เรนาสโซ มอเตอร์ ในเครือชาริช โฮลดิ้ง ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย นำเสนอยนตรกรรมสายพันธุ์กระทิงดุหลากหลายรุ่นในงาน Motor Show 2020 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี

คุณอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ลัมโบร์กินีได้นำรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์ระดับโลกมาให้แฟนพันธุ์แท้ลัมโบร์กินี รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบซูเปอร์สปอร์ตคาร์ในประเทศไทยได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ทั้ง Aventador (ลัมโบร์กินี อะเวนทาดอร์), Huracan (ฮูราแคน) และ Urus (อูรุส) โดยทุกรุ่นมีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และมีสมรรถนะที่เร้าใจ ตอกย้ำดีเอ็นเอความเป็นแบรนด์สุดยอดรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์หรูระดับโลก ในงาน Motor Show 2020 ตั้งแต่วันนี้ – 26 กรกฎาคม 2563 ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี”

Huracán EVO RWD Spyder (ลัมโบร์กินี ฮูราแคน อีโว เรียวีลไดร์ฟ สไปเดอร์) ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ขับเคลื่อนล้อหลังแบบเปิดประทุนเครื่องยนต์ V10 รุ่นใหม่ล่าสุด ใช้หลักการออกแบบทางวิศวกรรมให้ตัวรถมีน้ำหนักเบา ให้สมรรถนะเต็มที่ในทุกสภาวะการขับขี่ด้วยระบบ Performance Traction Control System (P- TCS) หลังคาเปิดหรือปิดที่มาพร้อมเอกลักษณ์เสียงคำรามของเครื่องยนต์ V10 ที่ขับเคลื่อนตัวรถไปข้างหน้าอย่างไร้ขีดจำกัด ขับเคลื่อนด้วยพละกำลัง 610 แรงม้า และแรงบิด 560 นิวตันเมตร ซึ่งถูกส่งตรงไปที่ล้อคู่หลังเพื่ออรรถรสสูงสุดแห่งการขับขี่ Huracán EVO RWD Spyder มีอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.5 วินาที และยังสามารถเร่งความเร็วได้สูงสุดถึง 324 กิโลเมตร/ชั่วโมง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกเร้าใจจากการควบคุมรถได้อย่างอิสระตามต้องการ
Huracán EVO RWD Spyder ถูกรังสรรค์ให้เป็นรถที่เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่กระหายในความเร็ว แต่ยังต้องการที่จะควบคุมตัวรถด้วยความสามารถของตัวผู้ขับขี่เองเป็นหลัก ด้วยการออกแบบระบบขับเคลื่อนที่ส่งกำลังไปที่ล้อคู่หลังทั้งหมด ผู้ขับขี่จะรู้สึกได้ถึงการตอบสนองของรถที่ฉับไวและเป็นธรรมชาติ ระบบ P-TCS ใหม่ของ Huracán EVO RWD Spyder ที่เพิ่มเข้ามานั้นช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้สมรรถนะของตัวรถออกมาได้เต็มที่ในทุกสภาวะการขับขี่ อีกทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยด้วยการจัดการกับแรงบิดของรถให้ส่งกำลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการตัดกำลังหรือส่งกำลังอย่างฉับพลัน

โดยเมื่อผู้ขับขี่เลือกที่จะเปิดหลังคาประทุนของ Huracán EVO RWD Spyder ผู้ขับขี่จะได้พบกับเสียงคำรามของเครื่องยนต์ V10 ที่ขับเคลื่อนตัวรถไปข้างหน้าอย่างไร้ขีดจำกัด บนพวงมาลัยของ Huracán EVO RWD Spyder ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ผ่านสวิตช์ ANIMA ซึ่งระบบจะปรับให้ตัวรถตอบสนองตามแบบที่ผู้ขับขี่ต้องการ
โดยโหมด Strada ตัวระบบจะควบคุมรถให้มีเสถียรภาพและความปลอดภัยสูงสุดผ่านการส่งแรงบิดอย่างละเอียดอ่อน เพื่อช่วยลดโอกาสที่ล้ออาจจะหมุนฟรีบนพื้นผิวที่มีความลื่นหรือแรงเสียดทานต่ำ สำหรับโหมด Sport ตัวรถจะช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจอย่างแท้จริง ด้วยการปล่อยให้แรงบิดของรถขับเคลื่อนล้อหลังแม้ตัวรถจะมีการสไลด์หรือดริฟท์อยู่ก็ตาม ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมตัวรถด้วยคันเร่งและองศาพวงมาลัยเพื่อดึงรถให้กลับมาตรงด้วยตัวผู้ขับขี่เอง และในโหมด Corsa ตัวรถจะควบคุมแรงบิดของรถให้สามารถส่งกำลังลงพื้นได้อย่างเต็มที่สูงสุด เพื่อที่จะทำเวลาต่อรอบสนาม
Huracán EVO RWD Spyder มีวัสดุตัวถังที่แข็งแรงซึ่งผสมผสานด้วยวัสดุผสมระหว่างอลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ ด้วยน้ำหนักตัวที่เบาเพียง 1,509 กิโลกรัม จึงทำให้มีแรงม้าต่อน้ำหนักที่ 2.47 กิโลกรัม / แรงม้า ระบบเบรกเป็นแบบเหล็กที่มาพร้อมจานเจาะรูและครีบระบายความร้อน ล้อขนาด 19 นิ้วเป็นมาตรฐาน ยาง Pirelli P Zero สเปคพิเศษที่มี L-mark โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกเพิ่มออพชั่นล้อเป็นขนาด 20 นิ้ว หรืออัพเกรดระบบเบรกแบบเซรามิค
มาพร้อมเครื่องยนต์ V10 ไร้ระบบอัดอากาศตามแบบฉบับของ Lamborghini แต่ปรับเปลี่ยนดีไซน์ทางด้านหน้าและหลังเพื่อสร้างแรงกด (Downforce) ให้กับรถมากยิ่งขึ้นเมื่อใช้ความเร็วสูง หลังคาผ้าใบของ Huracan EVO RWD Spyder สามารถเปิด-ปิดได้ภายในเวลาเพียง 17 วินาที แม้ขณะขับขี่โดยความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. จอกลางควบคุมตัวรถแบบ HMI ขนาด 8.4 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจัดการกับตัวรถและระบบอินโฟเทนเมนต์ต่างๆ รวมไปถึงระบบ Apple Carplay สำหรับราคาของ Huracán EVO RWD Spyder เริ่มต้นที่ 21,800,000 บาท

Aventador SVJ Roadster (ลัมโบร์กินี อเวนทาดอร์ เอสวีเจ โรดสเตอร์) มาพร้อมกับประสบการณ์ขับขี่แบบ open air ที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร ที่สามารถรีดพละกำลังสูงสุดถึง 770 แรงม้า ช่วยให้ทะยานจาก 0-100 ภายในเวลาเพียง 2.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 350 กม./ ชม. นอกจากสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว อเวนทาดอร์ เอสวีเจ โรดสเตอร์ มาพร้อมกับระบบอากาศพลศาสตร์ ALA (Aerodynamica Lamborghini Attiva) 2.0 ที่ถูกพัฒนาให้ทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพในการจัดการอากาศได้ดีกว่ารุ่น อเวนทาดอร์ เอสวี โรดสเตอร์ ถึง 40% สำหรับหลังคาของ อเวนทาดอร์ เอสวีเจ โรดสเตอร์นั้น ทำจากวัสดุคาร์บอน ไฟเบอร์เพื่อโครงสร้างที่แข็งแรงและมีน้ำหนักเบาตามสไตล์ของลัมโบร์กินี ซึ่งสามารถจัดเก็บได้ภายใต้ฝากระโปรงด้านหน้าของตัวรถเมื่อต้องการเปิดประทุน ตัวรถมีน้ำหนักเพียง 1,575 กิโลกรัม ซึ่งมากกว่า อเวนทาดอร์ เอสวีเจ เพียง 50 กก.เท่านั้น
ทั้งนี้ อเวนทาดอร์ เอสวีเจ โรดสเตอร์ ถูกจำกัดจำนวนการผลิตไว้เพียง 800 คันทั่วโลก ส่งผลให้อเวนทาดอร์ เอสวีเจ โรดสเตอร์ เป็นกระทิงเปลี่ยวที่ดุดันที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ลัมโบร์กินี ราคาเริ่มต้นที่ 48,980,000 บาท

Lamborghini Huracán EVO (ลัมโบร์กินี ฮูราแคน อีโว) ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ เครื่องยนต์ V10 Naturally-aspirated อันทรงพลังและได้รับการถ่ายทอดสมรรถนะการขับขี่มาจาก Lamborghini Huracan Performante (ลัมโบร์กินี ฮูราแคน เพอร์ฟอร์มานเต้) ด้วยพละกำลังสูงสุด 640 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ช่วยให้ Huracán EVO ทะยานจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 2.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ดีไซน์ตัวถังด้วยอลูมิเนียมผสมกับคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเพียง 1,422 กิโลกรัม ช่วยให้ระยะเบรกจาก 100-0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีระยะเพียง 31.9 เมตรเท่านั้น โดย ฮูราแคน อีโว มาพร้อมระบบ LDVI ที่สามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวของตัวรถ พร้อมควบคุมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและระบบเลี้ยวสี่ล้อ เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วและขับขี่ง่ายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบ Infotainment (อินโฟเทนเมนท์)ใหม่ที่มาพร้อมฟีเจอร์การเชื่อมต่อมากยิ่งขึ้น เพื่อวิวัฒนาการเหนือระดับสู่สุนทรียภาพแห่งการขับขี่สูงสุด

Lamborghini Urus (ลัมโบร์กินี อูรุส) Super SUV คันแรกของโลก ที่ถ่ายทอด DNA ของลัมโบร์กินีอย่างแท้จริง ผสมผสานกับความเอนกประสงค์ของรถ SUV ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะอันทรงพลัง ที่มาพร้อมกับนิยามว่า “SINCE WE MADE IT POSSIBLE” ด้วยเครื่องยนต์ V8 Twin-turbo ให้พละกำลัง 650 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ที่มาตั้งแต่รอบต่ำ ส่งผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ไปยังระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ ชม. ในเวลาเพียง 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดกว่า 300 กม./ ชม. ดังนั้น อูรุสจึงมาพร้อมจานเบรกแบบคาร์บอนเซรามิกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาด 440 มม. ในด้านหน้า และขนาด 370 มม.ในด้านหลัง ทำให้ระยะเบรกจาก 100-0 กม./ ชม. มีระยะเพียง 33.7 เมตรเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมความดุดันของอูรุสผ่าน Tamburo – Lamborghini driving dynamics control ได้ถึง 4 โหมด และยังปรับแต่งรูปแบบการขับขี่ได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่ผ่าน EGO mode นอกจากนี้ ยังสามารถติดตั้งโหมดพิเศษเพิ่มเติม อย่างโหมด Terra (ออฟโรด) และโหมด Sabbia (ทะเลทราย) ที่ช่วยให้ทุกเส้นทางเป็นเรื่องสนุกสำหรับคุณ
เมื่ออายุของเรามากขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง เวลาจะผ่านไปเร็ว ในวัยเด็ก การจะรอให้เดือนหนึ่งผ่านไปนั้นมันช่างนานเสียเหลือเกิน แต่เมื่อคุณโตพอจะทำงาน สร้างหนี้ และใช้หนี้ เวลาในวัฏจักรชีวิตจะติดเทอร์โบ ช่วงเวลาที่เดินเร็วมากคือเมื่อคุณยังหาเงินมาเติมได้ไม่ครบในขณะเวลาวันครบกำหนดชำระใกล้มาถึง ณ จุดหนึ่ง คุณคือมดงานผู้แข็งแกร่ง หนักเอา เบาสู้ เอาผ้าญี่ปุ่นคาดหัวทำงานจนเสร็จและภูมิใจกับการได้โยนงานที่เสร็จแล้วลงโต๊ะดังตูมแล้วชูมืออย่างผู้ชนะ
ตัดภาพมาปัจจุบัน คุณ.. ไม่ตื่นเต้นอะไรอีกแล้วกับการได้งาน หรือการทำงานเสร็จ เพราะคุณรู้ว่ามันไม่ใช่การเอาชนะเกมทีละสเตจ แต่เป็นธารน้ำที่คุณต้องว่ายสวนไปจนกว่าคุณจะว่ายไม่ไหว แล้วยังมักถูกเพื่อนทักบ่อยๆ ว่าอ้วนขึ้นนะ ผมหงอกแล้วนะ หน้าเหี่ยวนะ ดูแลตัวเองบ้างนะ …หรือไม่ก็เป็นถ้อยคำอื่นๆที่ดูเหมือนจะห่วงใยแต่แท้จริงแล้ว อันตรายต่อสุขภาพเหงือกและฟันของเพื่อนคนที่พูด ซึ่งอาจจะหมดไปจากปากภายใน 1 วินาทีถ้ายังไม่หยุด ฟลูโอไรด์ที่อาจารย์ให้อมเพื่อฟันแข็งแรงตั้งแต่สมัยประถมจะรู้สึกเสียใจเป็นอันมาก

แต่ในขณะเดียวกัน แม้ทุกวินาทีที่นาฬิกาติ๊กต็อก (หรือแต๊กๆๆๆๆ ในกรณีที่เป็นนาฬิกา Mechanical/Automatic) ก็ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของสรรพสิ่งรอบตัว อย่างเช่นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2020 ที่ผ่านมา เมื่อทาง Suzuki เผยโฉม Ciaz ไมเนอร์เชนจ์…ซึ่งเป็นการอัปเดตจริงจังครั้งแรกหลังจากขายในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2015 สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกดีก็คือ การได้เห็นคุณเบลล่า ราณี รับเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับรถรุ่นนี้ ซึ่งหากเป็นผม ผมก็เลือกเธอ มีสตรีจำนวนไม่มากนักที่มีเอกลักษณ์ที่สอดคล้องกันกับผลิตภัณฑ์ในหมวดรถยนต์ สง่างาม มีเสน่ห์ แต่ยังคงดูมีพลัง พร้อมลุย พร้อมคุย พร้อมซน พร้อมชน
หลายท่านจะจำคุณเบลล่าในฐานะนักแสดงสาวเสน่ห์แรง ในละครหลายเรื่อง วิมานเมขลา หรือโด่งดังสุดขีดกับบทการะเกดในบุพเพสันนิวาส ส่วนผมเหรอครับ? ผมจำเธอในภาพเด็กหญิงตัวเล็กๆ วัย 6-7 ขวบที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่ในบ้านของเธอ..แต่ไม่ต้องคิดลึกว่าทำไมผมถึงไปอยู่ในบ้านเธอได้นะครับ สมัยก่อน คุณพ่อของคุณเบลล่า เป็นชาวอังกฤษที่สอนพิเศษ ผมกับท่านรองผู้กำกับการ กก.2 บก.จร.บช.น. (วิภาวดีรังสิต/ทางพิเศษ) หรือเรียกสั้นๆว่า รองฯกุ๊ก ไปเรียนเสริมอาวุธทางภาษากันที่นั่น ท่านรองฯกุ๊ก เป็นคนไปค้นพบ และชักชวนผมไปเรียน คุณพ่อของเบลล่าสอนแบบใจเย็น นโยบายการสอน ไม่ได้ยึดการแข่งว่าใครเก่งกว่าคนนั้นชนะ แต่ทั้งคลาสที่มี 4-5 คนนั้นจะก้าวไปด้วยกัน และช่วยคนที่มีอุปสรรคให้เก่งกาจขึ้นเท่ากันทุกคน แล้วค่อยก้าวสู่บทเรียนเล่มต่อไป
เพราะอาจารย์ชาวอังกฤษคนนี้ ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าภาษาอังกฤษไม่ได้น่ากลัว และทำให้ไม่เคยประหม่าเลยเวลาเจอชาวต่างชาติ ส่วนเบลล่า ก็วิ่งเล่นในบ้าน นั่งกินขนม ตะโกนหยอกล้อขนาดตัวผมบ้างในบางทีเพราะผมมันอ้วนตั้งแต่เด็ก หรือบางทีในขณะที่คุณพ่อสอน เบลล่าจะแง้มประตูโผล่หน้ามาทำหน้าทะเล้นๆ ยิ้มแก้มยู่ สายตาอยากรู้อยากเห็นสอดส่องเป็นเรดาร์ แบบที่คุณเห็นในละครทุกวันนี้เป๊ะ แล้วคุณพ่อก็จะบอกว่า “จะเข้ามาเรียนด้วยมั้ย” บางทีเบลล่าก็เข้ามานั่งเรียนไปกับพวกเด็ก ม.ต้นอย่างเราด้วยจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าทักษะภาษาของเราห่างชั้นกับเธอมาก
จากวันนั้น ผ่านไปกว่า 20 ปี เบลล่าโตขึ้นมา ก็ “Evolve” จากเด็กแก่น เป็นสาวสวยมากด้วยความสามารถชนิดที่ผมเองก็ไม่คิด ว่าเธอจะมาได้ถึงระดับนี้ ท่านรองฯกุ๊ก เคยเป็นเด็กเตะบอลสนาม เกเร ไม่เรียน อารมณ์รุนแรง ก็กลายเป็นนายตำรวจที่สง่าผ่าเผย พูดจริงทำจริง มีบุคลิกน่าเคารพนับถือ นี่คือความงดงามที่เวลามันนำพามาให้ผมเห็นความก้าวหน้าของบุคคลสองท่านนี้ ส่วนผมเหรอครับ? ก็เปลี่ยนจากเด็กอ้วนหน้าหื่นที่ยื่นขอโบรชัวร์ตามบูทในงานรถแล้วเซลส์หัวเราะใส่แล้วไล่ไปหาพ่อ.ง กลายเป็นชายวัยกลางคนพุงหนักหัวหงอกหน้าหื่นกว่าเดิม โสดกว่าเดิม เครียดไมเกรนกินกว่าเดิม มีแต่ภาระกับภารกิจไม่เคยมีโชคลาภ..แต่อย่างน้อยทุกวันนี้โบรชัวร์ถูกส่งถึงมือผมแล้วโดยไม่ต้องขอ นี่คือพยายามมองชีวิตในแง่ดีที่สุดแล้วนะ


อย่างไรก็ตาม การ “Evolve” ของ Suzuki Ciaz ไมเนอร์เชนจ์ ไม่ได้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ขนาดชีวิตของบุคคลทั้งสอง มันคือความแตกต่างระหว่างเด็กปี 2 กับเด็กปี 4 เตรียมจบการศึกษา ไม่ใช่ความต่างระหว่างวัยเรียนกับวัยทำงาน คุณสามารถเลือกมองได้สองมุมระหว่าง “แทบไม่มีอะไรเปลี่ยน” กับ “ไม่มีอะไรที่แย่ลง” เพราะมันก็จริงทั้งคู่ แม้แต่ราคาก็ยังตรึงเอาไว้คงเดิม โดยตัดรุ่นย่อยล่างสุดอย่าง GA ออกไป
- รุ่น GL เกียร์ธรรมดา ราคา 523,000 บาท
- รุ่น GL เกียร์ CVT ราคา 559,000 บาท
- รุ่น GLX เกียร์ CVT ราคา 625,000 บาท
- รุ่น RS เกียร์ CVT ราคา 675,000 บาท
เนื่องจากสถานการณ์ไข้โคหวิด-19 (จริงๆอยากเรียกว่าโรคควายหวิดเพราะเกลียดมันเป็นบ้า) ทำให้ Suzuki เลือกที่จะไม่จัดงานเปิดตัวเอิกเกริก แต่ส่งข้อมูลรถมาให้สายข่าว และจัดงานทดลองขับทันทีเพียง 24 ชั่วโมงหลังแถลงข่าวเปิดตัวรถ ผลที่ตามมาก็คือ พวกเรายังไม่ได้มีโอกาสเห็นหน้าตารุ่นย่อยอย่าง GL กับ GLX ว่าจะแตกต่างจากเดิมมากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับรุ่น RS ซึ่งเป็นรถทดสอบสำหรับเราในทริปงานทดลองขับที่เชียงใหม่ในครั้งนี้ ผมสามารถสรุปให้ได้สั้นๆ
- กระจังหน้าใหม่
- กันชนหน้า ออกแบบใหม่
- ไฟหน้า เปลี่ยนเป็นไฟ Projector หลอด LED พร้อมระบบปรับองศาสูงต่ำการฉายแสงไฟจากสวิตช์ในรถ
- กันชนหลัง เพิ่มคิ้วโครเมียมที่ส่วนล่างกันชน
- เพิ่มคิ้วโครเมียมเหนือช่องติดตั้งป้ายทะเบียน
- ล้ออัลลอย โทนสี Hyper Chrome
- เพิ่มเซ็นเซอร์กะระยะถอยหลัง 4 จุด
- ระบบ Suzuki SmartConnect/Apple CarPlay
- เพิ่มกล้องมองหลัง
- ภายในเพิ่มแค่สวิตช์ Parking sensor และสวิตช์ปรับองศาการฉายไฟหน้า

สำหรับท่านที่คาดหวังขุมพลังใหม่ หรืออุปกรณ์อย่างระบบควบคุมการทรงตัว ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ เพราะยังไม่มีมาให้
บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมไม่ทำสองสิ่งนี้ให้มันดีขึ้น เหตุผลนี้ คนของ Suzuki เองก็คงพูดตรงๆไม่ได้ แต่ในความคิดผม น่าจะมีเหตุผลตามนี้ครับ
- Ciaz ในไทย ไม่ใช่รถที่ขายเยอะกำไรแยะมากจนสามารถสร้างอำนาจต่อรองขอนู่นขอนี่กับบริษัทแม่ได้ตามใจชอบ อย่างในปี 2020 กับสภาพเศรษฐกิจโคหวิดขวิดชิบหายนี้ พวกเขาตั้งเป้าในไทยว่า ภายในสิ้นปีนี้ รุ่นไมเนอร์เชนจ์ขายได้ 6,200 คันก็พอแล้ว
- ในตลาดโลก นอกจากเครื่อง 1.2 ลิตรของเวอร์ชั่นไทยแล้ว Ciaz ไม่มีเครื่องยนต์เบนซินที่สามารถเข้าข่ายอีโคคาร์ได้อีก ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตรในตลาดอินเดียที่พัฒนาโดย Maruti-Suzuki ก็มีพละกำลัง 95 แรงม้า และมีเฉพาะเกียร์ธรรมดา เท่ากับว่าถ้าอยากได้เบนซินเทอร์โบดีๆ Suzuki จะต้องลงทุนก้อนโตเพื่อเอาเครื่องใหม่มาใส่
- เช่นเดียวกับเรื่องระบบการทรงตัวต่างๆ Suzuki Ciaz ในตลาดโลกก็ไม่มีเช่นกัน เพราะประเทศอื่นที่ Ciaz ขายไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเท่าไทย รวมถึงแนวโน้มความสนใจด้านเทคโนโลยียานยนต์ของประเทศเหล่านั้นก็ไม่เหมือนไทย
ดังนั้น การลงทุนเฟ้นหาเครื่องยนต์และระบบควบคุมการทรงมาแล้ววิจัยใส่ในรถเพื่อตลาดไทยที่ขายรถได้จำนวนไม่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถที่ทำตลาดมาจนเกินครึ่งอายุเจนเนอเรชั่น สู้เอาเงินไปลงทุนทำรถเจนเนอเรชั่นใหม่ทีเดียวจบดีกว่า

เริ่มกันด้วยขนาดมิติตัวถัง Suzuki Ciaz ไมเนอร์เชนจ์ มีความยาว 4,495 มิลลิเมตร กว้าง 1,730 มิลลิเมตร สูง 1,475 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,650 มิลลิเมตร ความกว้างระยะฐานล้อคู่หน้าและหลังอยู่ที่ 1,495 และ 1,505 มิลลิเมตรตามลำดับ ความสูงจากใต้ท้องรถถึงพื้น 145 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวถัง รุ่นย่อยอุปกรณ์น้อยสุดอย่าง GL เกียร์ธรรมดา อยู่ที่ 965 กิโลกรัม รุ่น GL CVT อยู่ที่ 990 กิโลกรัม และรุ่น RS CVT อยู่ที่ 1,015 กิโลกรัม ขนาดถังน้ำมันคือ 42 ลิตร
ขอหมายเหตุไว้หน่อยว่า รุ่น RS นั้น การที่มันได้กันชนไม่เหมือนรุ่นย่อยอื่น ทำให้ตัวถังยาวกว่ากันอยู่ 5 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม มิติตัวถังโดยรวมสั้นลง 10-15 มิลลิเมตรเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนไมเนอร์เชนจ์
เมื่อเทียบกับรถพิกัดเดียวกัน มีข้อมูลดังนี้

