• Sample Page
filmth.huongrung.net
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmth.huongrung.net
No Result
View All Result

N2310025 งคมท อาจทำลายช ตพ part2

admin79 by admin79
October 20, 2025
in Uncategorized
0
N2310025 งคมท อาจทำลายช ตพ part2

เส้นทางการลองขับในครั้งนี้ ทาง WIN WIN WIN ซึ่งเป็น Organizer จัดงาน วางแผนให้ขับจากโรงแรม Parc Borough ใกล้ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ไปกินข้าวกลางวันกันที่ร้านปูอลาสก้าเชียงดาว แล้วขับกลับ โดยขาไปนั้นผมขอเป็นผู้โดยสารนั่งหลังเพื่อลองรับความรู้สึกของช่วงล่างเป็นระยะทางยาวสักหน่อย จากนั้นขากลับ สื่อมวลชนอีกสองท่านที่มาในรถคันเดียวกัน ยกให้ผมตียาวจากร้านอาหารกลับมาถึงโรงแรมไปเลย หวานล่ะเว้ย

เรื่องของอัตราเร่ง ทางเว็บของเราเคยทำการทดสอบไปแล้วตามมาตรฐานปกติ น้ำหนักบรรทุก 150-170 กิโลกรัม เราได้ตัวเลข 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง 14.01 วินาที และ 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกียร์ D 11.09 วินาที แต่ในเกียร์ L ตัวเลขจะลดลงมาเหลือ 9.79 วินาที

อย่างไรก็ตาม ด้วยความอยากรู้ ผมก็เลยลองจัด 0-100 มาหนึ่งดอก โดยบนรถนั้นมีน้ำหนักตัวผม และสื่อมวลชนหญิงสายรถยนต์ร่างเล็กอีก 2 ท่าน น้ำหนักรวม น่าจะประมาณ 230-240 กิโลกรัม และตอนจับเวลาอากาศข้างนอกก็ร้อนจัดระดับ 35 องศา ตามตัวเลขบนหน้าปัด ก็ได้ตัวเลขมา 15.7 วินาที ไม่ใช่ว่ามันอืดลงหรอกครับแต่บนรถมันบรรทุกน้ำหนักเยอะกว่าตอนเราทดสอบครั้งแรกมาก อากาศร้อนกว่ามาก ถึงแม้ตัวจะเบากว่า City และ Almera แต่ด้วยพลังเครื่องที่มีแรงบิดแค่ 118 นิวตันเมตร นี่คือสุดความสามารถของมันแล้วครับ แม้จะแพ้อีโคคาร์เฟรชชี่มีหอยทั้งสองนั่น แต่ถ้าเจอกับ Mazda 2 1.3 ลิตร ก็ถือว่าไม่น้อยหน้า และออกจะเร็วกว่าเสียด้วยซ้ำไป

การขับขี่ในตัวเมือง พลังเครื่องยนต์ K12B นั้นถือว่าเพียงพอสำหรับคนใจเย็น แต่ไม่พอสำหรับคนใจร้อนเท้าหนักอย่างผมเท่าไหร่นัก ช่วงออกตัวแบบรีบ เครื่องยนต์จะมีอาการรอพลังเหมือน Swift ECO โฉมแรก เหมือนจะพุ่งแต่ไม่พุ่ง จนกระทั่งเข็มวัดรอบผ่าน 4 พัน ก็จะมีจังหวะแปลกๆที่เกียร์ทดลงต่ำเรื่อยๆ เข็มวัดรอบไม่กวาด แต่ความเร็วจะเดินดี อาการยึกยักแบบรถเกียร์ CVT น้อยลงกว่าแต่ก่อน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการพยายามปรับปรุงเกียร์ทั้งในเรื่องการทำงาน และความทนทาน เสียงหอนขณะรถวิ่ง น้อยลงเมื่อเทียบกับ Swift พี่สาวผม (ซึ่งเคลมเกียร์ล็อตใหม่มาเมื่อปี 2016) แต่นั่นก็ยังเร็วเกินกว่าที่จะคอนเฟิร์มได้ว่ามันจะไม่หอนตลอดไป

สำหรับการขับขี่บนทางโล่ง เครื่องยนต์ K12B ดูจะตอบสนองได้ค่อนข้างดี ถ้าต้องการพลังสูงสุดจริงๆ คุณปิดแอร์แล้วยัดเกียร์ L รอก่อนส่งคันเร่งตาม อัตราเร่งที่ได้จะพอเล่นกับพวกรถ 1.6 ลิตรออโต้จากปี 2002-2003 ได้ (แต่เขาใส่เกียร์ D และเปิดแอร์นะ) ตลอดทางที่ขับ มีจังหวะเร่งแซงต้องเรียกใช้พลังบ่อยครั้ง ผมรู้สึกว่าใส่เกียร์ D ขับเฉยๆ มันจะยังไม่ทันใจนัก ต้องใส่ SPORT Mode โดยการกดปุ่มที่หัวเกียร์ด้วย จึงจะได้ความคล่องตัวแบบที่อยากได้ แน่นอนว่าอีโคคาร์เทอร์โบยุคใหม่ ไม่มีปัญหานี้ กดคันเร่งแค่ครึ่งเดียวก็พุ่งปรู๊ด ไม่ต้องเล่นนู่นเล่นนี่ช่วยแบบ Ciaz

อย่างไรก็ตาม Ciaz ยังมีจุดที่ดีอยู่บ้างในเรื่องความเรียบร้อย ความสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ซึ่งมีบาลานซ์ตามธรรมชาติของมันดีกว่าเครื่อง 3 สูบ ที่รอบเดินเบา ใส่เกียร์ D เหยียบเบรก ความสั่นสะเทือนที่เข้ามานั้นไม่น่าเกลียดแบบ Nissan  Almera นี่ถือว่าดีขึ้นกว่าสมัย Swift ECO ล็อตแรกๆปี 2012-2013 ซึ่งตั้งรอบเดินเบาต่ำและสั่นจนใกล้เคียงกับ Almera ถึง Ciaz จะเป็นเครื่องบล็อคเดียวกัน แต่ก็ถูกปรับเซ็ตมาเรื่อยๆจนทำงานได้ลงตัวที่สุดแล้วในปัจจุบัน

สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดใน Ciaz น่าจะเป็นช่วงล่าง ..เปล่านะครับ ไม่ใช่ว่ามันพร้อมซิ่งพร้อมแข่งหรือซัดสนุก แต่ผมมองว่า สำหรับคนที่ซื้ออีโคคาร์ใช้จริงๆ Ciaz มีบาลานซ์ความเกาะ/ความนุ่มดีที่สุดแล้ว ใกล้เคียงกับ Honda City ซึ่งต่างคนต่างมาในแนว พอซัดได้ แต่เน้นเอาใจแม่ยายมากกว่า ทั้งคู่สามารถวิ่ง 120 ได้อย่างสบายอารมณ์ แล้วค่อยเริ่มวูบวาบหลัง 130 กิโลเมตร/ชั่วโมงเป็นต้นไป

ส่วนที่ต่างกันก็คือช่วงล่างของ City จะนุ่มแบบญี่ปุ่น แต่ Ciaz จะเหมือนใส่นิสัยช่วงล่างยุโรปเข้าไป 20% การคุมตัวรถเมื่อวิ่งผ่านถนนที่เป็นบัมพ์ และโดยเฉพาะการเข้าโค้งโดยที่ถนนในโค้งเป็นผิวตะปุ่มตะป่ำ ผมรู้สึกได้ว่าท้ายรถของ City จะยังมีอาการกวัดแกว่งไปมามากไปสักนิด ในขณะที่ Ciaz จะมีความกระชับท้ายมากกว่า และทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้สูญเสียความนุ่มนวลที่ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ต้องการ

เมื่อเข้าโค้งแบบแรงๆ Ciaz จะพยายามยึดเกาะได้มากเกือบเท่า Almera (อาจจะเป็นผลจากการใช้ยาง 195 มิลลิเมตรเท่ากัน) แต่พอถนนสภาพเริ่มแย่ Ciaz จะรูดไปแบบสบายพุงในขณะที่ Almera จะสะเทือน ต่อให้ลดลมยางจากสเป็คโรงงานลงมาเหลือ 33-34 ปอนด์ ก็ยังไม่นุ่มเท่า แต่ในทางกลับกัน ถ้าเป็นดอกมุดหรือหักโค้งแรงๆ โช้คและสปริงของ Almera จะยันตัวถังไว้ได้ดีกว่า ดังนั้น แม้ว่าในเรื่องการซิ่ง ยังสู้ Mazda 2 และ Nissan Almera ไม่ได้ เพราะไม่คมเท่า แต่เมื่อหารเท่า ทั้งซิ่ง ทั้งขับปกติ Ciaz ดีที่สุดในกลุ่ม ตามมาด้วย City

แต่สิ่งที่ทำลายความสนุกไปเยอะ กลับเป็นพวงมาลัย ซึ่งนิสัยของมันยังเหมือนเดิม 95% กับรถล็อตแรกๆปี 2015 น้ำหนักเบา อัตราทดมาในแนวเฉื่อยๆ ไร้ชีวิตชีวา หมุนไปหมุนมาบ่อยๆรู้สึกเบื่อมากกว่าเอ็นจอย แล้วพอมาวิ่งไฮเวย์ทางตรง มันก็ยังมีอาการต้องคอยคัดซ้ายคัดขวาช่วยเพื่อพยายามประคองให้รถอยู่ในเลน ผมพูดแล้วพูดอีกและจะพูดต่อไปว่าแม้การที่พวงมาลัยทดเฉื่อยๆ จะเป็นที่ถูกใจลุงกับป้า พี่หรืออาที่เป็นคนขับรถอีโคคาร์ขนาดไหน แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครหรอกครับที่ชอบพวงมาลัยแบบที่ต้องคัดซ้ายคัดขวาตลอดแบบนี้ พวงมาลัยของ Ertiga รถ MPV ของทางค่ายเองก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ และคนขับ Ertiga ก็ไม่ใช่นักซิ่ง ทำไมไม่ทำให้มันเหมือนกันล่ะ แค่ลดทอนความไวลง แต่ขอความแม่น และแน่นกว่านี้ มันน่าจะตอบโจทย์ทุกคนได้นี่ครับ

นอกจากนี้ ผมยังได้มีโอกาสลองในช่วงขับลงเขา ดึงเกียร์เป็น L เพื่อดูว่าจะได้พลัง Engine Brake ขนาดไหน ก็พบว่ามันมีอาการหน่วงมากกว่าเกียร์ S ของ Honda City SV ตอนลงเนิน แต่ยังไม่หน่วงแบบเอาจริงเอาจังแบบ Almera ส่วนแป้นเบรก ก็มีระยะเหยียบที่ไม่สั้นจนเกินไป ดูเหมือนทำมาให้ผู้ใหญ่ขับแล้วกะแรงเบรกได้ง่าย สั่งเท่าไหร่ได้เท่านั้น แต่ประสิทธิภาพโดยรวมไม่ได้เหมาะสำหรับการซิ่ง ซึ่งอีโคคาร์ส่วนมากก็จะให้เบรกดีมาในระดับใกล้เคียงกัน แต่ Honda จะโดนสื่อมวลชนด่าเรื่องเบรกมาก ไม่ใช่ว่าเบรกมันแย่ แต่มันมีความสามารถในการเร่งสู่ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงในระดับที่อีโคคาร์คันอื่นทำกันไม่ได้ เมื่อบวกเรื่องนี้ กับเบรกที่ไม่ได้ดีกว่า Ciaz มันเลยอันตราย ส่วน Ciaz นั้น ผมว่าเขาเซ็ตเบรกมากลางๆ ให้พอรับพลังได้ ถ้าใครขับลงเขาบ่อย แค่อัปเกรดผ้าเบรกหน้าให้ทนความร้อนสูงขึ้น ก็จะขับได้มั่นใจขึ้นมากแล้ว

การเก็บเสียง เป็นจุดหนึ่งที่เราไม่สามารถอ่านจากโบรชัวร์ได้ มันต้องลองขับ และเมื่อลอง ก็รู้สึกว่ามันเป็นจุดเด่นอีกข้อของ Ciaz ที่ผมว่ามันเก็บกรองเสียงลมได้ดีไม่แพ้รถราคา 900,000-1,000,000 บาท อย่าง Almera นั้นถ้าคุณขับ 90 เสียงลมกรีดตรงหูช้างประตูหน้าจะเริ่มดัง และดังมากขึ้นที่ 130 ส่วน Ciaz นั้น ผมต้องขับไปประมาณ 110-115 จึงจะได้เสียงลมที่ดังเท่ากับ Almera ขับ 90 แต่เสียงลมของ Ciaz จะเป็นเป็นโทนแหวกลมแบบทุ้มๆ ไม่แหลมแบบ Almera

อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ทางเว็บเคยทดสอบตามมาตรฐานเอาไว้แล้ว ได้ 17.12 กิโลเมตรต่อลิตร จะให้บอกว่าประหยัด ผมคงยอมเลิกเขียนบทความรถตลอดชีพ เพราะล่าสุดพี่ J!MMY ทดสอบ Almera ก็ได้ 21.99 กิโลเมตรต่อลิตร และ City ได้ 19.66 กิโลเมตรต่อลิตร ไม่ต้องพูดถึง Mazda 2 ซึ่งครองแชมป์รถเบนซินไร้ถ่านประหยัดสุดขั้วระดับ 24 กิโลเมตรต่อลิตรในการทดสอบแบบเดียวกัน ผมว่าก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเครื่องยนต์เป็นเทคโนโลยีที่เก่าที่สุด แม้จะได้เปรียบเรื่องการบำรุงรักษาที่ง่าย จุดดูแลน้อย ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อยแบบพวกเครื่องเทอร์โบ แต่พอพูดถึงเรื่องค่าเชื้อเพลิง หากเป็นคนขับเน้นประหยัด คุณจะมีโอกาสเซฟเงินได้มากกว่า ถ้าขับรถของคู่แข่ง

แต่นั่นมันคือการขับโหมดประหยัด บนถนน ในทริปนี้ ผมทำตัวเลขได้ 14.8 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งมีทั้งรถติด เร่งแซง และทำความเร็ว ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่ยังพอคุยกันได้ รถเทอร์โบอย่าง City ยิ่งกดหนักมาก ม้าออกมาเพ่นพ่านมาก อัตราสิ้นเปลืองจะดุกว่าตอนขับสันติสุขโหมดชัดเจน นี่ก็เลยต้องอธิบายไว้ เพราะไม่งั้นเดี๋ยวจะนึกว่าขับท่าไหน City ก็ประหยัดกว่า มันจะประหยัดกว่า ก็ตอนคุณขับมันดีๆเท่านั้นแหละครับ

Suzuki Ciaz RS ไมเนอร์เชนจ์ คือรถที่มีบุคลิก หนักแน่น ไปแบบสบายๆ นั่งก็สบาย ไม่น่าแปลกใจที่คนชอบเช่ารถ AVIS จะเลือกขับ Ciaz กันเยอะ อ้าว ทำไมจะไม่เช่าล่ะครับ ค่าเช่าเรตถูกสุด แต่ความสบายเวลาโดยสาร ฟีลที่ได้จากช่วงล่าง มันสู้รถขนาดโตกว่าค่าเช่าแพงกว่าได้สบายเลย ถ้าคุณเป็นคนที่ขับอีโคคาร์แบบที่เจ้าของอีโคคาร์ 80% เขาขับกัน และสามารถมองข้ามเรื่องแบรนด์หลัก แบรนด์รองไปได้ Ciaz คือรถที่มอบความสุขให้อย่างเท่าเทียมทั้งผู้ขับ และผู้โดยสารอย่างแท้จริง

ช่วงล่าง และความสบาย ยังเป็นจุดเด่นของมัน..ตั้งแต่วันนั้น และจนถึงวันนี้ มันบาลานซ์ระหว่างความนุ่มนวล กับความมั่นใจได้อย่างลงตัว ผมนั่งหน้า หรือนั่งหลัง ก็รู้สึกสบายและกระชับพอเหมาะ สำหรับการขับในเมือง ขับบนถนนขรุขระ หรือวิ่งทางไกลในระดับ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่เมื่อต้องขับแบบรีบๆ บนถนนในโค้ง ถ้าไม่นับเรื่องพวงมาลัยที่เฉื่อยๆ หุ่นยนต์ๆ แบบเอาใจผู้ใหญ่ 100% ช่วงล่างของ Ciaz ถือว่าอยู่ในอันดับดีระดับต้นของกลุ่ม แค่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเล่นโค้งแบบ Mazda 2 ก็เท่านั้น

สิ่งดีๆที่พบอีกอย่างก็คือ Suzuki ไม่ได้พยายามหั่นต้นทุนอะไรเพิ่มจากรุ่นก่อนไมเนอร์เชนจ์ ซ้ำยังให้ของเล่นมามากกว่าเดิม ในราคาที่ไม่เปลี่ยนแปลง ความใส่ใจในรายละเอียด มีซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆที่คุณอาจต้องใช้เวลาในการค้นพบสักนิด เช่นไฟหน้าปรับองศาการส่องของไฟ ลดการแยงตารถที่สวนมาได้ (ของดีที่คนไทยชอบช่างแม่ง) ระบบเครื่องปรับอากาศที่อุตส่าห์เอา Heater มาติดตั้งไว้ให้ คนเมืองเหนืออุ่นสบายแม้ยามขึ้นดอย และที่สำคัญคือมีช่องแอร์หลังให้ มีพนักเท้าแขนมาให้ทั้งหน้าและหลัง ระบบต่างๆอาจไม่ได้ทันสมัย แต่อย่างน้อยจอกลางของรุ่น RS ก็มีระบบนำทาง เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ และมีกล้องหลังกับเซ็นเซอร์มาให้

ในขณะที่หลายค่าย จะพยายามสร้างความเด่นด้วยเทคโนโลยี แล้วทำให้ผู้คนหลงใหลในเทคโนโลยีนั้น Suzuki Ciaz ดูเหมือนจะเป็นรถที่ถามกลุ่มคนที่ใช้รถแบบนี้จริง ว่าพวกเขารู้/ไม่รู้อะไร อยากได้/ไม่อยากได้อะไร แล้วก็พยายามทำรถให้ตรงต่อความต้องการของคนเหล่านี้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมาตรฐานของอีโคคาร์ เปลี่ยนไปเยอะมากเมื่อเทียบกับ 5 ปีที่แล้ว ผมคงไม่สามารถใช้มาตรฐานของ 2015 ในการรีวิว Ciaz ณ วันนี้ได้ เพราะจะไม่เป็นการยุติธรรม

ดังนั้น สิ่งที่ Ciaz ยังขาดอยู่ ก็คือเทคโนโลยีเครื่องยนต์ พลัง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และอุปกรณ์ความปลอดภัยในเชิง Active/Passive เช่น มีถุงลมนิรภัยแค่ 2 ใบ ไม่มีระบบ Traction Control ไม่มีระบบช่วยเหลือเรื่องการทรงตัว ดังนั้น รายการอุปกรณ์ส่งเสริมความปลอดภัยในลักษณะนี้ จึงด้อยกว่าอีโคคาร์ของค่ายอื่น นอกจากนี้ Suzuki ยังต้องพยายามคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรกับขุมพลังของ Suzuki Ciaz เจนเนอเรชั่นถัดไป อาจจะเป็นเครื่องเดียวกับ Swift เจนเนอเรชั่นปัจจุบัน แล้วพยายามจูนให้ได้อัตราสิ้นเปลืองที่ดีมากๆ เน้นเป็นรถสายประหยัดไปเลยก็ได้ เพราะถ้าเอาเครื่องเทอร์โบมาแข่งกับเขา เห็นทีจะยาก และไม่น่าเกิดได้ภายในเวลา 2-3 ปีนี้ เพราะถ้าได้..แล้ว Swift ล่ะต้องเปลี่ยนตามด้วยมั้ย? งานต่างๆที่ต้องทำเพิ่ม เงินที่ต้องลงทุน จะตามมาอีกเยอะ

จนกว่าจะถึงวันนั้น ผมมองว่าบทบาทของ Ciaz ในตลาดอีโคคาร์ก็จะยังไม่เปลี่ยน ท่ามกลางเด็กปีหนึ่งสดๆ แรงๆ Ciaz จะยังคงเป็นรถที่รักษาแนวทางเอาใจผู้ใหญ่ของมันเอาไว้แบบเดิม มอบสิ่งดีจากวันก่อนๆให้คุณแบบไม่หวงก้าง แม้ว่ามันจะยังขาดเทคโนโลยีใหม่ๆที่เราพบจากรถ New Model Change ของคู่แข่ง เรื่องนี้ ท้ายสุด ผู้ที่ตัดสินใจก็คือผู้บริโภค เพราะผมเข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกคน ที่หลงใหลในแรงม้า พละกำลังอย่างที่ผมเป็น ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบช่วงล่างคม พวงมาลัยไวแบบผมชอบ บางครั้ง รถที่ดีที่สุดสำหรับคนหนึ่งคน ก็เป็นแค่รถคันหนึ่งที่ให้ความผ่อนคลายในเวลาขับ มีหน้าตาที่ดูแล้วปลื้มขับไปอวดแม่ได้ แอร์เย็น พาพ่อนั่งหลังพ่อไม่ด่า และอยู่ในงบประมาณที่เขาพอจะซื้อได้

มันอาจจะไม่ใช่อีโคคาร์ที่ผมเลือก (ถ้ามีเงินพอ) แต่สำหรับคนที่ต้องการรถในลักษณะดังกล่าว และดู Ciaz มาพักใหญ่ วันนี้ คุณคงตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ส่วนเบลล่านั้น ไม่ต้องห่วง ยังไงผมก็โหวตให้เธอเป็นสาวสามสิบที่ไฉไลที่สุด ..อันนี้แค่จะชมคน ไม่ได้เกี่ยวกับรถแต่อย่างใด ขอตัวไปดูบุพเพสันนิวาสย้อนหลังสักตอนนะครับ

เครื่องยนต์แค่ 1.0 ลิตร พอมีเทอร์โบช่วยเรียกพลัง ผลลัพธ์ที่ได้คือพละกำลังที่เกินพอสำหรับคนส่วนมากที่ซื้อรถระดับนี้ใช้  ช่วงรอบต่ำอาจจะมีอาการหน่วงพละกำลังบ้างแต่ไม่ถึงกับน่าอึดอัดใจ แค่กดคันเร่งลงไป ก็ได้ความแรงตามใจสั่ง ที่ชอบมากคือเวลาเดินทางต่างจังหวัด หรือวิ่งขึ้นเขา City 1.0 Turbo ทำอัตราเร่งในระดับที่เทียบเท่ารถขนาด C-Segment เครื่อง 1.8 ลิตรที่ไม่มีเทอร์โบได้สบาย 0-100 นั้นขนาดผมนั่งกับพี่ริชาร์ด ลอย แห่ง Bangkok Post ในรถบรรทุกน้ำหนักเท่าผู้ใหญ่สามคน ยังทำได้ 10.68 วินาที ..นี่มันใกล้เคียงกับที่ผมทำได้ใน Civic FD 2.0 5AT เมื่อ 14 ปีก่อน แล้วก็ไม่มีใครบ่นนะว่าอืด

อย่างไรก็ตาม ช่วงล่าง และเบรกของ City ยังสู้ผู้นำของคลาสอย่าง Mazda 2 ไม่ได้ มันเป็นรถที่มีหัวใจพลังเหนือชั้น แต่องค์ประกอบอื่นๆ ทำมาเหมือนเอาใจลูกค้าธรรมดาสายสันติธรรม คุณได้ความนุ่มสบาย แม่ยายชื่นชม หรือวิ่งทางไกลตรงๆ 120-130 ก็ยังรู้สึกดี แต่..ถ้าคิดจะขับเร็ว สมาธิต้องดี และห้ามประมาท การขับแบบตวัดพวงมาลัยเร็ว หรือมุดแบบไม่ระวัง ช่วงล่างจะออกอาการยวบ ให้เห็น และระบบช่วยเหลือต่างๆ ก็ไม่ได้ทำงานเร็วหรือฉลาดแบบของ Mazda 2

เหมือนพระเจ้าแห่งโลกรถยนต์ท่านมีบาลานซ์..เอาการบังคับควบคุมและช่วงล่างสุดยอดให้กับ Mazda แล้วก็เอาเครื่องยนต์เจ๋งๆมาให้ Honda เป็นอย่างนี้มากี่รุ่นแล้วไม่รู้

ได้ภายในที่จัดพื้นที่ลงตัว กว้างขวางนั่งสบาย เมื่อเทียบกับอีโคคาร์ 4 ประตูด้วยกัน ผมชอบที่ Honda แต่งคอนโซลกลางตอนล่างได้สวย แต่ไม่เบียดบังเนื้อที่หัวเข่า เบาะนั่งสบายสำหรับคนตัวเล็ก แต่ไม่รู้ทำไมวิศวกรต้องออกแบบพนักพิงตอนบนให้แคบลง 6 เซนติเมตร แทนที่จะได้เบาะอู้ฟู่โอบสบาย เราได้เบาะนั่งกัปตันเครื่องบินโซเวียตมาแทน ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ แต่ยังดีกว่านี้ได้

เนื้อที่เบาะหลัง ขอชมในเรื่องเนื้อที่วางขา ซึ่งคุณสามารถเอาไอ้แพน 2 คนนั่งหน้ากับหลังได้ แล้วไอ้แพนที่อยู่ข้างหลังยังมีเนื้อที่ขยับเข่า แต่พื้นที่เหนือศีรษะนั้น อาจจะรองรับได้สำหรับคนอ้วนสูง 175 เซนติเมตร หรือถ้าสูง 180 ก็ต้องเป็นคนผอม ไขมันที่ก้นน้อยหน่อย

การออกแบบภายในอาจจะไม่หวือหวา ไม่ดูไฮคลาสแบบ Mazda แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง จัดวางมาในลักษณะที่คุณจะใช้เวลาไม่นานในการสอนคุณพ่อวัย 75 ปีของคุณในการเรียนรู้การทำงานของปุ่มต่างๆ มันมีความ User Friendly ในแบบที่เราหลงรักจากยุค 90s อยู่เต็มขั้น บาลานซ์องค์ประกอบทุกอย่างมาอยู่ในระดับกลางถึงดี ไม่อินดี้ ไม่แหวกแนว ดูไปดูมา อดคิดไม่ได้ว่ารุ่นเก่าสวยกว่าหรือเปล่า

จุดที่ Honda ยังสามารถพัฒนา City รุ่นนี้ต่อ เพื่อให้ครองหัวใจผู้ใช้รถได้มากขึ้น น่าจะเป็นเรื่องของอุปกรณ์ความปลอดภัยในเชิงป้องกัน ซึ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว อย่างดีก็เทียบได้แค่ Toyota Yaris ATIV ..และ ATIV ก็ยังมีเข็มขัดนิรภัยที่ปรับสูง/ต่ำได้นะครับ แล้วถ้าคุณไปดู Nissan Almera คุณจะพบว่า รถของ Nissan ราคาถูกกว่ากันอยู่แสนบาท แต่ให้กล้องรอบคัน ให้ระบบเตือนชนรถคันหน้าพร้อมระบบเบรกอัตโนมัติ ให้ระบบเตือนรถในจุดบอดกระจกมองข้าง ส่วน Mazda มีเกือบเท่า Nissan ขาดแค่ไม่มีระบบเบรกอัตโนมัติ

ในราคา 739,000 บาท นี้ สิ่งที่ผมหวังได้ และไม่น่ากระทบกับเรื่องอื่นมาก ก็คงจะเป็นระบบอย่าง Honda LaneWatch ซึ่งฉายภาพมุมอับกระจกมองข้างด้านซ้ายมาขึ้นที่เครื่องเสียงได้ (Honda ใช้ระบบนี้ และไม่มีระบบ Blind Spot Warning..มันก็ต้องมาอีท่านี้แหละ) และพยายามหาทางทำระบบ Honda SENSING เวอร์ชั่น Minimalist ไม่ต้องมีระบบ Radar Cruise Control หรือระบบ Lane Keeping ก็ได้ แต่ขอให้มีระบบเตือนก่อนชนคันหน้าที่ความเร็วต่ำ และเบรกอัตโนมัติ แค่นี้ ผมว่ามันจะป้องกันอุบัติเหตุไปได้เยอะ สมัยนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกค้าจะวัยดึกวัยรุ่น ก็ชอบเล่นมือถือระหว่างขับรถ มีอุปกรณ์แบบนี้ไว้ จะช่วยป้องกันความซวยไปเกิดกับคนอื่นได้

ที่น่าจะปรับปรุงไม่แพ้กัน คือคุณภาพในการประกอบ ต้องเพิ่มการควบคุมคุณภาพให้ดีกว่านี้ เพราะตลอดสองเดือนที่รถเริ่มส่งมอบมา ก็มีลูกค้าพบปัญหาจากการประกอบ ที่ดูเหมือนยังไม่เรียบร้อย ไม่สม่ำเสมอในแต่ละคัน

ดังนั้น Honda City ก็ยังเป็นรถที่ค่อนข้างธรรมดาในรายละเอียดหลายจุด แต่มีภายในกว้างขวาง ใช้งานง่าย รองรับได้ทั้งเจ้าของรถที่เพิ่งมีใบขับขี่ใบแรก จนถึงวัยที่กำลังจะเลิกขับรถ แต่ได้เครื่องยนต์ที่แซ่บแสบจิตเป็นจุดเด่น อย่าคาดหวังมากกับคุณภาพวัสดุและการประกอบ ที่ดูแล้วดีกว่า Nissan Almera ไม่มากเท่าที่ราคามันห่างกัน เพราะส่วนต่างตรงนั้นมาจากเครื่องยนต์เป็นหลัก

Previous Post

N2310021 แม านเจาะยางรถยนต เพ อสก ดไม ให เจ าสาวเด นทางไปงานแต เขาทำเพ ออะไร #พ คตอนจบ part2

Next Post

N2310020 ทำท กอย างเพ อต วเองย นได แต นม นค อหล งของคนท ณเคยโกงและหลอก part2

Next Post
N2310020 ทำท กอย างเพ อต วเองย นได แต นม นค อหล งของคนท ณเคยโกงและหลอก part2

N2310020 ทำท กอย างเพ อต วเองย นได แต นม นค อหล งของคนท ณเคยโกงและหลอก part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2501077 สาม วยไรไม ได แล วย งเห นแก part2
  • N2501070 แม สอนล กผ ดๆ ทำให คนอ นเด อดร อน part2
  • N2501071 เม ยล บอยากม วตน เม ยหลวงอย างเราจะไม ทนให เส ยเวลา part2
  • N2501069 จากคนร กก นตอนน เหม อนไม กก part2
  • N2501073 อย านหล งเด ยวก นแต กเหม อนอย คนเด ยว part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • January 2026
  • October 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.