• Sample Page
filmth.huongrung.net
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmth.huongrung.net
No Result
View All Result

N2010017 ชายคนน เขาทำย งไง งได เม ยต ง3 คน part2

admin79 by admin79
October 15, 2025
in Uncategorized
0
N2010017 ชายคนน เขาทำย งไง งได เม ยต ง3 คน part2

ในโลกของรถยนต์ บางเรื่อง ก็เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่าอยากจะปล่อยผ่าน แต่บางเรื่อง และสำหรับคุณผู้อ่านบางกลุ่ม ผมก็อยากจะแชร์ (ขอใช้คำว่าแชร์แทนคำว่าสอน ดูเป็นกันเองกว่า) แนวคิดเกี่ยวกับรถให้ฟังสักอย่างว่า “ไม่มีอะไรหรอก ที่บริษัทรถยนต์จะให้คุณฟรีๆ”

ฟังดูเหมือนค่ายรถยนต์นี่..โอ้..So evil มาก แต่ในความเป็นจริง เงิน ก็คือลมหายใจของธุรกิจ จะอยู่รอด หรือจะเจ๊ง มันก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทของคุณสามารถสร้างเงินได้เท่าไหร่ อย่าว่าแต่บริษัทรถเลยครับ ตัวคุณเอง ไม่ว่าจะทำอาชีพรับจ้าง หรือทำงานบริษัท มันมีสักกี่เปอร์เซ็นต์กันครับ แรงงานที่สามารถให้ทุกอย่างได้มากขึ้น..มากขึ้น..มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปแต่ขอเงินเดือนเท่าเดิม? อ่านดีๆนะ ไม่ใช่ “รับ” เงินเดือนเท่าเดิมด้วยสภาวะจำยอม แต่ “ขอ” ที่จะไม่ขึ้นเงินเดือนเลยสักบาท หรือเพิ่มแค่ให้พอสั่งพิซซ่าถาดใหญ่ 1 ชุดเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ บริษัทรถ..ก็เหมือนพวกเราทุกคน การสร้างรถรุ่นใหม่ออกมานั้น นอกจากจะต้องมีดีไซน์ที่ใหม่สดแล้ว ความยากของงานคือ คุณจะพัฒนาตรงไหนเพิ่มบ้าง คำถามต่อมาที่วิศวกรมักเกลียดที่สุดเวลาต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายบัญชีคือ “แล้วแต่ละจุดที่จะพัฒนาเพิ่ม มันจะทำให้รถแพงขึ้นหรือเปล่า?” เพราะถ้าต้นทุนสูงขึ้น ราคาขายก็ต้องปรับให้สูงตาม ไม่มีลูกค้าคนไหนมานั่งสัมภาษณ์ผู้บริหารและแสดงความเข้าใจหรอกครับ มีแต่จะด่า

ดังนั้น ความจริงสำหรับรถในระดับที่คนส่วนใหญ่เอื้อมถึงก็คือ คุณไม่ได้อะไรใหม่ๆดีๆมาฟรีๆหรอกครับ มันต้องมีการแลกกับบางส่วน แต่การแลกนั้น จะส่งผลกระทบในแง่ลบ มากหรือน้อยก็แล้วแต่ความสามารถของวิศวกรและความยืดหยุ่นผ่อนปรนที่ฝ่ายบัญชีจะมีให้ บางครั้งก็ไม่ต้องแลก แต่อาศัยวิธีการอื่น เช่นคิดค้นวิธีการผลิตที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายลง เอาคอมฯมาทำงานแทนคน หรือจับมือกับค่ายอื่นๆในการออกแบบรถให้มีชิ้นส่วนใช้ร่วมกันได้มาก เพิ่มอำนาจการต่อรองกับผู้ผลิตอะไหล่ ลดราคาต่อชิ้นลง แต่สิ่งเหล่านี้มักให้ผลเมื่อรถมีการผลิตไปแล้วจำนวนมาก ในขณะที่การ “เอาบางสิ่งออก ใส่บางสิ่งแทน” ให้ผลตั้งแต่ตอนเริ่มสร้างรถคันแรก

ดังนั้น เมื่อ Mazda 3 เจนเนอเรชั่นที่ 4เปิดตัวที่ Los Angeles Auto Show เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2018 ตามมาด้วยการที่สื่อมวลชนไทยที่ได้รับเชิญเป็นพิเศษ ไปลองขับ Mazda 3 “Mule” (รถทดสอบกรณีพิเศษ) พร้อมกับข่าวที่ว่า Mazda 3 รุ่นใหม่จะเปลี่ยนไปใช้ช่วงล่างหลังแบบทอร์ชั่นบีม คานบิดที่มีส่วนเชื่อมต่อถึงกันบนคานจากล้อซ้ายไปจรดล้อขวา..เป็นที่ถกเถียงกันมาก แน่นอนว่าโซเชียลไทยถนัดสุดคือ ด่าไว้ก่อน เพราะในขณะที่ Honda Civic ทำช่วงล่างได้ดีขึ้นมาก และ Toyota กับแพลทฟอร์ม TNGA เขายกคานให้สาวโสดแล้วโลดแล่นไปกับช่วงล่างหลังอิสระดับเบิลวิชโบน Mazda อันเป็นรถที่ขึ้นชื่อเรื่องช่วงล่างมาตลอด กลับเดินย้อนกระแส เอาจริงดิ?

ต่อมา ในวันที่ 20 สิงหาคม ทาง Mazda ก็ได้เชิญสื่อมวลชนไปร่วมสัมผัส Mazda 3 ใหม่ แบบแอบดูเป็นแอบดูตาย ให้ลองขับในสนามทดสอบปิดเป็นความลับ ซึ่งในวันนั้น แม้ด่านที่ทดสอบจะไม่ได้โหดสะใจเหมือนเวลาเราขับในชีวิตจริง แต่ก็พอทำให้ผมสัมผัสได้ว่า ช่วงล่างหลังทอร์ชั่นบีมใหม่นั้น ไม่ได้เปลี่ยนคุณลักษณะในการเป็นรถ C-segment สำหรับนักขับไปเลย ความคล่องตัวในการหักเลี้ยวบนพื้นเรียบนั้นเผลอๆจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ

และที่สำคัญคือ เมื่อได้เห็นความใส่ใจทางด้านการออกแบบ เช่น การสร้างตัวถัง 4 และ 5 ประตูให้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน (น่าจะเหลือแค่ไฟหน้ากับกระจกประตูหน้าที่ดูเหมือนกันจริงๆ) ตลอดจนการออกแบบและเลือกใช้วัสดุภายในชนิดที่พารถ C-Segment ราคา 900,000-1,200,000 บาทให้เข้าไปใกล้รถพรีเมียมมากที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาในประวัติศาสตร์นั้น มันก็ตอบคำถามผมแล้วว่า ไอ้เงินที่ลดต้นทุนได้จากการใช้ช่วงล่างหลังแบบทอร์ชั่นบีมน่ะ มันไม่ได้หายไปเข้ากระเป๋าใครหรอก มันยังอยู่ในรถนี่ล่ะ

โดยไม่รอช้า หลังจากเปิดตัวไปในวันที่ 18 กันยายน และกวาดยอดจองทะลุ 1,000 คันภายใน 3 วันหลังเปิดตัว Mazda ก็รีบจัดทริปให้สื่อมวลชนไปลองขับ ผมเป็นหนึ่งในสื่อมวลชนกลุ่มแรกที่ได้สัมผัส Mazda 3 บนถนนจริง ในวันที่ 23-24 กันยายนที่ผ่านมา คราวนี้ เป็นการขับบนถนนจริง ตั้งแต่บริเวณหาดไม้ขาวจังหวัดภูเก็ต ไปจนถึงเขตจังหวัดพังงา เราจะมาตอบคำถามส่วนที่คั่งค้างจากคราวที่แล้วให้หมด!

ข้อมูลบางอย่างที่จะเขียนต่อไปนี้ อาจจะซ้ำกับรายงาน Sneak Preview Mazda 3 ที่ผมเขียนไปเมื่อเดือนสิงหาคม แต่ที่ยังยกมาเขียนในบทความนี้ ก็เพื่อที่คุณผู้อ่านจะได้ไม่ต้องไปค้นเปิดบทความเก่ามาดู ซึ่งแม้เราจะได้ยอดวิวในเว็บเพิ่ม แต่ผมว่าเสียเวลา

เรามาเริ่มกันด้วยขนาดมิติตัวถัง รุ่นซีดาน มีความยาวตัวถัง 4,660 มิลลิเมตร กว้าง 1,795 มิลลิเมตร สูง 1,440 มิลลิเมตร ส่วนรุ่นแฮทช์แบ็ค มีความยาว 4,460 มิลลิเมตร กว้าง 1,795 มิลลิเมตร และสูง 1,435 มิลลิเมตร ทั้งสองรุ่นมีระยะแทร็คของล้อคู่หน้า/หลังอยู่ที่ 1,570 และ 1,580 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อยาวเท่ากันที่ 2,725 มิลลิเมตร ระยะจากจุดต่ำสุดของรถถึงพื้น 135 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถ รุ่นซีดาน 1,374 กิโลกรัม รุ่นแฮทช์แบ็ค 1,382 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน ทั้งสองบอดี้เท่ากัน ที่ 51 ลิตร

ตัวเลขต่างๆเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม พบว่ามีความกว้างเท่ากัน ใต้ท้องเตี้ยลง 20 มิลลิเมตร (แต่มองจากภายนอกเหมือนสูงเท่ากันเลย) มีระยะฐานล้อเพิ่มขึ้น 25 มิลลิเมตร รุ่นซีดานยาวขึ้น 120 มิลลิเมตร แต่รุ่นแฮทช์แบ็คกลับสั้นลง 10 มิลลิเมตร ระยะแทร็คล้อหน้า รุ่นใหม่กว้างขึ้น 15 มิลลิเมตรและด้านหลังกว้างขึ้น 20 มิลลิเมตร โดยขนาดล้อในตัวท้อป ยังเป็น 215/45R18 อยู่เท่ารุ่นเดิม แต่น้ำหนักรถกลับเพิ่มขึ้นราว 31-38 กิโลกรัม

ทั้งนี้ ในการวิจัยและพัฒนา Mazda 3 รุ่นใหม่ อยู่ภายใต้แนวคิด “An object of universal desire” หรือ “รถที่ใครเห็นแล้วก็ต้องอยากได้” ซึ่งสิ้งนี้นำมาสู่การปรับปรุงและเพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่ๆที่ใส่ลงไปในรถรุ่นใหม่นี้ รวมถึงการออกแบบตามปรัชญาว่า “BEAUTY THROUGH SUBTRACTION” ซึ่งมันก็คือ การลดเอาเส้นสายที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้ตัวรถดูเนียนสะอาด เช่นเดียวกับการที่เราไปให้คลีนิคความงามลบรอยตีนกา ไฝ กระ หู พร้อมทั้งนวดหน้าเพื่อความเนียนนั่นเอง

รุ่นซีดาน จะเน้นมาดที่สง่างาม มีสัดส่วนที่ลงตัว มีความอนุรักษ์นิยมในระดับหนึ่งแต่ก็ต้องดูแล้วสวยแปลกตา ส่วนรุ่นแฮทช์แบ็คนั้น จะมีหน้าตาที่ท้าทาย ชวนให้มองตาม สวยแบบกวนๆอย่างที่วัยรุ่นชื่นชอบ ทีมออกแบบในการเล่นกับความนูนและยุบตามส่วนต่างๆของตัวรถ โดยพิจารณาจากอารมณ์ที่ได้เมื่อเห็นรถวิ่ง และเห็นเงาสะท้อนด้านข้างของรถ ซึ่งจะทำให้ได้ความอลังการที่แตกต่างจากรถทั่วไป เมื่อเรามองมันวิ่งผ่านไป

ทีมออกแบบของ Mazda นำโดย Yasutake Tsuchida กล่าวว่า “งานออกแบบของ Mazda 3 นั้นเราอยากให้คนดูแล้วเห็นว่ามันเป็นรถที่เกิดจากอารมณ์แบบศิลป์ ในขั้นแรกเราดูจากผลงานสมัย MX-5 นั่นคือ KODO design ที่เดินตามแนวคิดหลักมากที่สุด ใน Mazda 3 ใหม่ เราต้องการให้มันแปลกตาขึ้นกว่าเดิม”

จุดแตกต่างระหว่างบอดี้ของรุ่นซีดาน และแฮทช์แบ็ค 

  • กระจังหน้า รุ่นซีดานเป็นโครเมียม รุ่นแฮทช์แบ็คเป็นสีดำเงา มีลวดลายซี่กระจังที่แตกต่าง
  • กันชนหน้า/หลัง
  • แก้มเหนือบังโคลนหน้า รุ่นซีดานจะมีบ่าสันขึ้นมาพองาม รุ่นแฮทช์แบ็คจะขัดจนเกลี้ยงกลม
  • ประตูหน้า/หลัง มีพื้นผิวที่มีความนูนไม่เหมือนกัน กรอบกระจกคนละรูปทรงทั้งหน้า/หลัง วิธีการเดินเส้นโครเมียมไม่เหมือนกัน
  • แน่นอน ด้านท้ายรถ รวมถึงไฟท้ายย่อมแตกต่างกัน
  • รุ่นท้อป ให้ล้ออัลลอยคนละลายกัน (สังเกตที่ความเรียบ/ความบิดของช่วงปลายก้านล้อดูครับ)

ถ้าถามผมว่าผมชอบคันไหนมากกว่า..แม้ว่าจะรู้สึกชอบท้ายที่ดูมนๆกับไฟท้ายที่ดูดุดันของรุ่นแฮทช์แบ็ค แต่แม้จะผ่านมาเดือนกว่าๆ ผมก็ยังหลงใหลในสัดส่วนที่งดงามราวหญิงเบญจกัลยาณีของรุ่นซีดาน ด้วยสัดส่วนที่แหลมลิ่ม หน้าและท้ายยาวพอดี เหมือนเอา Mazda 6 มาย่อส่วนลง เพิ่มความคมคายดุดันเข้าไป และที่สำคัญคือ ไม่ว่าคุณจะเลือกสีจืดชืดเพียงใด รุ่นซีดานก็สามารถขับความสวยของมันออกมาได้เท่าๆกัน และในความเห็นผม Mazda ทำ 3 Sedan ออกมาสวยกว่า Civic และ Corolla Altis แบบไกลคนละโยชน์

กุญแจของ Mazda 3 รุ่น 2.0 SP ที่เราทดสอบกันนั้น แน่นอนว่าถ้ายังให้กุญแจไขก๊อกแบบเดิม ยายทองประศรีคงเอานมฟาดคนจัดออพชั่นตายไปแล้ว มันก็ต้องเป็นแบบสมาร์ทคีย์ตามราคาของรถ ออกแบบมาราวกับใช้ปรัชญาเดียวกันกับรถทั้งคัน ตัวกุญแจเป็นทรงสี่เหลี่ยมดำเรียบง่าย ไร้สีสัน ย้ายปุ่มกดปลดล็อคไปอยู่ด้านข้างกุญแจ

เมื่อคุณต้องการจะเปิดรถ ก็ไม่ต้องไปควานหาปุ่มอะไรบนมือจับเปิดประตู แค่พกกุญแจไว้ในกระเป๋า ยื่นมือเข้าไปจับแค่ชั่วครู่เดียว ประตูก็จะปลดล็อคให้เลย

การลุกเข้า/ออกจากรถ ที่ประตูคู่หน้า ไม่ได้ยากหรือง่ายต่างจากรถรุ่นเดิมมากนัก คนไซส์ 5XL ยังสามารถขึ้นนั่งและลุกออกจากรถได้แบบไม่ยากเย็น แค่ว่าความเตี้ยของรถ เบาะ และความลาดของเสาหลังคาคู่หน้า อาจจะเบียดบังพื้นที่ไปบ้าง เอาเป็นว่าถ้าคุณสามารถเข้า/ออกจากรถอย่าง BMW 3 Series G20 ได้ ผมจะบอกว่า Mazda 3 ก็ถือว่าง่ายกว่า แต่คงไม่ได้ง่ายแบบ Corolla Altis ซึ่งมีบานประตูขนาดโตและมีตำแหน่งที่นั่งอยู่สูง การเข้านั่ง/ลุกออกใน Altis จึงเป็นมิตรกับคนตัวใหญ่หรือผู้สูงอายุมากกว่า

เบาะนั่งคู่หน้า ได้รับการวิจัยมาใหม่ Mazda เขามีวิธีการออกแบบเบาะ เพื่อช่วยให้คนนั่งสามารถรักษาความตรงของร่างกายโดยอาศัยกลไกการตอบสนองอัตโนมัติของร่างกายมนุษย์ ให้ลองนึกถึงเวลาที่เราเดินครับ ตัวเราก็ขยับก้าวไป แต่ทำไมเราไม่รู้สึกหัวสั่นหัวคลอน นั่นเพราะร่างกายของมนุษย์มีการพยายามชดเชยการขยับของร่างกายขึ้น/ลง ซ้าย/ขวา ซึ่งการชดเชยนี้จะทำได้ดีที่สุดเมื่อกระดูกเชิงกรานของเราอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งตรง และมีกระดูกสันหลังที่โค้งเป็นตัว S ไม่ใช่เป็นเส้นตรงมุมฉาก

นั่นคือวิธีในการออกแบบเบาะของ Mazda ซึ่งมีการเสริมฟองน้ำดุนช่วงหลังตอนล่างและช่วงเบาะรองนั่ง ให้ร่างกายสามารถขยับตามปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติได้สะดวก

เมื่อลองเข้าไปนั่งจริง ..รู้สึกว่าเบาะรองนั่งและพนักพิงมันรองรับร่างกายในแบบที่เราจะรู้สึกสบายตัวกำลังดี แต่ไม่รู้สึกว่ามีการดันส่วนไหนมากจนผิดสังเกต และส่วนที่ชอบมากกว่าเดิมคือพนักพิงศีรษะ ซึ่งมีลักษณะโค้งรองรับหัวคนได้ดี ถ้าเป็นคนที่ขับรถแล้วชอบพิงหัวกับหมอนอิงจะรู้สึกสบายขึ้น ตำแหน่งการติดตั้งก็เลื่อนไปข้างหลังมากกว่ารถรุ่นเดิมเล็กน้อย ทำให้ภาพรวม ได้เบาะที่พร้อมให้คุณขับทางไกลหรือผจญรถติดได้สบายกว่าเดิม ผมให้คะแนนความสบายของเบาะคู่หน้า Mazda 3 ใหม่ ดีกว่า Corolla Altis และ Civic ในภาพรวม ตำแหน่งการขับขี่เมื่ดกดเบาะรองนั่งเตี้ยสุด จะสูงกว่า Civic (ซึ่งกดได้เตี้ยอย่าบ้าคลั่งจนผมไม่สามารถขับได้) ส่วน Altis นั้นแม้กดเบาะลงต่ำสุดก็ยังจะสูงพอๆกับ Mazda ที่ยกเบาะขึ้นครึ่งทาง

เบาะนั่งฝั่งคนขับ จะปรับด้วยไฟฟ้า 10 ทิศทาง ปรับดันหลังด้วยไฟฟ้า ปรับองศาก้มเงยของเบาะรองนั่งให้ล็อคตัวคนขับยามเล่นบทบู๊ได้ดี ที่ชอบมากคือมีระบบความจำมาให้ด้วย 2 ตำแหน่ง (สวิตช์ Memory เบาะจะอยู่บนแดชบอร์ด ใกล้เข่าขวาคนขับ) ส่วนฝั่งคนนั่ง แม้จะไม่ได้ปรับด้วยไฟฟ้าแบบ Corolla Altis รุ่นท้อป แต่ก็สามารถปรับความสูงต่ำของเบาะได้ ส่งผลให้ผู้โดยสารสามารถรับตำแหน่งการนั่งที่ถนัดได้เช่นเดียวกับผู้ขับ

สำหรับประตูบานหลังนั้น ผมตัดสินใจทำภาพเทียบมาให้คุณเห็นเลยว่า รุ่นแฮทช์แบ็คมีประตูที่บานเล็กและหลังคาสอบลงมาก เวลาเข้านั่ง จะเผลอหัวโขกถ้าไม่คอยระวัง ส่วนรุ่นซีดาน ซึ่งมีพื้นที่ประตูเยอะกว่า จะเข้าออกได้ง่ายกว่า ก้มหัวหลบมาก/น้อย ก็พอๆกับ Altis  ใหม่ แต่ตัวเบาะที่วางแนวไว้ในระดับค่อนข้างเตี้ย ทำให้ใช้แรงเข่าตอนลุกออกมากกว่า Toyota แต่ก็ยังไม่เตี้ยเท่า Honda Civic

ส่วนเบาะหลังนั้น แม้ว่าพนักพิงหลัง และช่วงเบาะรองนั่งจะมีความรู้สึกหนานุ่มสบายขึ้นนิดๆ แต่ในรุ่นแฮทช์แบ็ค ความสบายจะหายไปเพราะพื้นที่ข้างหลังมีน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็น Headroom หรือ Legroom แล้วไม่ต้องมาบอกว่าผมตัวใหญ่จะไปนั่งหลังทำไม (วะ) ก็แค่ทำตามหน้าที่ครับ ถ้าคุณตัวเล็ก สูงไม่เกิน 160 เซนติเมตรก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคุณคิดว่าฐานล้อที่ยาวขึ้นกับช่วงล่างหลังทอร์ชั่นบีมจะช่วยให้เบาะหลังนั่งสบายขึ้น S-O-R-R-Y ครับ พูดตามตรงว่าดีกว่าเบาะหลังอีโคคาร์แฮทช์แบ็คแค่นิดเดียว

ถ้าให้ผมนั่งหลังรุ่นแฮทช์แบ็คเดินทางไกล ผมจะด่าเจ้าของรถไปตลอดทาง แต่ถ้าเป็นรุ่นซีดาน ผมอาจจะด่ารอบเดียวแล้วจบ เพราะแม้พื้นที่วางขาจะสั้นเท่าเดิม แต่อย่างน้อยพื้นที่เหนือศีรษะที่มากกว่า ก็ยังพอให้คนตัวสูงนั่งแบบทะแลดก้นไปด้านหน้าหน่อยๆได้บ้าง แต่ผมลองนั่งแบบเทียบช็อตต่อช็อตกับ Corolla Altis ในวันที่เราจัดมีตติ้งครบรอบ 10 ปี Headlightmag ก็พบว่า พื้นที่เหนือศีรษะแคบต่างกันไม่มาก แต่พื้นที่วางขาของ Toyota ยาวกว่า ทำให้คนตัวสูงสามารถไหลตัวมาด้านหน้าเพื่อเอาหัวหลบหลังคารถได้ แน่นอนว่า Toyota ชนะ Mazda ในจุดนี้แม้ตัวมันเองจะไม่กว้างสบายเท่ารุ่นเก่าก็ตาม

Mazda ดูจะแคร์ในเรื่องความสวยงามของรถ มากกว่าเรื่องเนื้อที่ใช้สอย เป็นอย่างนี้มานานแล้ว และเป็นสิ่งที่ Mazda เข้าใจ ไม่ใช่ว่าทำรถกว้างๆไม่เป็น แต่เขาคงเลือกแล้วว่าจะมาเวย์นี้

พื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายนั้น อาจจะไม่ใช่จุดเด่นของ Mazda 3 นัก..

ในรุ่น 4 ประตู คุณได้เนื้อที่จุประมาณ 419 ลิตร (Corolla Altis อยู่ที่ 470 ลิตร) โดยที่มิติห้องเก็บสัมภาระนั้นจะมีความกว้างและลึก ใส่กระเป๋าเดินทางใบโต 2 ใบซ้อนและใบเล็ก 1-2 ใบน่าจะได้ แต่สำหรับรุ่น 5 ประตูนั้น คุณจะมีที่ให้แค่ 358 ลิตร ซึ่งถ้านึกไม่ออก ผมว่าก็ประมาณ Toyota C-HR ซึ่งจะมีความแคบ ไม่แน่ใจว่าถ้าไม่พับเบาะจะใส่ถุงกอล์ฟมาตรฐานได้หมดหรือเปล่า ทั้ง 2 บอดี้ แต่ถ้าต้องการพับก็สามารถทำได้ครับ

เมื่อเห็นเลขความจุสัมภาระด้านท้ายแล้ว ผมก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมวิศวกรญี่ปุ่นไม่เคยพูดว่าใช้ช่วงล่างหลังคานบิดแล้วจะได้เนื้อที่เก็บของมากขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว รุ่น 4 ประตู มีความจุห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายลดลง 1 ลิตร และรุ่น 5 ประตูหายไป 6 ลิตรเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

แนวคิด “ฺBEAUTY THROUGH SUBTRACTION” ยังถูกนำมาใช้กับการออกแบบภายในอีกด้วย ถ้ามองจากในรูปอาจไม่ชัดเจน แต่เมื่อลองมานั่งในตำแหน่งคนขับ จะสังเกตได้ว่าองค์ประกอบต่างๆที่เคยรกหูรกตา เช่นพวกฝาลำโพง ช่องแอร์กลางในรุ่นเดิม เส้นสายรอยต่อต่างๆที่ไม่จำเป็นถูกตัดออกไปเยอะ คุณจะได้บรรยากาศแบบ “แดชบอร์ดกินคลีน” ที่โล่ง มีเส้นนำสายตาให้รู้สึกมันโอบรอบตัวคนขับ Mazda ยังย้ายจอกลางไปอยู่ไกลมือมากขึ้น ทำให้ต้องตัดระบบทัชสกรีนออกไป แต่แลกมาด้วยตำแหน่งติดตั้งที่อยู่ในแนวสายตามากขึ้น และตัวจอยังมีขนาดใหญ่ขึ้น

ในยามค่ำคืน จะมีแสงจากสวิตช์ต่างๆและไฟตกแต่ง Ambient Light ซึ่งเป็นสีขาวเท่านั้น Mazda บอกว่าที่ไม่เลือกใช้สีอื่น เพราะแสงสีขาวจะทำให้จุดต่างๆในห้องโดยสารดูสวยงามแบบเป็นธรรมชาติเหมือนแสงอาทิตย์ส่อง “ถ้าคุณลองเอาแอปเปิ้ลสีแดง ไปอยู่ใต้ไฟนีออน ไฟหลอดไส้ กับเอาไปวางกลางแดด คุณจะพบว่าแสงจากแดดนี่ล่ะทำให้แอปเปิ้ลลูกเดียวกันดูสวยที่สุด” ผมว่ามันก็ใช่แหละครับ แต่ในใจรู้สึกว่าเรื่องความหรู มันนานาจิตตัง ความสวยมันอาจไม่ได้มาจากการเห็นสิ่งต่างๆตรงสีจริงของมัน แต่มันอาจจะเกิดจาก Mood & Tone ได้เหมือนกัน ไม่งั้นเวลาโพสท์ Instagram จะมี Filter ไว้ทำไมล่ะ

ระบบ Head-Up Display ที่จากเดิมเคยเป็นแบบฉายภาพไปบนแผ่นพลาสติก ก็ถูกมองว่ารกลูกกะตาเกิน ในรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไปฉายที่กระจกตรงๆ เหมือน BMW บางรุ่นและ Honda Accord Hybrid/Camry Hybrid

วัสดุในห้องโดยสารและแดชบอร์ด มีการใช้โครเมียมที่เงาแบบไม่ 100% (เรียกไม่ถูก..จะเงาแบบกระจกก็ไม่ใช่) บวกกับวัสดุสีดำเงา และมีการบุแดชบอร์ดแบบนุ่ม มีลายเย็บตะเข็บ แม้แต่พลาสติกตอนบนของแดชบอร์ดก็แอบนุ่มนิดๆด้วยตัววัสดุ ลักษณะการกัดลายและวิธีการจัดวางสวิตช์ ส่งผลให้บรรยากาศภายในห้องโดยสารดูแล้วหรู กล้าพูดตามความคิดเลยว่ารถราคาล้านกลางอย่าง Accord ดูจืดไปสนิทเมื่อเทียบกับ Mazda 3 ทั้งในเรื่องการออกแบบ วัสดุที่ใช้ อย่างที่ผมบอกไปในตอนต้นแล้วว่ารถระดับ C-Segment ไม่เคยให้ภายในที่ใกล้เคียงรถพรีเมียมมากขนาดนี้มาก่อนจนกระทั่ง Mazda 3 ใหม่ปรากฏตัวขึ้น

สวิตช์ i-Stop, ระบบควบคุมการยึดเกาะและการทรงตัว, กล้อง และระบบความปลอดภัยต่างๆ จะอยู่ใต้ช่องแอร์ฝั่งขวาสุดเหมือนรุ่นเดิม ที่แปลกคือสวิตช์บันทึกความจำตำแหน่งเบาะ ก็อยู่ถัดลงมาด้านล่าง แทนที่จะอยู่บนแผงประตูแบบรถทั่วไป ในรุ่นซีดานจะมีสวิตช์เปิดฝาท้ายอยู่ชิดๆกัน พวงมาลัยแบบสปอร์ต 3 ก้าน บนก้านด้านซ้ายเป็นชุดควบคุมเครื่องเสียงและปุ่ม INFO สำหรับปรับการแสดงผลบนหน้าปัด ส่วนก้านด้านขวาเป็นชุดควบคุมระบบ Radar Cruise Control (MRCC)

ในรุ่นท้อป มีทั้งระบบไฟหน้าอัตโนมัติ และปัดน้ำฝนอัตโนมัติ รายละเอียดอีกจุดหนึ่งที่น่าสนคือเมื่อกดฉีดน้ำล้างกระจก Mazda 3 ใหม่จะพ่นน้ำจากหัวฉีดน้ำที่ฝังอยู่ในก้านปัดน้ำฝน (เดิม จะอยู่ตรงฝากระโปรง) ซึ่งนอกจากจะได้ภาพลักษณ์ไฮโซแบบรถยุโรปแล้ว ยังสามารถฉีดและปัดทำความสะอาดได้เร็วหมดจด ทิ้งคราบน้ำระหว่างปัดน้อยกว่าเดิม

ปุ่มสตาร์ทอยู่บนแดชบอร์ดท้างฝั่งซ้ายของพวงมาลัย คอนโซลกลางคลีนสนิท มีแค่ชุดควบคุมระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกปรับอุณหภูมิซ้ายขวาได้  นอกจากนี้ Mazda ยังได้ศึกษาเรื่องการขยับตัวของผู้ขับระหว่างใช้งานรถเพิ่มเติม และตัดสินใจย้ายที่วางแก้วไปไว้หน้าคันเกียร์เพื่อให้หยิบเครื่องดื่มได้ง่าย ย้ายคันเกียร์ถอยหลังเพื่อให้จับได้ถนัดขึ้น ย้ายสวิตช์คุมจอกลาง CENTER COMMANDER เลื่อนไปข้างหน้าเพื่อให้ควบคุมได้ง่ายขึ้น แม้กระทั่งฝาปิดพนักเท้าแขน ก็มีขนาดใหญ่กว่าเดิม และยังมีลูกเล่นที่เวลาเปิด ฝาจะเลื่อนถอยหลังประมาณ 2-3 นิ้วแล้วค่อยอ้าออก วิธีนี้ทำให้คนขับสามารถเปิดฝาโดยไม่ต้องงอแขนขึ้นมากเท่ารุ่นเดิม

สวิตช์ปรับ Driving Mode (Normal/Sport) อยู่ข้างคันเกียร์ที่เดิม สวิตช์สำหรับเบรกมือไฟฟ้าและปุ่ม AUTO HOLD ก็อยู่ในบริเวณเดียวกัน เรียกว่าถ้าใครเป็นเจ้าของ Mazda 3 รุ่นปี 2018 คุณแทบไม่ต้องจดจำตำแหน่งใหม่ แถมยังจะขยับตัวกดใช้สิ่งต่างๆในรถได้ง่ายกว่าเดิม

จอกลางขนาด 8.8 นิ้ว มีฟังก์ชั่นกล้องรอบคัน 360 องศา ให้ภาพที่คมชัด มีการจัดเรียงฟังก์ชั่นต่างๆให้เข้าใช้งานได้ง่าย คุณสามารถเปิด/ปิดการทำงานของระบบความปลอดภัยรถ และระบบเตือนต่างๆได้จากในจอนี้ และที่ชอบมากคือ คุณสามารถปรับลักษณะการล็อคประตูของรถได้ละเอียดมาก คุณจะสั่งให้มันไม่ต้องทำงานก็ได้ จะให้ล็อคอัตโนมัติตั้งแต่ตอนเข้าเกียร์ D ก็ได้ ล็อคตอนที่รถถูกขับออกไปก็ได้ และในทางกลับกัน จะสั่งปลดล็อคตอนกลับไปเข้าเกียร์ P ก็ได้ หรือปลดเมื่อดับเครื่องก็ได้ พูดแล้วรถบางค่ายรู้สึกอายมั้ยครับ? มีจอเหมือนกัน แต่ทำไมไม่ทำให้ปรับได้แบบ Mazda

และที่เพิ่งสังเกตก็คือ คุณสามารถตั้งให้รถล็อคเองเมื่อคุณเดินออกห่างรถ เหมือนระบบ Walk Away Auto-lock ของ Honda ได้ด้วยนะครับ อันที่จริง Mazda ที่เป็น SKYACTIV และมี Smart Key จะตั้งได้หมด สาบานครับ ถ้าไม่ใช่ว่าน้องจากทีม Mazda บอกผม ผมก็ไม่ทราบ!

พูดกันเรื่องความเป็นระเบียบในการจัดหมวดหมู่เมนูต่างๆ ความง่ายในการค้นหาและสั่งการ จอชุดใหม่ของ Mazda นี้ ทำได้ดีกว่าของคู่แข่งชัดเจน ผมถือว่าเขาใช้เทคโนโลยีได้คุ้มต้นทุนกว่ารถรุ่นอื่นๆ

แค่นั้นยังไม่พอ ระบบเครื่องเสียง BOSE Premium Sound 12 ลำโพงนั้น เป็นเครื่องเสียงในรถราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาทที่ดีที่สุดที่ผมเคยได้ฟังมา มันไม่ได้มีแค่ชื่อ BOSE แปะไว้ให้ดูหรูเล่นๆ ผมมีโอกาสนำเพลงชุดเดียวกับที่ใช้ทดสอบในรถหลายรุ่นตลอดปีที่ผ่านมา จาก USB Drive อันเดียวกันนี่ล่ะ แล้วไปเปิดใน Mazda 3 ก็ได้พบกับคุณภาพเสียงเกินคาด เบสหนาตู้มต้าม แน่นราวกับตูดกระทิงหนุ่ม ภาคเสียงช่วงกลางเก็บได้เกือบครบแม้จะมีความบี้แหบของเสียงอยู่นิดๆ ส่วนเสียงแหลม เสียงเครื่องดนตรีประเภท Percussion เก็บได้ครบ ใส และมีมิติ คุณสามารถเทเสียงไปข้างหน้าแล้วรับบรรยากาศ Front stage sound ได้อย่างดื่มด่ำ

ให้ตายสิ นี่มันรถเอาใจ Spec-nerd และวัยรุ่นชัดๆ

Mazda บอกว่า “ขนาดรุ่นไม่ท้อป ก็ยังได้ลำโพง 8 ตัว” มีการคิดค้นตำแหน่งการติดตั้งลำโพงที่ให้เสียงแน่นเป็นธรรมชาติ ย้ายลำโพงด้านล่างที่ประตูคู่หน้า ไปอยู่แผงข้างบริเวณเท้าแทน เพราะเขาบอกว่าการติดตั้งไว้ตรงด้านล่างประตู ทำให้เปิดจุดที่จะมีเสียงรบกวนเข้าได้ และเวลาเบสมาก็จะทำให้ประตูสั่น เกิดคุณภาพเสียงที่ไม่ดี อย่างไรก็ตาม บนบานประตูด้านบน ก็จะมีลำโพง Mid range กับ Tweeter ฝังอยู่ รวมกับ Mid range ที่ประตูหลัง  รวมเป็น 8 ตัว ถ้าเป็นรุ่นท้อปที่ใช้ชุดเครื่องเสียง BOSE จะเพิ่ม Center Stage Speaker 1 ตัวที่ Console หน้า + Sub Woofer 1 ตัวที่ด้านหลัง + ลำโพงเล็กเพิ่มอีกสองตัวบริเวณแผงหลัง

แผงมาตรวัดก็เป็นอีกจุดที่ถูกจริตผมมาก ถูกล่ะมันอาจจะไม่ค่อยมีสีสันอะไร (นโยบายเดียวกับแสงไฟในห้องโดยสาร คือเรียบ จริงจัง ไม่เลอะเทอะ) แต่จอกลางขนาด 7 นิ้วที่มีวงแหวนครอบหลอกไว้ตรงกลางนั้น สามารถปรับโชว์ค่าต่างๆได้ คุณอยากได้เข็มแบบเต็มๆ หรือจะโชว์เป็นตัวเลขพร้อมกราฟฟิคก็ได้ตามถนัด แต่ตัวเลขดิจิตอลออกจะเล็ก เพราะเขามองว่าคุณมีจอ HUD อยู่แล้ว มาตรวัดรอบเป็น TRUE ANALOG ขอบคุณพระเจ้าแห่ง Mazda ที่ยังเห็นใจพวกเราในเรื่องนี้และไม่เอาเข็มดิจิตอลประเภทสวยแต่อ่านค่าไม่ได้เรื่องแบบที่ Honda Civic ใช้

และขอบคุณที่ไม่ตัดมาตรวัดอุณหภูมิน้ำออกแม้สมัยนี้หลายคนจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีไว้ทำไม เข็มที่ต้องอ่านค่าได้เร็ว ก็ชัดและชำเลืองมองเห็นง่าย ส่วนที่ไม่ค่อยจำเป็นต้องรู้มากนักก็ลดขนาดลงมา นอกจากนี้คุณจะเซ็ต Consumption Info ให้อยู่ตรงกลางจอแล้วเข็มวัดรอบก็ยังมีลักษณะที่ดูแล้วรู้เรื่อง

อาจจะมีงงหน่อยที่ เวลาปรับวิธีการแสดงข้อมูลของจอวงกลาง คุณสามารถทำได้ด้วยปุ่มบนพวงมาลัย แต่ถ้าคุณจะปรับวิธีการแสดงค่าความสิ้นเปลืองและระยะทางที่วิ่งได้ด้วยน้ำมันที่เหลือในถัง (ซึ่งขนาบข้างมาตรวัดวงกลมตรงกลาง) ว่าจะเอาแบบตัวเลขโล้นๆ หรือแบบเป็นแท่งพร้อมตัวเลข อันนี้ต้องไปทำที่จอ 8.8 นิ้วที่คอนโซลกลาง

Previous Post

N2010025 อนจะมาหาแฟน วยหย านมแม ให ได อนไหม part2

Next Post

N2010018 นายท นสาว พบร บหน มบ านนอก part2

Next Post
N2010018 นายท นสาว พบร บหน มบ านนอก part2

N2010018 นายท นสาว พบร บหน มบ านนอก part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2501077 สาม วยไรไม ได แล วย งเห นแก part2
  • N2501070 แม สอนล กผ ดๆ ทำให คนอ นเด อดร อน part2
  • N2501071 เม ยล บอยากม วตน เม ยหลวงอย างเราจะไม ทนให เส ยเวลา part2
  • N2501069 จากคนร กก นตอนน เหม อนไม กก part2
  • N2501073 อย านหล งเด ยวก นแต กเหม อนอย คนเด ยว part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • January 2026
  • October 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.