Mazda 2 เปิดตัวครั้งแรกในตลาดโลกตั้งแต่ปี 2014 จนถึงตอนนี้ปี 2019 นับเป็นเวลา 5 ปีแล้ว ถือว่าเป็นระยะเวลาที่นานกว่าปกติที่รถยนต์แบบ Passenger Cars จะมีอายุขัยนานขนาดนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Mazda 2 หรือ Mazda Demio ในญี่ปุ่นเอง ก็มีกระแสตอบรับจากลูกค้าที่ดีมาก ยอดขายก็ดีมากเช่นกัน ทำให้กว่าจะมีการ Minorchange ก็ผ่านระยะเวลามาถึง 5 ปี ถือว่ายาวนานกว่ารถยนต์รุ่นอื่นๆ
และ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ Mazda 2 มีการปรับโฉม Minorchange เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงการปรับอุปกรณ์ MY : Model Year ตามรอบเท่านั้น

ล่าสุดมีภาพหลุดออกมาจากทางโบรชัวร์งาน MAZDA FAIR ทำให้เราได้เห็นภาพของ Mazda 2 Minorchange ที่เดิมใช้ชื่อว่า Demio ในญี่ปุ่น แต่มีการเปลี่ยนชื่อเรียกรถ Mazda ใหม่ทั้งหมดในญี่ปุ่น ให้เหมือนกับในตลาดโลก นับตั้งแต่ Axela (Mazda 3), Atenza (Mazda 6) และ ล่าสุด Demio (Mazda 2)
ดีไซน์ด้านหน้าของตัวรถเปลี่ยนไปใช้ Theme Design ใหม่ KODO Design 2 เหมือนรุ่นพี่อย่าง All NEW Mazda 3 / All NEW CX-30 ที่เปิดตัวไปแล้วก่อนหน้านี้ ความเปลี่ยนแปลงเริ่มตั้งแต่ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่เพรียวบางลงกว่าเดิม, กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ที่เชื่อมต่อกับไฟหน้า รวมถึงกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ สิ่งที่ยังคงเดิมอยู่คาดว่าเป็นฝากระโปรงหน้าที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด

สำหรับ Mazda 2 Minorchange เวอร์ชั่นไทย คาดว่าจะมีให้เลือก 2 เครื่องยนต์เหมือนเดิม ทั้งตัวถัง Sedan 4 ประตู และ Hatchback 5 ประตู
Engine เครื่องยนต์
เบนซิน 1.3 Skyactiv-G
เครื่องยนต์เบนซิน Skyactiv-G ขนาด 1.3 ลิตร 1,299 ซีซี. 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 71.0 x 82.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 12.0 : 1 กำลังสูงสุด 93 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 123 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ รองรับน้ำมันสูงสุด E20

ดีเซล 1.5 Skyactiv-D
เครื่องยนต์ดีเซล Skyactiv-D ขนาด 1.5 ลิตร 1,499 ซีซี. 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 76.0 x 82.5 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 14.8 : 1 กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 2,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

Mazda 2 Minorchange นอกเหนือจากดีไซน์ด้านหน้าแล้ว ด้านหลังอาจจะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในโคมไฟท้าย และ กันชนหลัง ส่วนลายล้อนั้นเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ ไปในทิศทางที่ดูหรูหราขึ้นกว่าตัวปัจจุบันที่จะออกแนวสปอร์ต ส่วนภายในห้องโดยสารคาดว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดมากนัก ต้องรอติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการกันอีกครั้ง คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายเดือน กรกฎาคม ที่จะถึงในอีกไม่กี่วันนี้
หลังจากนั้นคงเป็นคิวของ Mazda ประเทศไทย ที่จะเปิดตัวตามมาภายในต้นปี 2020 เป็นอย่างช้า หากมีข้อมูลเพิ่มเติมของ Mazda 2 Minorchange ทั้งเวอร์ชั่นญี่ปุ่น และ เวอร์ชั่นไทย ทีมงาน Headlightmag.com จะรีบนำมารายงานให้ทราบกันครับ

ในที่สุดงาน Thailand Motor Expo 2019 ก็เริ่มขึ้น และจุดที่น่าจับตาก็คือการที่แบรนด์ผู้ผลิตหลายรายขนรถยนต์ขนาดเล็กกลุ่ม B-Segment โฉมใหม่ออกมาจำหน่าย แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้มันก็ไม่ง่ายเลย

Toyota เปลี่ยนเครื่อง-Honda ทำโฉมใหม่
หากสำรวจตลาดแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นที่เข้าร่วมงาน Thailand Motor Expo 2019 จะพบว่า ทุกแบรนด์เน้นรถยนต์ขนาดเล็กกลุ่ม B-Segment หรือ Subcompact เนื่องจากก่อนงานนี้เริ่ม หลายแบรนด์ได้เปิดตัวโฉมใหม่ หรือ Minorchange ให้รถยนต์กลุ่มนี้ไปบ้างแล้ว มีเพียง Mazda ที่มาเปิดตัว Mazda 2 Minorchange ภายในงาน
เริ่มต้นที่พี่ใหญ่ Toyota ที่จะเรียก Minorchange คงไม่ได้ เพราะได้ทำการเปลี่ยนเครื่องยนต์ และตั้งค่าระบบต่างๆ ใหม่ให้กับ Yaris และ Yaris ATIV เพื่อผ่านเกณฑ์ ECO Car ส่วนหน้าตายังเป็นแบบเดิม เพียงมีชุดแต่งเพิ่มให้เลือก ราคาเริ่มต้น 5.39 แสนบาทในตัว Yaris และ 5.29 แสนบาทในตัว Yaris ATIV

ถัดมาที่ Honda ที่เปิดตัว City โฉมใหม่ มาพร้อมกับเครื่อยนต์ 3 สูบ 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ประหยัดน้ำมันสูงสุด 28.3 กม./ลิตร เรียกว่ามีพละกำลัง และประหยัดน้ำมันมากที่สุดในกลุ่ม B-Segment ก็ได้ ส่วนราคานั้นอาจสูงหน่อย เริ่มต้น 5.79 แสนบาท
Mazda หวังเบอร์หนึ่ง-Nissan ทวงแชมป์ ECO
ด้าน Mazda ก็ประกาศ Mazda 2 Minorchange ผ่านการเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ และเพิ่มระบบความปลอดภัยต่างๆ เข้ามา แต่ได้ขยับราคาจำหน่ายขึ้นเล็กน้อย เป็นเริ่มต้น 5.46 แสนบาท โดย Mazda ยังตั้งเป้ามียอดจำหน่ายในกลุ่ม B-Segment เป็นเบอร์หนึ่งต่อไป หลัง Mazda 2 รุ่นปัจจุบันทำยอดขายรวมในไทยได้กว่า 1.6 แสนคัน

ฟาก Nissan ที่ช่วง 6 ปีก่อนโด่งดังแบบสุดๆ ด้วยการเป็นผู้ผลิต ECO Car ยอดนิยม และปีนี้ Nissan ก็จะมาทวงตำแหน่งนี้คืนด้วยการเปิดตัว Almera โฉมใหม่ ราคาเริ่มต้น 4.99 แสนบาท มาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบ 1.0 ลิตร เทอร์โบ แม้แรงม้า และอัตราประหยัดน้ำมันจะด้อยกว่า Honda City แต่การออกแบบสุดล้ำก็น่าจะช่วยได้เยอะ
ต่อด้วยค่ายพันธมิตรอย่าง Mitsubishi ก็ทำการ Minorchange อีกครั้งให้กับ Attarge และ Mirage ผ่านการเปลี่ยนกระจังหน้า และไฟท้ายใหม่ให้เข้ากับแนวทาง Dynamic Shield เหมือนกับรุ่นอื่น ส่วนราคาก็จำหน่ายก็ยังเท่าเดิมคือ เริ่มต้น 4.74 แสนบาทในรุ่น Mirage และ 4.94 แสนบาทในรุ่น Attarge

ไฟแนนซ์เข้มงวดส่งผลกระทบยอดขายปลายปี
นอกจากแบรนด์ข้างต้นแล้วยังมี Suzuki ที่เดินหน้าทำตลาด 3 รุ่นคือ Swift, Ciaz และ Celerio โดยรุ่น Celerio นั้นราคาเริ่มต้นเพียง 3.18 แสนบาท ที่สำคัญ Suzuki ยังเป็นแบรนด์เดียวที่มีรถยนต์ B-Segment รุ่นเกียร์ธรรมดาให้เลือกซื้อ ซึ่งค่อนข้างตอบโจทย์การใช้งานในกลุ่มต่างจังหวัดมากกว่ากทม.
อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก และอาจส่งผลไปถึงปี 2564 ทำให้ปัจจุบันสถาบันทางการเงินต่างๆ ค่อนข้างเข้มงวดในการปล่อยกู้ให้ซื้อรถยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่ของยอดขาย B-Segment มาจากการเช่าซื้อ หรือเรียกง่ายๆ ว่าซื้อผ่านไฟแนนซ์อยู่แล้ว มันจึงส่งผลกระทบกับยอดขายรถยนต์กลุ่มนี้เต็มๆ

ทั้งนี้ยอดขายรถยนต์ใหม่ของประเทศไทยในปี 2563 หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะใกล้เคียงกับปี 2562 หรือราว 1 ล้านคัน เนื่องจากยังมีรถยนต์ประเภทอื่นๆ ช่วยประครองยอดขายไว้ได้ และยอดขายกลุ่ม B-Segment จะเข้ามามีบทบาทจริงๆ ในปี 2564 มากกว่า
สรุป
ปลายปีนี้ยอดจองรถยนต์ส่วนใหญ่ในงาน Thailand Motor Expo 2019 จะต้องเป็นกลุ่ม B-Segment แน่นอน คล้ายกับเมื่อหลายปีก่อนที่ตอนนั้นนโยบายรถคันแรกกำลังบูม ตัว B-Segment ก็ยอดจองเยอะเช่นเดียวกัน แต่ถึงจองได้ ก็ใช้ว่าจะขายได้ เพราะหากไม่ผ่านไฟแนนซ์ ทุกอย่างก็จบอยู่ดี

