเท่านั้น ใครมีเงินซื้อช่วงนั้นถือว่าได้กำไรไปเลย 5-Series รุ่นนี้ยังเป็นที่นิยมของบุคคลมีชื่อเสียง ดารา หรือแม้แต่คุณบอย วรพล สิงห์เขียวพงษ์แห่งนิตยสาร Thaidriver ก็ใช้รถรุ่นนี้ แถมยังมีดาราอีกคนหนึ่ง..คุณมินท์ อาทิตยา ดาราสาวผู้ที่โชคไม่ค่อยดีนัก ขับ E34 กลับบ้านอยู่ดีๆก็มีไอ้ผู้ชายกมลสันดานต่ำมากระทำอนาจารย์โชว์ต่อหน้าสายตาเธอ โชคดีที่มันยังมีกระจกบางๆกับประตูกั้นเอาไว้ และโชคดีที่คุณยายของคุณมินท์ออกจากบ้านมาพบพอดี คุณยายเลยกลับเข้าบ้านไปคว้าปืนมาไล่ยิงไอ้ผู้ชายคนนั้นจนต้องซิ่งมอเตอร์ไซค์หนี ล้มลุกคลุกคลานไม่เป็นท่า
Commander CHENG : แล้วมันเกี่ยวกับรถตรงไหนวะไอ้อันหลังเนี่ย ขอเสริมให้อีกนิดว่านอกจากรุ่น 4 ประตูที่พบเห็นกันทั่วไปแล้วบริษัทไทยยานยนต์ที่เป็นผู้แทนจำหน่ายในช่วงนั้นยังนำรุ่นแปลกๆเข้ามาขาย ที่พบเห็นกันบ่อยที่สุดคือ 520iA Touring ซึ่งเป็นบอดี้สเตชั่นแวก้อน ใช้เครื่อง 2.0 ลิตร 150 แรงม้าจำหน่ายในราคา 2.24 ล้านบาท รถรุ่นนี้นำมาใช้ต่อกรกับ E220 สเตชั่นแวก้อนจากค่ายดาวสามแฉกโดยเฉพาะ แต่ดูเหมือนจะแพ้ในเรื่องยอดขาย นอกจากนี้ก็มีรุ่น 530iA ซึ่งมาแปลกตรงที่แม้ความจุจะแค่ 3.0 ลิตร แต่รูปแบบเครื่องยนต์กลับเป็น V8 32 วาล์วอลูมินั่มทั้งก้อน 218 แรงม้า ตั้งราคาขายเอาไว้ 3.8 ล้านบาท
———————————————————————————-
BMW 3-Series E36: สุดยอดแห่งรถพรีเมียมระดับเล็กที่ตอบสนองอย่างครบครัน
J!MMY : จะมีใครหาว่าลำเอียงไหมเนี่ย 3-Series เข้าป้ายทั้ง 2 รุ่นเลย?
Commander CHENG : มีสิ แต่ลองคิดดูดีๆก่อน ว่าในตลาดรถ Premium ตัวถังขนาดเท่านั้น ณ ช่วงเวลานั้นมีใครที่เรียกได้ว่าเจ๋งทั้งในด้านเทคนิค ด้านการออกแบบ และสมรรถณะเท่า E36 อีกหรือไม่? ไฟหน้าแบบกลมข้างละคู่เหมือนเดิม แต่คราวนี้มีกระจกใสครอบมาให้ ดีไซน์ของรถรุ่นนี้ถูกนำมาใช้กำหนดทิศทางรูปลักษณ์ของ BMW รุ่น 5 และ 7-Series ที่ตามออกมาภายหลัง ช่วงล่างด้านหลังพัฒนาจากเซมิเทรลลิ่งอาร์มใน E30 มาเป็น Central Link ก็คือมัลติลิงค์แบบของ BMW นั่นล่ะ การกระจายน้ำหนักของตัวรถถูกกำหนดให้ใกล้เคียง 50:50 มากที่สุด ทางด้านเครื่องยนต์ก็มีเครื่อง 4 สูบเรียง 2 วาล์วต่อสูบ 113 แรงม้า ในปี 93 มีการนำเอาเครื่องจาก 525iA 2.4 มาใส่ ก็กลายเป็น 325i อีก ดังนั้นถ้าลองมามองคู่แข่งอย่าง C-Class แล้วล่ะก็ Mercedes-Benz จะทำได้ดีกว่าในแง่ของความสบายในการโดยสาร แต่ในเรื่องของการขับขี่ BMW ขับได้สนุกกว่า (ยกเว้นช่วงล่างเดิมของ 325i ที่ขอให้ด้านหน้าแข็งกว่านี้สักหน่อยเถอะ) และถ้าเอาราคามาเป็นตัวเทียบด้วยแล้วล่ะก็จะเห็นได้ว่าในงบประมาณที่ใกล้เคียงกันนั้น BMW จะได้รุ่น 6 สูบ ในขณะที่เบนซ์จะได้รุ่น C220 หรือถ้าหากเทียบรุ่นพื้นฐานอย่าง C180 กับ 318i กันแล้ว สมัยนั้นราคาต่างกัน 40 หมื่น ซึ่งก็ไม่ใช่น้อยๆเลย และดูเหมือนว่า E36 จะมาถูกเวลา เพราะได้ใช้ชีวิตเกือบ 5 ปีอยู่ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น จึงสร้างยอดขายได้น่าชมเชย ผู้คนนิยมซื้อหามาใช้กันเยอะ แล้วก็เหมือน 124 ของเบนซ์อยู่ประการหนึ่งคือแม้รุ่น 318i จะขายดีกว่า แต่จำนวนรถที่เป็นรุ่น 325i ก็มีไม่น้อย
สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะประหลาดสำหรับ E36 ที่ผมจำได้ก็คือ ในช่วงปี 92-93 นั้นชาวบ้านชาวช่องเขาฮิตการทำสีตัวรถแบบคัลเลอร์คีย์ (สีเดียวตลอดคัน) มาตั้งนานแล้ว แต่พอ E36 เปิดตัวออกมากลับมีกันชนเป็นสีดำทั้งชิ้น ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้รถที่น่าจะดูทันสมัยแบบเต็มปากเต็มคำ กลายเป็นแพนด้าไปซะงั้น รถอีกรุ่นที่ขายในเวลาใกล้ๆกันแล้วใช้กันชนโทนสีแบบนี้คือ Opel Astra ส่วนฝั่งรถญี่ปุ่นน่ะ พวกกันชนดำเขาเก็บไว้ใช้กับรุ่นล่างสุดเครื่อง 1.3 ลิตรกันทั้งนั้น..เฮ้อ แต่ไม่นานนักหรอก BMW ก็นำเอากันชนแบบสีเดียวกับตัวรถ คาดแถบกันกระแทกดำมาใส่ให้

J!MMY : ส่วนที่น่าชมเชยสำหรับรถรุ่นนี้อีกอย่างหนึ่งคือ 80% ของชิ้นส่วนต่างๆในรถสามารถนำไปรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ได้ และหลายส่วนของวัสดุต่างๆในรถก็ทำมาจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ดีถ้าไม่ใช่ว่า 10 ปีหลังจากนั้นวัสดุเหล่านี้จะกรอบ ปริ แตก แยก ย่น และสารพันไม่ไหวจะเคลียร์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อนึกถึงรถที่มีบทบาทในการสร้างตลาดกลุ่ม Small Premium Segment แล้ว E36 น่าจะเป็นรถคันนั้น เพราะ E30 ยังถือว่าค่อนข้างเอียงไปทางตลาดทั่วไปอยู่มาก ด้วยราคาขายปลีกที่ถูกกว่า E36 กันคนละเรื่อง
———————————————————————————-
Chevrolet Zafira: ส้มหล่น ณ ประเทศไทย ตกใส่หัว GM
J!MMY : เป็นความบังเอิญที่ GM จะไม่วันลืม เพราะเมื่อหมดสัญญากับพระนครยนตรการลง ก็มีความจำเป็นที่จะต้องคิดหาหนทางนำรถรุ่นใหม่เข้ามาขาย ในช่วงแรกนั้นทางบริษัทคิดจะเอารถเก๋งธรรมดาอย่าง Astra มาขาย แต่ในที่สุด เมื่อเห็นแล้วว่า Astra ไม่สามารถขายแข่งกับเจ้าตลาดได้แน่นอน GM เลยยอมกล้าเสี่ยงเพื่อ เปิด segment ใหม่มันซะเลย โดยเอาตลาดมินิแวนที่ตายไปแล้วพักนึงกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง หลังจากที่ Mitsubishi Spacewagon รุ่นแรกได้ทำตลาดมา และหายไปก่อนหน้านั้น
แผนการของ GM ยังรวมถึงการทำตลาดภายใต้ Brand เก่าที่หายไปแล้วนานแล้วอย่าง Chevrolet แทนที่จะเป็น Opel (ซึ่งเป็นค่ายที่ทำรถรุ่น Zafira) โดยหวังผลเพื่อเลี่ยงภาพลักษณ์บริการหลังการขายและการดูแลลูกค้าที่แบรนด์เดิมสร้างไว้ไม่สู้จะดีนัก การตอบรับของลูกค้าสร้างความประหลาดใจชนิดหักปากกาเซียน เพราะ Zafira ทำยอดขายได้ดีเกินคาด แถมยังส่งออกไปขายในยุโรป หลายประเทศ รวมทั้งที่ญี่ปุ่นในชื่อ Subaru Traviq ด้วยอีกต่างหาก ทั้งหมดนี้ Made in ระยอง!

Commander CHENG : จุดเด่นที่นำมาโฆษณาขายก็ประกอบไปด้วย ช่วงล่างและแฮนด์ลิ่งสไตล์รถยุโรป (ก็มันเป็นรถยุโรปนี่หว่า) การจัดที่นั่งแบบ Flex-7 เอนกประสงค์ไปกันทั้งได้คันเดียวจบไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูกหลานปู่ย่า หรือจะใช้เป็นรถขนสุภาพสตรีกับเพื่อนชะนีไปช้อปปิ้งก็ได้ ทีมการตลาดของ Chevrolet ในยุคนั้นถือว่ากล้าได้กล้าเสีย ออกแคมเปญดาวน์ 0% แล้วออกรถได้ทันที (ชื่อแคมเปญซูชิกับสเต็ก) ขนาด Honda เอา Stream มา หวังจะตีค่ายแตกด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์รวมถึงภาพลักษณ์แบรนด์ที่ติดตาติดใจในหมู่คนไทยมากกว่า ก็ยังต้องจ๋อยถอยทัพไปโดยไม่สามารถเอายอดขายมาเทียบกันได้เลย
Zafira มีช่วงชีวิตที่น่าประทับใจและได้สร้างกระแส Mini MPV ให้กลับมาติดตาผู้บริโภคอีกครั้ง …ถึงขนาดฟาดกบาล Honda Stram เสียจนหมอบราบคาบไปเลย จนกระทั่ง Toyota ส่งคำอธิษฐาน (Wish) เข้ามาสู่ตลาด นับแต่นั้นมายอดขาย Zafira ก็ค่อยๆร่วงลงเรื่อยๆ จนในที่สุด ถูกปลดจากการผลิตไป เพราะหมดอายุตลาด โดยไม่มีการนำรถรุ่นใหม่ เข้ามาผลิตขายสืบทอดตำนานกันอีกเลย
———————————————————————————-
Daihatsu Mira: น่าจะเรียกว่า Eco Car ตัวจริงแห่งยุค 90
Commander CHENG: เรามีธุระอะไรกับเจ้ากระป๋องตัวเจ็บนี่หรือ?

J!MMY : สมัยก่อนจริงๆ แล้ว ถ้าย้อนไปในอดีตกาล เรามีรถเล็กๆต่ำกว่า 1.0 ลิตรให้เลือกตั้งหลายรุ่น แต่ในยุคท้ายสุดของรถพวกนี้ มันมาจบเอาที่เจ้า Mira เนี่ยแหละ
สำหรับสเป็คบ้านเรานั้นตอนแรกออกมาเป็นรถกระบะและทำยอดขายได้ดีพอตัวเพราะราคาเริ่มต้นอยู่ที่แค่ 175,000 บาท (1 ใน 3 ของรถ C-Segment ส่วนใหญ่ในขณะนั้น) เครื่องยนต์กระจิ๋วบล็อค ED-10 ความจุแค่ 847 ซี.ซี. มีม้าให้ใช้แค่ 43 ตัวเท่านั้นเอง แต่ใช้งานในเมืองก็คล่องตัวด้วยความยาวตัวถังแค่ 3 เมตรกับอีก 1 ฟุตเท่านั้น แต่ถ้าขายกันแต่โฉมกระบะ ตลาดมันอาจจะแคบไปหน่อย ในภายหลัง ทางพระนครมอเตอร์เลยให้แครี่บอยทำหลังคาไฟเบอร์ติดตั้งในส่วนท้าย ทำให้ทรงดูกลายเป็นรถแฮทช์แบ็คไป โดยมีหลังคาให้เลือก 3 แบบคือ 1. แบบที่ฝาท้ายแยกชิ้น เปิดได้ 2 ส่วน 2. แบบที่เป็นเป็นโครงสร้างหลังคาไฟเบอร์พร้อมบานฝาท้ายเปิดเป็นชิ้นเดียว ส่วนแบบที่ 3 นั้นจะมีกระจกหลังออกแบบให้ดูดีขึ้น ซึ่งเป็นผลงานของ Toyo Fiber และเป็นฝาท้ายปิดเปิดด้วยระบบล็อคสองชั้น กระจกดีไซน์ใหม่ทำจากสวิส ยัง..ยังไม่จบ ต่อจากนั้นก็มีรุ่น Mira New Kids in Town กันชนสีเดียวกับตัวรถ ฝาครอบล้อใหม่ มีเครื่องกรองไอเสีย (ตัวนี้มาจำหน่ายกันช่วงปี 94-95) แล้วก็ยังมีรุ่น Mira Porter ซึ่งเป็นรุ่นที่มีหลังคาไฟเบอร์ แต่ไม่มีเบาะหลัง
ในช่วงท้ายของการตลาดมีรุ่น Mira Mint ราคา 245,000 บาท ซึ่งมีความแตกต่างจากรุ่นอื่นตรงที่มีลักษณะตัวถังเป็นรถสามประตูจากโรงงานเลย ชิ้นส่วนตัวถังหลังคากับเสากรอบต่างๆออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวกันต่อเนื่อง เครื่องยนต์เปลี่ยนระบบจ่ายเชื้อเพลิงมาเป็นแบบหัวฉีด แต่แรงม้าเพิ่มขึ้นแค่ 2 ตัวเท่านั้น ส่วนภายในนั้นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือชุดแผงหน้าปัด เอาของ Mira เวอร์ชั่นญี่ปุ่นปี 90 มาใส่ลงไป ถือว่าเป็นรถยนต์ขนาดเล็กน้ำหนักต่ำกว่า 700 ก.ก. รุ่นสุดท้ายที่ประกอบในประเทศ
Mira เคยสร้างเรื่องติดตัวไว้กรณีหนึ่ง เป็นเรื่องของการเลี่ยงสรรพสามิต เพราะพื้นฐานเดิมถือว่าเป็นรถมีกระบะหลัง ซึ่งทำให้ได้รับภาษีในอัตราที่ถูกกว่า การที่นำมาดัดแปลงเป็นแฮทช์แบ็คต่อในภายหลังนั้นทำให้รูปแบบของรถเทียบได้กับซิตี้คาร์ 4 ที่นั่ง มันเลยกลายเป็นข่าวอยู่พักใหญ่ เพราะมีการไล่เบี้ยจากหน่วยงานรัฐเกิดขึ้น
Commander CHENG : ไม่ยักกะรู้ว่ามันมีรุ่นยิบย่อยเยอะขนาดนี้ เผอิญผมลงไปนั่งไม่ได้เลยไม่ค่อยได้ติดตามมันเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้วอยากจะเรียกว่า เป็น The Last K-Car in Thailand มากเลยนะ แต่ที่ทำไม่ได้เพราะเครื่องยนต์ใหญ่เกิน 660 ซี.ซี.
J!MMY : เฮ้ย! อย่าเพิ่งลืมดิว่า เรายังมี Subaru R1 และ R2 ขายกันอยู่ตอนนี้ คันละ 1.5 ล้านบาท โดยประมาณ!
Commander CHENG : เออจริงว่ะ..งั้นเรียกว่าเป็น The Last CKD K-Car in Thailand ได้ไหม?
JIMMY : ก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะเครื่องมันเกิน 660 ซี.ซี.
Commander CHENG : งั้นช่างมันเถอะค่ะ
———————————————————————————-
Ferrari F355: ม้าป่าปลุกวงการซูเปอร์คาร์ไฮโซ ขับง่าย แรงขึ้นอีกโข
J!MMY: มันสำคัญกับประวัติศาสตร์รถไทยตรงไหนฮึ? แต่เท่าที่รู้ ไอ้เจ้านี่เป็น Poor Man’s Ferrrari คันแรกที่ทำให้คนทั่วไปเริ่มรู้สึกว่า Ferrari ง่ายต่อการเอื้อมถึง เพื่อนของข้าพเจ้า ก็มีอยู่คันนึง สีเหลือง จำได้เลยว่า วิทยุติดรถ เป็น ฟอนท์ Alpine แบบเดียวกับใน Honda Accord ยุคเดียวกันเลยนั่นแหละ !! แต่ที่แน่ๆ คุณสมบัติของตัวรถมันก็ดีกว่า 348TB/TS ขึ้นมาก รถรุ่นนี้เคยได้ออกโลดแล่นในแผ่นฟิล์มด้วย ถ้าจำไม่ผิดเป็น James Bond ตอน Goldeneye เป็นรถคันเก่งของยัยชะนีตัวร้ายใช่ไหม?

Commander CHENG: มีคนจนซื้อ Ferrari ได้ด้วยหรือ? ลองคิดย้อนไปถึงยุคนั้นก่อนสิ ปี 94 Ferrari มีรถขายแค่ 348 ราคา 6-7 ล้านบาท ซึ่งถามว่าแรงไหม ก็แรงแต่ไม่ใช่รถที่ไวขนาดนั้นและแน่นอนไม่ใช่ Ferrari ที่คนอยากเอาไปขับทุกวันหรอก ส่วน 512TR 12 สูบนั้นราคา 14 ล้าน แพงมากในสมัยนั้น ซูเปอร์คาร์ก็เลยยังเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ แต่จู่ๆ F355 ก็มาถึง และมันนี่ล่ะเป็นตัวสำคัญในการขยาย community ของม้าป่าผยองในประเทศไทย
ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 9.5 ล้านบาทสำหรับรุ่น Berlinetta หลังคาแข็ง และ 9.8 ล้านบาทสำหรับรุ่น GTS ที่เป็นหลังคา T-Bar ช่วงกลางยกเปิดได้ทั้งชิ้นนั้น สิ่งที่คุณได้ ก็คือพลังเครื่อง V8 5วาล์วต่อสูบที่มีแรงม้าสูงถึง 380 แรงม้า ด้วยความจุแค่ 3.5 ลิตร ถ้าลองหารกันดู จะได้อัตราส่วนระดับ 108.5 แรงม้าต่อลิตร สูงที่สุดสำหรับรถที่มีขายในไทยในขณะนั้น เคยฟังเสียงรถพวกนี้เวลามันอัดเต็มๆผ่านเราไปไหม? F355 มี By-Pass valve ในท่อไอเสีย ซึ่งถ้าในยามปกติ มันก็จะเป็นท่อไอเสียเก็บเสียงแบบรถทั่วไป แต่ถ้าเล่นบทโหดกันเมื่อไหร่ ไอ้วาล์วที่ว่านี่จะเปิดต่อให้ไอเสียออกได้แบบตรงๆ เสียงดังล่อตำรวจมากขึ้น ผมเคยขับรุ่นนี้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีใบขับขี่ มันเป็นเรื่องที่ผมจะจำไม่มีลืม พูดง่ายๆว่า เฉี่ยว เร็ว แรง แค่เหยียบคันเร่งให้รอบตวัดผ่าน 8,000 ไป เสียงที่ได้นั้นน่าจะเอาไปสอน Fairlady Z ได้ในคลาสเรียนเรื่อง “การทำเสียงเครื่องให้สะเด่าทรวง” ทั้งหมดนี้ประกอบกับค่าตัวสมเหตุผลสำหรับการแลกมาซึ่งซูเปอร์คาร์สักคันที่ได้หน้าตาทางสังคมสูงไร้เทียมทาน เศรษฐีเงินหมุนบางท่านเลยกล้าจะควักกระเป๋าแลกมากขึ้น ในช่วงก่อนเปลี่ยนศตวรรษ ถ้าคุณเจอ Ferrari บนถนนเมืองไทย นับไปเลย 7 ใน 10 จะเป็น F355 แม้ว่าทุกวันนี้จะหายๆกันไปบ้างแล้วก็ตาม
J!MMY: ผู้การเอ๋ย เสริมนิดเดียวนะ ไม่ต้องรวย ก็ซื้อ Ferrari มาเล่นได้…แค่เดินไปแผนกของเล่นห้างเซ็นทรัลได้ ทุกสาขา (ช่วงนี้ ขอยกเว้น สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ เพราะยังคงปิดไม่มีกำหนดเปิด)
———————————————————————————-
Honda Accord ตาเพชร: หมัดปฐมฤกษ์แห่งศักยภาพในการออกแบบรถ D-Segment จาก Honda
J!MMY : เจ้าตาเพชรนี้เป็นครั้งแรกที่ Honda ตั้งใจทำ Accord ออกมาได้ดีมากจนกระทั่ง Toyota เริ่มเล็งเห็นแล้วว่าขืนขายแต่ Corona / Carina E ทั่วโลกกันต่อไปอาจมีสิทธิ์หนาวตายได้ ดังนั้นจึงสังเกตได้เลยว่าเมื่อตลาดรถนำเข้าเปิดเสรี Toyota ก็ต้องเอา Camry เข้ามาเสริมทัพในทันที
ในสมัยนั้นคู่แข่งของ Accord นอกจาก Corona แล้วก็ยังมี Bluebird ATTESA, Cefiro, Peugeot 405 รวมไปถึง Galant และ Mazda 626 ด้วย ดีไซน์ภายนอกและภายในของรถถือว่า สวยจบเป็นอันดับต้นๆ ในยุคของมัน นอกจากนี้ Honda มีการจัดแบ่งรุ่นย่อยไว้กอบโกยทุกตลาด ในช่วงแรกมีรุ่นหัวฉีดเกียร์ธรรมดา LXi แล้วก็รุ่นคาร์บูเรเตอร์ทั้งเกียร์ธรรมดา LX และอัตโนมัติ EX ในเวลาต่อมาจึงออกรุ่น Exi ที่เป็นเครื่องหัวฉีดเกียร์อัตโนมัติมาให้เลือกด้วย นับได้ว่าเป็นรถที่ยกระดับ Accord ให้มีลูกค้าและฐานยอดขายกว้างขึ้น เยอะขึ้น ทั้งในเมืองไทย สหรัฐอเมริกา (ตลาดหลักของเขาเลย) และทั่วโลก อีกทั้งทำให้ประสิทธิภาพทางวิศวกรรมของ Honda เริ่มเป็นที่ยอมรับในบรรดาลูกค้าตลาด Mass มากขึ้น

Commander CHENG : สงสัยเหมือนกันว่าถ้าไฟหน้ามันไม่ใช่ตาเพชรเราจะเรียกรถรุ่นนี้ว่าอะไรดี? แต่ Honda คิดถูกที่ใช้ดีไซน์หน้าลิ่มแบบนี้ การออกแบบคอนโซลที่เรียบร้อยลงตัว (เอาภาพคอนโซลมาเทียบกับ Corona ในยุคเดียวกันก็ได้) และทัศนวิสัยด้านหน้าโปร่งสบายตา การจัดพื้นที่ภายในก็ไม่เลวเลยสำหรับรถขนาดตัวเท่านั้น ผมเคยนั่งหลังโดยสารมันทางไกลมาแล้ว และจะบอกให้นะว่า ผมชอบการเซ็ตช่วงล่างของรถรุ่นนี้มากกว่า Honda เก๋งรุ่นใหม่ๆหลายๆคันที่ไม่รู้จะเด้งไปหาลูกชิ้นปลานายใบ้อะไรกันขนาดนั้น Honda ใช้จุดขายเรื่องช่วงล่างอิสระแบบดับเบิลวิชโบน “เทคโนโลยีจาก F1” มาเน้นย้ำในเรื่องสมรรถณะการขับขี่ ซึ่งในชีวิตจริงก็คงจะมีแต่พวกรถยุโรป และ Mazda 626 TTL ที่ได้ชื่อว่ามี Handling ดีกว่า แต่ด้วยอานิสงส์จากความเป็น Honda ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นรถญี่ปุ่นของคนรวย (เพราะอะไหล่แพงฉิบ) เครื่องยนต์และเกียร์ที่ขับสนุกเมื่อเทียบกับรถพิักัดใกล้เคียงกัน เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน มันก็เป็นส่วนผสมอย่างเหมาะเจาะที่ทำให้กลายเป็นรถยอดนิยมอีกรุ่นหนึ่งไป
———————————————————————————-
Honda Prelude: บทพิสูจน์ว่าตลาดสปอร์ตคูเป้ยังไม่ตาย
J!MMY : ก่อนหน้าปี 1992 นั้นรถคูเป้ทรงเฉี่ยวมีตัวเลือกไม่มากนัก ไม่เหมือนกับช่วงต้นทศวรรษ สมัยนั้น Toyota ก็ไม่มีรถคูเป้ขาย Nissan มี Sentra Coupe กับ NX Coupe ส่วน BMW มี 318i Coupe และนอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรอีก จนกระทั่งช่วงปลายปี 92 นั่นเอง Honda มาแบบม้ามืด จู่ๆตัดสินใจนำเอา Prelude ทรงเฉี่ยวที่เพิ่งวางขายในบ้านเกิดตัวเองได้แป๊บเดียวมาลงตลาดในบ้านเรา และนับเป็นคูเป้รุ่นแรกของ Honda ที่นำมาขายโดย Honda ประเทศไทยเอง นับจากวันที่เปิดตัวไม่นาน Prelude สีแดงสด และสีเงินก็ออกวิ่งให้เห็นทั่วกรุงเทพ เป็นที่จับจองหมายปองของคนตั้งแต่ชนชั้นกลางและไม่เว้นแม้แต่ไฮโซ กลายเป็นผู้เล่นตัวสำคัญที่ต่ออายุให้ตลาดรถคูเป้ในไทยยืนยาวต่อมาได้อีกนานหลายปี ถ้าไม่ได้การลดกำแพงภาษีนำเข้าสมัยรัฐบาล คุณอานันท์ ปัณยารชุน ก็ไม่รู้จะได้เห็น พรีลูด ขายกันในราคาล้านกว่าบาทหรือเปล่า

Commander CHENG : ใช่ ถ้าใครอายุประมาณ 30-35 จะจำกันได้ดีว่าเมืองไทยช่วงนั้นมี Prelude วิ่งเยอะขนาดไหน พวกเกรย์มาร์เก็ตก็นำเข้ามาขายแข่งกันอีกต่างหากโดยเอารถสเป็คญี่ปุ่นเข้ามา แต่รถในไทยจะเป็นเครื่องสเป็คออสเตรเลีย รุ่นแรกที่นำเข้ามาเป็นเครื่อง 2.2 ลิตร 130 แรงม้าธรรมดาๆ สงสัย Honda จะกลัวเคี้ยว Celica ได้ไม่สนิทปาก ตอนหลังเลยเอารุ่น Si เครื่อง 2.3 ลิตร 160 แรงม้าเข้ามา
แล้วที่เด็ดสุดคือรุ่น VTi-R DOHC VTEC ม้าเฉียดๆ 200 ตัว ซึ่ง Honda ประเทศไทยก็สั่งเข้ามาขายด้วยแม้ว่าจะเป็นจำนวนน้อยก็ตาม ต้องยอมรับว่าโฉมหน้าของ Honda เปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่รัฐบาลประกาศเปิดนำเข้าเสรีด้วยการลดภาษี เราจึงได้เห็นรถนอกที่มีอุปกรณ์ครบครัน กับเครื่อง VTEC ประเภทรอบจัดแรงม้าสูงซึ่งประจำการอยู่ใน Prelude และ Integra ซึ่งเป็นคูเป้ที่ขนาดตัวเล็กกว่า (และไม่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขายเท่า) ดังนั้น สำหรับสิ่งที่รถคูเป้ราคาประมาณล้านนึงจะให้ได้ Prelude ถือว่าเป็นรถที่ตอบโจทย์ได้ครบทั้งรูปทรง ความทันสมัย และสมรรถณะ สมัยนี้ถ้าคุณอยากได้รถคูเป้ 200 ม้า ต้องจ่ายกี่บาท เอาที่มีซันรูฟบานโตเป็นอุปกรณณ์มาตรฐานด้วยนะ?
———————————————————————————-
Honda Civic (EG): เมื่อ Honda ติดไอพ่นปล้นยอดขาย
Commander CHENG : ย้อนกลับไปวันเปิดตัวในเดือน พ.ค. ปี 1992 Honda เปิดตัว Civic รุ่น 4 ประตูบนแท่นสง่างามเพียงเพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าเบาะยังเป็นหนังเทียมเกรดเดียวกับรถสองแถว และกระจกประตูหลังยังเป็นมือหมุนอยู่ ทั้งๆที่พรรคพวกอย่าง Sentra กับ Corolla ให้ของมาเพียบกว่า แถมยังมีสมรรถณะที่ดีกว่าจากเครื่องหัวฉีด 1.6 ลิตร แต่ Honda เองก็เริ่มขยับตัวสู้ในภายหลังด้วยการนำเครื่องหัวฉีด 120 แรงม้ามาใส่ แล้วพอมีลู่ทางในตลาดรถนำเข้า ก็เปิดตัวรุ่น VTEC 1.6 ลิตร 130 แรงม้าโดยนำเข้ามาขายทั้งคัน (แล้วก็นำเครื่องนี้มาวางในรถประกอบในประเทศหลังจากนั้น) รุ่นนี้มีมูนรูฟด้วยและปัจจุบันหายากมาก เพราะเข้ามาขายอยู่ไม่นานทาง Honda ประเทศไทยก็นำมาประกอบขายเองในภายหลัง พลัง 130 แรงม้าในสมัยนั้นสำหรับ 1.6 ลิตรถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเท่าเทียมกับ 4A-GE ใน Corolla GTi ตัวแรงเลยล่ะ

J!MMY: ในช่วงเปิดตัวใหม่ๆนั้น ความที่ราคาไม่ถูก แถมยังขี้เหนียวออพชัน เลยโดนทั้ง Corolla AE-101 และ Lancer E-Car ทุบตีเอาจนสะบักสะบอมไป แต่พอผ่านไปไม่นาน Honda ก็คิดได้ว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อสร้างฐานจำนวนยอดขายขนาดใหญ่ให้ได้เสียที จึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะนำรุ่น 3 ประตูมาประกอบขายในประเทศ แต่เวรกรรมตรงที่ รถมาดดีอย่างนี้ ดันไม่ได้วางเครื่องยนต์เจ๋งๆมาให้เลยตั้งแต่แรก อุปกรณ์ก็น้อย รุ่นเกียร์ธรรมดาไม่มีพวงมาลัยเพาเวอร์ให้ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้มันไม่ธรรมดาคือราคาเปิดตัวที่อยู่แค่ 361,000 บาท บวกกับภาพพจน์ของ Honda ที่สูงในสายตาผู้บริโภค ดังนั้นจึงสร้างสถิติทางด้านยอดขาย เปรี้ยงเดียว 3 วัน 9,000 คัน! เป็นสถิติที่ Honda บ้านเรา ไม่เคยทำได้อีกเลยนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งรถรุ่นนี้ประสบอุบัติเหตุจนหลังคาฉีก แล้วก็มีคนตาไวไปถ่ายภาพวัสดุบุหลังคามาแล้วบอกว่าเหมือน “กระดาษลัง” เลยเล่นเอา Honda ปวดหัวไปพักใหญ่เพราะแท้จริงแล้วมันคือวัสดุที่ออกแบบมาไว้ซับเสียง (แม้จะเป็นชนิดที่ลดต้นทุนหน่อยก็เถอะ) แต่ Honda เองก็อธิบายให้ผู้บริโภคฟัง แบบเสียงไม่ังฟังไม่ชัด หลายคนเลยเบือนหน้าหนีไป เพราะเชื่อว่าเป็นรถที่บอบบางและไม่ปลอดภัย ที่ซวยยิ่งกว่าคือ ทุกวันนี้ ยังมีคนที่จำภาพนั้นได้อยู่ ฝังใจ!
Commander CHENG : แม้จะอายุไม่น้อยแล้ว แต่พวก 3 ประตูเหล่านั้นก็กลายมาเป็นรถที่นิยมนำมาดัดแปลงเพื่อการแข่งขันในปัจจุบัน โลกของมอเตอร์สปอร์ต ไม่ว่าจะเป็นเซอร์กิต หรือจิมคาน่านั้นต้องยกให้เป็นโลกของ 3 ประตู เพราะมันคือรถครูที่สอนนักแข่งมาหลายรุ่นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพี่ Pom Gambino ซึ่งโลกจิมคาน่ารู้จักกันดี หรือเอม อภิชัย พันธุ์คงชื่น พี่อ๊อฟ หทัย ไชยวัณ ล้วนเป็นนักขับที่ใช้ Civic 3 ประตูได้ขั้นเทพ
ส่วนคนที่ไม่ใช่นักแข่ง แต่ใช้ Civic รุ่นนี้ เท่าที่นึกออกก็มีคุณหลิน นุศรา ประวันณา และคุณ ปาน ธนพร
———————————————————————————-
Honda City: ปฐมบทแห่ง B-Segment ที่วางรากฐานให้กับวงการและกับชีวิตของใครหลายคน
J!MMY : รถรุ่นนี้เปิดตัวในเดือนสิงหาคมปี 1996 คุณนัท มีเรีย ร้องเพลงประกอบโฆษณา (“นี่คือบ้านเรา”) เปิดราคาออกมาแล้วถูกไล่เลี่ยกับ Civic 3 ประตูเลยทีเดียว ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้คนเป็นจำนวนมาก ในการที่จะควบคุมราคาของรถไม่ให้เกินเลย Honda เลือกวิธีลดต้นทุนโดยการใช้ชิ้นส่วนร่วมกับ Civic EF รุ่นเดิมเพื่อกดราคาลงหวังจะให้ City เข้ามาสานต่อในฐานะรถยนต์นั่งราคาประหยัด
ขุมพลังที่ Honda เลือกให้กับเจ้าตัวเล็กนี้เป็นเครื่อง 1.3 ลิตร Hyper 16 วาล์ว หัวฉีดPGM-Fi 95 แรงม้า ถือว่าแรงพอตัว และประหยัดน้ำมัน ทั้งหมดนี้ บวกกับความเป็น Honda ซึ่งมีภาพพจน์ที่ดี ทำให้ได้รับความนิยมจากสุภาพสตรีให้มาเป็น First car in life ทางด้านแคมเปญการตลาดอันขึ้นชื่อในสมัยนั้น Honda ทำกุญแจ 3 ดอกแล้วส่งไปให้ลูกค้าตามบ้าน โดยที่มีกุญแจ 1 ดอกในประเทศไทยเท่านั้นที่จะสามารถไขตู้เก็บกุญแจ Honda City ตัวจริงได้ ถ้าใครไขออก ก็จะได้เป็นเจ้าของรถคันนั้น จริงๆแล้วน่าจะดึงกลับมาเล่นอีกครั้งนะมุขนี้ แต่ขอเป็นกุญแจ Honda Legend จะได้ไหม ฮ่าๆ

แล้วพอออกขายได้สัก 5 เดือน ดาวรุ่งพุ่งแรงของเราก็ถูกสกัดโดย Toyota Soluna ส่งผลให้ City กลายเป็นเหมือนลูกเมียน้อยในบัดดล เพราะความเชื่อของคนในยุคนั้นยังยึดติดอยู่กับ ซี.ซี. Toyota มีความจุเครื่อง 1.5 ลิตร ซึ่งดูแล้วน่าจะพึ่งพาได้มากกว่า 1.3 ลิตร ของ Honda ทำให้ลูกค้าเป็นหมื่นแห่กันไปซบ Toyota จนกระทั่งในที่สุด Honda เองก็ไม่อาจนั่งนิ่งดูดายอีกต่อไป จึงต้องเร่งรุ่น 1.5 ออกมาให้ลูกค้าใหม่เชยชม แต่ก็โดนลูกค้าเก่าก่นด่าเอาไว้เละเทะ เช่นกัน ว่าทำไมไม่ทำออกมาให้เร็วกว่านี้ฟะ? จากนั้น ก็มีการเปิดตัวรุ่น VTEC เครื่อง 115 แรงม้า เรียกว่า Type Z เปลี่ยนโฉมด้านหน้าและด้านท้ายใหม่จนดูไฉไลขึ้นเยอะ Honda จัดงานเปิดตัวเมื่อ 31 พ.ค. 1999 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์
จะว่าไปแล้วมันก็เป็น City Type Z เพื่อชะนีออฟฟิศโดยแท้นะ ดึงตัวเอา พิม ซอนญ่า มาเป็น presenter ในวีดีโอเทป ที่ปั้มแจกกระหน่ำไปแทบทุกบ้าน เป็นแสนม้วน (แต่ไม่ฉายขึ้นโฆษณา ในช่องฟรีทีวี) และช่วงนี้ล่ะที่ยอดขายของมันกลับมาแซง Soluna อีกครั้งจนโตโยต้าเครียดจัดซัดน้ำใบบัวบกไปหลายโฮก ก่อนจะแก้มือคืนได้ด้วย Vios
Commander CHENG! : สำหรับ City 1.5 นั้นจำได้ว่า วิลลี่ แม็คอินทอช กับหมิว ลลิตาเป็น Presenter โดยที่โฆษณาชุดนั้นพยายามทำให้ City มีภาพลักษณ์เหมือนเครื่องบินไอพ่นส่วนตัว และที่ตลกที่สุดกับโฆษณาชุดนั้นก็คือ ถ้อยคำบรรยายบอกว่ามี ABS แต่มีอยู่ฉากหนึ่งที่วิลลี่กระทืบเบรค (คิดว่าตามบทแล้วคงกะจะโชว์ว่ามี ABS นะเฟ้ย) แล้วกล้องจับภาพ..ปรากฏว่าล้อล็อคให้เห็นกันจะจะ…เจ๋งอ่ะ เจ๋งจริงๆ ตกลงมันเป็น Anti Lock Braking System หรือ Anti Braking System ฟะ อย่างไรก็ตาม เราต้องยกจอกคำนับให้มันในการที่เป็นผู้เล่นระดับ Sub-compact รายแรกๆที่ทำให้เรามี Vios, City และ Jazz ในประเทศไทยทุกวันนี้
———————————————————————————-
Honda CR-V Gen 1: SUV เอาใจคนเมืองและสาวเฟี้ยว เริ่มที่นี่
Commander CHENG : นี่เลย บ้านผมเคยมีเจ้าตัวนี้ ย้อนกลับไปในสมัยนั้นมันเป็นรถที่ใช้งานได้เอนกประสงค์มาก และราคาในช่วงปี 2000 รู้สึกว่าจะป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆล้านบาทนี่เอง มันไม่ใช่รถที่หนา แน่น หนึบ พวงมาลัยออกจะโหวงแปลกๆ ช่วงล่างก็ยังไม่เข้าขั้น แต่นั่นไม่ได้หยุดยั้งความนิยมในตัวรถรุ่นนี้ลงได้ แม้พวกออฟโรดขาใหญ่จะชอบล้อว่าเพลาหลังของ CR-V อันเท่านิ้วก้อย แต่ในชีวิตจริงที่ไม่ใช่ออฟโรด คันที่ขับคล่องปรื๋อ แถมจ่ายค่าน้ำมันน้อยกว่า พากันไปได้ทั้งครอบครัวนั่นล่ะ เป็นผู้ชนะในเกมสร้างยอดขาย..รถอะไรก็ไม่รู้ น่ารักชะมัด ซื้อรถมีแถมโต๊ะปิกนิกให้ด้วย แนบสนิทเป็นฝาปิดห้องยางอะไหล่เลย บางคนขับตั้งแต่ซื้อรถจนขายรถยังไม่รู้เลยว่ามันมีมาให้

J!MMY : จะบอกให้เลยว่านี่แหละรถที่เริ่มกระแส Soft-Roader SUV ในไทย (ก็ SUV ประเภทเอาไว้ลุยน้ำท่วมหรือลุยแบบเบาๆพอได้) และทำให้ SUV ทรงสูงเป็นของที่ง่ายทั้งในเรื่องการเป็นเจ้าของ และง่ายในการขับขี่ของผู้หญิง ตอบสนอง Lifestyle หลากหลายรูปแบบ จริงอยู่ว่า RAV4 ของ Toyota ก็เข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าใครสามารถตอบโจทย์ของลูกค้าได้ดีกว่า เริ่มต้นก่อนในปี 1997 ด้วยรุ่นนำเข้าจากญี่ปุ่นที่เป็นล้อน็อตยึด 4 ตัว จากนั้นปี 1999 ก็มีไมเนอร์เชนจ์ จูนเพิ่มแรงม้าจาก 129 แรงม้าเป็น 147 แรงม้า แล้วก็เปลี่ยนน็อตยึดล้อมาเป็นแบบ 5 ตัว และที่สำคัญ ประกอบในประเทศแล้วจ้า! ความนิยมของ CR-V ตั้งแต่รุ่นนั้น คือสิ่งที่เป็นตัวปูพื้นตลาดให้รถรุ่นอื่นๆที่ตามมา…ซึ่งส่วนมาก ก็คือ CR-V รุ่นหลังๆนั่นเองแหละมั้ง รวมถึงไอ้คันที่โดนเจ๊ Fullmoon ทุบออกทีวีเป็นข่าวดังกระฉ่อน เพราะแค่คำว่า “1 ในร้อย” นั่นก็ด้วย
———————————————————————————-
Honda Jazz GD: บอกให้มาดีๆก็ไม่รีบมา แล้วเป็นไงล่ะ สุดท้ายก็ต้องมา
J!MMY : นี่เป็นรถที่บ่งบอกถึงการกลับมาของความนิยมในรถครอบครัวท้ายตัด ซึ่งห่างหายไปจากตลาดนับตั้งแต่ Opel Corsa ตัว 5 ประตู ยอดขายและความนิยมในตัวรถนั้นคงไม่ต้องบอกว่ามาแรงขนาดไหน ลองนับ Jazz บนถนนหรือตามลานจอดรถดูก็รู้ แต่กว่าจะมาถึง ณ จุดนี้ได้ คนของ Honda เมืองไทยเองก็ต้องทนกล้ำกลืนเซ็งเป็ด ทนขาย City หน้ากบไปพักใหญ่ ก็แหงล่ะ คนไทยชอบของแปลก แต่ไม่เคยบอกหรอกว่าแปลกประเภทไหนที่ชอบ ที่แน่ๆ แปลก แบบ City idsi หน้าตามันแปลกไป คนส่วนใหญ่ เลยหันไปสอย Vios มาขับดีกว่า พออินเตอร์เน็ต เริ่มแพร่หลายขึ้น คนเริ่มเห็น Jazz จากเว็บไซต์ในญี่ปุ่น ก็เลยเกิดกระแสเรียกร้อง ส่งเสียงเรียกหาว่า “Honda เอ้ยย เอาเข้ามาปั้มขายซะทีสิโว้ย” แต่แทนที่จะเอา Jazz มา ดันเอา City มาก่อน เมื่อ 12 พ.ย. 2002 ซะงั้น คนเลยเก็บเงินไม่ยอมจ่าย ทนรอให้ Jazz เปิดตัวในเดือน พ.ย. 2003 ซึ่งทันทีที่มันมาถึง Honda ก็เริ่มยุทธการกวาดยอด แต่สุดท้าย ยอดขาย Jazz ต่อเดือน ก็ยังน้อยกว่า City และที่น่าเศร้ากว่าก็คือ ยอดขายของทั้ง 2 รุ่นรวมกัน ก็ยังแพ้ Toyota ที่ขาย Vios อยู่เพียงรุ่นเดียว แทบทุกเดือน เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องจนทั้งคู่หมดอายุตลาดกันไปเลย!!

Commander CHENG: เห็นด้วย นี่คือรถที่เปิดให้คนไทยเข้าสู่ยุคแห่งความนิยมในรถขนาดกระทัดรัด กำลังเครื่องแบบพอดีๆ จริงอยู่ว่าพวกรถครอบครัวราคาประหยัดเครื่องพันห้านี้มันมีมานานแล้ว แต่ไม่มีใครทำได้เหมือน Jazz ในเรื่องของสไตล์การออกแบบ และการเลือกรูปแบบตัวถังที่สูงโปร่ง ทำให้เป็นรถเล็กที่ใช้ขับไปไหนมาไหนทั้งครอบครัวได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด แถมยังมีความเอนกประสงค์ ปรับเบาะพับโน่นเก็บนี่ได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครๆก็ชอบมัน เด็กเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย เด็กเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย บัณฑิตใหม่เพิ่งเข้างาน คนเพิ่งแต่งงาน ไปจนถึงคนที่แก่แต่แอบอยากดูเด็ก
นอกจากจะเป็นรถที่ใช้ดีในแบบเดิมๆ ประหยัดค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษาแล้ว หลายคนก็นิยมเอามาตกแต่งให้กลายเป็นรถวัยรุ่น สำนักแต่งแทบจะประเคนของแต่งให้กับไม่ทัน อะไหล่มือสองนำเข้าตัดจาก Fit ในญี่ปุ่นก็มีเข้ามาเรื่อยๆเช่นกัน สำคัญที่สุดคือเกียร์ CVT ซึ่งพังง่าย ไม่เหมาะกับคนเท้าหนัก ผมมีคนรู้จักที่เคลมเกียร์ไป 3 ลูกแล้วทั้งๆที่รถยังวิ่งไปไม่ถึงแสนโลด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้าเจอน้องพอลล่า เทย์เลอร์ที่เป็น Presenter ให้รถรุ่นนี้ ผมฝากบอกเธอด้วยว่า Jazz up your life but don’t kick down too often.
J!MMY : อีกเรื่องที่ลืมไม่ลง ทั้งในหมู้่พวกเรา และผู้เป็นเจ้าของรถรุ่นนี้ คือ Jazz รุ่นแรก กลายเป็นรถยอดฮิตในหมู่สมาชิกสมาคมศิษย์เก่าเรือนจำบางขวาง ไปจนได้ ด้วยเหตุที่ ตลาดนิยม น่ารัก แถมขโมยไปถอดชิ้นส่วนแยกขาย สวมทะเบียนขาย ก็ยังง่ายดายอีกต่างหาก!
———————————————————————————-
Isuzu Faster Z: กระบะแชมป์ยอดขาย ติดใจทุกเพศ ทุกวัย (และหัวขโมย) ทุกคน
J!MMY : มันคือรถกระบะที่สร้างขึ้นร่วมกับ GM เช่นเดียวกับรุ่น Faster ที่มาก่อนหน้านั้น นถึง D-Max ที่ขายดีเป็นล้านคันในทุกวันนี้ แต่ Faster Z นั้นนับได้ว่ามันคือรถที่เริ่มสร้างการแข่งขันในตลาดรถกระบะให้รุนแรงยิ่งขึ้น เริ่มจากตัว KB ก็มีการเปิดตัวรุ่น Spacecab แบบมีที่ว่างหลังเบาะแถวหน้าเป็นรายแรกในตลาดประเทศไทยตั้งแต่ปี 1985 และในปีต่อมา Isuzu ก็ออกรุ่น 2500Di 85 แรงม้าในปี 1986
แต่ก้าวที่เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานแชมป์ตายยากนั้น เริ่มในเดือนสิงหาคมปี 1988 ซึ่ง Faster Z มีการเปลี่ยนโฉมใหม่แบบถอดด้ามเป็นรุ่น TFR ในตอนนั้นใช้วงไมโครเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณา 87 แรงม้า (รุ่นแรกมีหูช้าง) ในช่วงนั้นทั้ง Isuzu และ Toyota หันมาเล่นสงครามแรงม้ากันโดยต่างฝ่ายต่างก็กล่าวในทางอ้อมว่าวิธีวัดแรงม้าของอีกฝ่ายนั้นไม่เที่ยงตรง หรือใช้หน่วยวัดที่ไม่เป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ยอดขายกระบะของ Isuzu ก็แซงขึ้นหน้าไปได้สำเร็จอยู่ดี

Commander CHENG : ไม่กี่ปีหลังจากนั้นก็มีการไมเนอร์เชนจ์รอบเล็กใช่ไหม? เพิ่มแรงม้าเป็น 90 ตัวถ้วนๆเอากระจกหูช้างออก และสร้างรุ่นย่อยแยกการทำตลาดอย่างชัดเจนโดยประกอบไปด้วยรุ่น Spark EX ที่ได้ไฟหน้าแบบเดิม กระจังหน้า 3 ช่อง และไม่มีแค็บหลัง แล้วก็รุ่น Spacecab SL ที่เป็นไฟหน้าแบบเต็มดวง สวยเข้าขั้นทีเดียวแหละยุคนั้น ที่สำคัญคือ Isuzu ยกระดับความหรูให้กับโลกรถกระบะด้วย Spacecab SLX ล้ออัลลอยหกก้าน สีเมทัลลิค กันชนสีเดียวกับตัวรถ ผ้าหุ้มเบาะเป็นผ้าที่สั่งตรงมาจากญี่ปุ่น มีพวงมาลัยเพาเวอร์ให้สั่งเป็นอุปกรณ์พิเศษ เป็นตัวส่งสัญญาณว่ารถกระบะนั้นทำไปทำมาก็ใช้เป็นรถขับตามปกติ มีความหรูแบบรถเก๋งได้
J!MMY : แล้วก็มีไมเนอร์เชนจ์ครั้งใหญ่อีก 2 ครั้ง ครั้งแรกเปลี่ยนไฟหน้าเป็นทรงมนขึ้น เปลี่ยนกระจังหน้าและล้อลายใหม่ ส่วนครั้งที่สองเปลี่ยนมาใช้ไฟหน้าทรงแนวนอน เปลี่ยนคอนโซลและภายในใหม่ให้โค้งมนทันสมัยขึ้น ใช้ชื่อรุ่นว่า Golden Power เริ่มนำเทอร์โบชาร์จเจอร์เข้ามาใช้โดยมีเครื่องให้เลือก 2 แบบคือ 2.5 ลิตร และ 2.8 ลิตร แต่แรงม้าไม่ได้เยอะถล่มทลายเหมือนที่คาด แถม Isuzu ยังมีลูกเล่น บอกแรงม้าในโบรชัวร์เป็นหน่วย kW หรือกิโลวัตต์ แทนที่จะเป็นหน่วยที่ใช้กันตามปกติ สร้างความสับสนให้คนบ้าแรงม้าพอสมควรก่อนที่จะมีคนลองแปลงหน่วยดูแล้วพอว่า ม้าเพิ่มขึ้นแค่ไม่กี่ตัวเองอ่ะ…รุ่นนี้ล่ะที่ภายหลังมีการนำมาติดไฟซีน่อนจากโรงงานและมักเป็นที่ถกเถียงกันว่ามันแยงตาชาวบ้านจริงหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม คงไม่ค่อยมีรถรุ่นไหนทำอย่างที่ Faster Z ทำได้อีกแล้ว นั่นคือใช้แชสซีส์โครงสร้างหลักเดิม ลากขายกันยาว 14 ปี และตลอดระยะเวลานั้นก็เป็นแชมป์ยอดขายใน Segment ของมันชนิดไม่เคยต้องถอดเข็มขัดให้ใคร
Commader CHENG : Isuzu รุ่นนี้ยังเป็นยอดรถยอดนิยมที่ได้ใบสั่งจากประเทศเพื่อนบ้านประจำ โดนขโมยไปจากอ้อมอกเจ้าของกันเป็นว่าเล่น สมัยนั้นใครมีล็อคอะไร ล็อคไปเหอะ ล็อคแม่xทุกอย่างที่ขวางหน้าเลย เอาที่ล็อคล้อมาใส่ ล็อคยางอะไหล่ไว้ด้วยก็ดี เพื่อนผมเคยจอดไว้ข้างหอที่ฝั่งตรงข้าม ม.มหิดลวิทยาเขตศาลายา กลางคืนไปนอน ตอนเช้าออกมาเดินหารถ …สงสัยรถกูหนีเที่ยวว่ะ…

