มาสด้าโชว์นวัตกรรมยานยนต์ต้นแบบแห่งอนาคต KAI CONCEPT รถต้นแบบสไตล์แฮตช์แบคที่ใกล้เคียงกับโปรดักชั่นคาร์คันจริงมากที่สุด ให้ได้ยลโฉมกันแบบใกล้ชิด พร้อมเปิดให้จับจองเป็นเจ้าของรถมาสด้า CX-3 รุ่นพิเศษ EXCLUSIVE MODS ที่ได้รับการตกแต่งสุดพิเศษทั้งภายในและภายนอกด้วยอุปกรณ์แท้จากโรงงาน พร้อมกันนี้ลูกค้าที่จองซื้อรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นรับแคมเปญสุดพิเศษ MAZDA SHOWTIME ด้วยดอกเบี้ยต่ำสุด 0% และฟรีประกันภัยชั้
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการทุ่มเทสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในแบรนด์ จนลูกค้าเกิดความมั่นใจในแบรนด์เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ยอดขายช่วงที่ผ่านมาพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมาสด้าเตรียมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับรถยนต์รุ่นใหม่ที่ได้ประกาศไปแล้วว่า ปีนี้มาสด้าจะทยอยนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดประเทศไทยมากถึง 6 รุ่น หนึ่งในนั้น คือรถยนต์นั่งที่กำลังร้อนแรงมากที่สุดบนเวทีโลกในขณะนี้ และมาสด้ากำลังซุ่มเตรียมแผนงานอย่างเต็มที่เพื่อให้รถยนต์รุ่นนี้ได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทย โดยเริ่มเผยแนวทางการออกแบบมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา งานมอเตอร์ โชว์ 2019 ในครั้งนี้ มาสด้าได้นำรถต้นแบบที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับรถคันจริงมากที่สุดมายั่วน้ำลาย ให้ลูกค้าสัมผัสถึงเส้นสายการออกแบบและเทคโนโลยีที่อัดแน่นในรถคันนี้ เชิญชมคันจริงได้ที่งานมอเตอร์ โชว์ 2019 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน นี้ เท่านั้น
นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้นับว่ามีความสำคัญยิ่งสำหรับมาสด้า เพระเรากำลังจะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่การนำรถยนต์มาสด้าเข้ามาเปิดตลาดมากถึง 6 รุ่น เท่านั้น ยังรวมถึงการเตรียมความพร้อมในทุกมิติ และที่สำคัญ คือ การเอาใจใส่ดูแลลูกค้าของเราด้วยการบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า เราไม่ได้ตั้งเป้ายอดขาย หรือ ยอดจองให้ได้มากที่สุด แต่เราอยากให้คนไทยได้เป็นเจ้าของรถยนต์ที่ดีที่สุด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรักษาโลกของเราให้คงความสวยงามเพื่อลูกหลานของเราในอนาคต
สำหรับรถต้นแบบ MAZDA KAI CONCEPT เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของมาสด้าในอนาคต รวมถึงเป็นผู้บุกเบิกรถยนต์สไตล์แฮตช์แบค นี่คือรถต้นแบบจากมาสด้า ที่กำลังจะพาทุกท่านเข้าไปสู่รถยนต์ในเจเนอเรชั่นใหม่ มีการออกแบบที่เฉียบคม สวยงาม ลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออก และทำให้เกิดการออกแบบรถแฮตช์แบคที่มองเห็นถึงความแข็งแรง แสดงออกถึงศิลปะและสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ภายใต้ KODO Design ผลลัพธ์ที่ได้คือรถยนต์แฮตช์แบคที่มีองค์ประกอบที่สมดุลมากที่สุด
KAI CONCEPT มาพร้อมกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน SKYACTIV-G และเครื่องยนต์ SKYACTIV-X เครื่องยนต์ใหม่สำหรับรถเจเนอเรชั่นถัดไปของมาสด้า ที่ได้รวมนวัตกรรมในกระบวนการเผาไหม้ ที่เรียกว่า Spark Controlled Compression Ignition (SPCCI) SKYACTIV-X ถือเป็นเครื่องยนต์เบนซินเชิงพาณิชย์รายแรกของโลกที่ใช้การจุดระเบิดด้วยการอัดอากาศ ที่รวมเอาข้อดีของเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซลไว้ด้วยกัน
เมื่อผนวกรวมกับเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ซึ่งเป็นการออกแบบโครงสร้างตัวถังที่เหมาะสมกับการใช้งานในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการใช้หลักสรีระและธรรมชาติของมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขับขี่กับรถยนต์ เมื่อผนวกเข้ากับเครื่องยนต์ SKYACTIV-X จึงส่งผลให้รถยนต์มีการขับขี่ที่ทรงพลังในทุกๆ ด้าน มีสมรรถนะสูง ห้องโดยสารเงียบ และสะดวกสบายในทุกขณะขับขี่
ทางด้านแม่ทัพการตลาด นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ แสดงความเห็นว่า งานมอเตอร์ โชว์ ครั้งนี้ มาสด้าคาดว่าจะมีลูกค้าให้ความสนใจอย่างล้นหลามมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจและตัดสินใจเข้ามาครอบครัวมาสด้า มาสด้าได้จัดแคมเปญสุดพิเศษ “MAZDA SHOWTIME” ช่วงเวลาที่ไม่ควรพลาดกับข้อเสนอมอเตอร์ โชว์ โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2562 ไปจนถึงวันที่ 7 เมษายน 2562 นี้ เท่านั้น ด้วยดอกเบี้ยต่ำสุด 0% พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่งสูงสุด 2 ปี
ไม่เพียงเท่านั้น Toyota เขาก็เลย ยกพื้นที่ของ อาคารโชว์รูม Toyota MEGAW@B ที่ ห้าง Venus Fort เปลี่ยนสภาพ ให้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ FUTURE EXPO ซึ่งเปิดโอกาสให้บรรดาบริษัทและองค์กรกว่า 60 แห่ง ตั้งแต่บริษัทรถยนต์ทุกค่าย ที่ขนเอารถยนต์ หรือยานพาหนะต้นแบบต่างๆ รวมทั้งบรรดาบริษัทอิเล็กโทรนิคส์และการสื่อสารรายสำคัญ เช่น NTT (ผู้ให้บริการโทรศัพท์และการสื่อสารรายใหญ่สุดของญี่ปุ่น) Panasonic , NEC , FUJITSU ฯลฯ ที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์เศรษฐกิจกีฬา Olympic และ Paralympic (ซึ่ง Toyota ก็เป็นโต้โผใหญ่ของสมาพันธ์นี้อีกนั่นแหละ) ร่วมกันจัดแสดง เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆของตน ร่วมกัน กว่า 90 รายการ ไปเสียเลย เพื่อให้ผู้ชมงานได้สัมผัสประสบการณ์ของโลกในอนาคต ที่เริ่มเข้าใกล้ความเป็นจริงขึ้นมาทุกที ได้เต็มที่
ไม่เพียงเท่านั้น เราจึงเห็นความพยายามของผู้จัดงาน ที่จะทุ่มงบประมาณ โปรโมทงานในทุกรูปแบบ ทุกหนทาง ตั้งแต่โฆษณา แบบ Video Clip Billboard หรือแม้แต่ขอความร่วมมือบริษัทรถยนต์ทุกค่าย ให้ช่วยใส่ภาพโปรโมทงานในช่วง 2 วินาทีสุดท้าย หลังภาพยนตร์โฆษณารถยนต์แต่ละแบรนด์ทางโทรทัศน์ของตนในช่วงก่อนและระหว่างงานเริ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อดึงให้ยอดผู้เข้าชมงาน กลับมาพุ่งทะลุ 1 ล้านคนให้ได้อีกครั้ง ในรอบหลายปี
พูดง่ายๆก็คือ Tokyo Motor Show คราวนี้ มันไม่ได้เพียงแค่เป็น งานแสดงรถยนต์ตามปกติ แต่มันกลายเป็นงานแสดง Technology Showcase จากแทบทุกบริษัทในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ และฝั่งอิเล็กโทรนิคส์ รวมทั้งโทรคมนาคม ซึ่งมีส่วนที่ต้องเดินหน้าควบคู่เป็นพันธมิตรไปด้วยกัน
ทีมงาน Headlightmag ยกโขยงกันบินไปชมงานนี้ ทั้งด้วยการอนุเคราะห์จากทางบริษัท Toyota Motor (Thailand) จำกัด, บริษัท Honda Automobiles (Thailand) จำกัด และด้วยการออกทุนทรัพย์ พาทีมงานอีก 8 ชีวิต บินด้วยสายการบิน ANA ไปยัง Tokyo เพื่อนำภาพบรรยากาศ และข้อมูลของงาน Tokyo Motor Show ในปีนี้ มาฝากคุณผู้อ่านกันเหมือนเช่นเคย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Headlightmag ของเรา เป็น Website รถยนต์ ดังนั้น สำหรับผู้ผลิตที่มีรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุก ออกจำหน่ายนั้น เราขออนุญาตนำเสนอแต่เพียง ส่วนของรถยนต์ เท่านั้น

BMW ALPINA
หลายคนเข้าใจว่า Alpina เป็นสำนักแต่งนอกบริษัท BMW แต่ความจริงแล้ว ALPINA Burkard Bovensiepen GmbH + Co. KG.จากแคว้น Bavaria ทำงานใกล้ชิดกับ BMW ในการนำรถยนต์ของค่ายใบพัดสีฟ้า มาปรับปรุงดัดแปลงสมรรถนะ และชุดแต่งในแบบต่างๆ แล้วนำออกขายในรูปแบบรถยนต์ BMW เวอร์ชันสมรรถนะสูง ทำให้ Alpina ได้รับการยอมรับจากกระทวงคมนาคม ของสหพันธรัฐเยอรมนี ในฐานะ “บริษัทผู้ผลิตรถยนต์” พวกเขาเข้าร่วมจัดแสดงในงาน Tokyo Motor Show เป็นครั้งแรก ตั้งแต่งานครั้งที่ 17 เมื่อปี 1989 หรือ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว
สำหรับปี 2019 นี้ ในโอกาสที่ Nicole Automobile LLC ผู้นำเข้า จำหน่าย และให้บริการรถยนต์ BMW Alpina ในญี่ปุ่น ดำเนินกิจการมาครบ 40 ปี พอดี ทางบริษัทแม่ในเยอรมนี ก็ร่วมเฉลิมฉลองด้วยการใช้พื้นที่ของบูธ ประกาศเปิดตัว BMW ALPINA B3 Saloon รุ่นใหม่ แบบ “World Premiere” เป็นแห่งแรกในโลก กันในงานเสียเลย หลังจากที่เพิ่งเปิดตัว B3 Bi Turbo Touring ในงาน Frankfurt Motor Show เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ALPINA B3 Saloon มีพื้นฐานมาจาก BMW ซีรีส์ 3 ตัวถัง G30 แต่ได้รับการตกแต่งภายนอกด้วยชุดลิ้นหน้า, สเกิร์ตข้าง, ดิฟฟิวเซอร์หลังและสปอยเลอร์หลังของ ALPINA เอง นอกจากนี้ยังมีท่อไอเสียแบบสปอร์ตปลายออกข้างละ 2 ท่อ และล้ออัลลอยลาย Classic ขนาด 20 นิ้ว คาดสติกเกอร์ลายเฉพาะของทางสำนักด้านข้าง มาดโดยรวมของรถภายนอกจะดูดุดันแบบเรียบๆ คนละสไตล์กันกับรถของ M Division ที่จะดูเกรี้ยวกราดจับใจวัยรุ่นมากกว่า
แต่ถึงภายนอกจะดูเรียบ และภายในจะดูหรูหราด้วยหนังแท้เกรดพรีเมียม B3 Saloon กลับมีหัวใจที่ร้ายกาจ มันคือเครื่องยนต์รหัส S58 แบบเดียวกับที่อยู่ใน BMW X3 M และ X4 M ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะมีการนำไปวางใน M3 และ M4 ใหม่ด้วยเช่นกัน เครื่องยนต์ รหัส S58 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว 2,993 ซี.ซี. (3.0 ลิตร) ติดตั้ง Turbocharger คู่ แบบ Two-stage มีการปรับจูนพละกำลัง จนได้แรงม้ามาทั้งสิ้น 462 แรงม้า (HP) ที่ 5,000-7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร (71.33 กก.-ม.) ที่ 3,000-4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังสู่เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ZF และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive ที่ปรับเซ็ตใหม่โดย ALPINA
B3 Saloon สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ ใน 3.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 303 กิโลเมตร/ชั่วโมง มีกำหนดเปิดรับสั่งจองในต้นปี 2020 และส่งมอบรถคันแรกให้กับลูกค้าได้ในช่วงกลางปี

DAIHATSU
ผู้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก ในเครือ Toyota ยังคงมุ่งเน้นตลาดในบ้านตัวเองเป็นหลัก อย่างแข็งขัน เพราะทุกวันนี้ ในตลาดต่างประเทศ Daihatsu ยังพอจะเก็บเกี่ยวผลกำไร จากใน Indonesia และ Malaysia เป็นหลักเท่านั้น ทุกวันนี้ ผลผลิตของ Daihatsu เพียงรุ่นเดียว ที่ยังเหลือรอดมาจำหน่ายในเมืองไทย ก็คือ Toyota Avanza จาก Indonesia อันเป็นผลงานร่วมกันของทั้ง Toyota และ Daihatsu มาตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปัจจุบัน นั่นเอง
ปีนี้ พื้นที่ของบูธ Daihatsu ถูกจัดแสดงภายใต้แนวคิด “Gathering: providing warmth to everyone’s lives.” หรือ “การวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับทุกชีวิต” โดยจัดให้บูธมีโทนแสง Warm และเน้นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีกิจกรรม และมีส่วนร่วมในบูธมากขึ้น ทั้งการกันพื้นที่้ด้านหน้าเวทีจัดแสดงรถยนต์ต้นแบบทั้ง 4 คัน เอาไว้ให้กับเด็กๆ เป็นพิเศษ รวมทั้งยังมีพื้นที่ทำกิจกรรมวาดภาพระบายสีร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ ด้านข้างเวที มีร้านจำหน่ายของที่ระลึก และรถยนต์โมเดลจำลอง แน่นอนว่า ได้รับความสนใจจากชาวญี่ปุ่น เข้ามาเยี่ยมมกันอุ่นหนาฝาคั่ง ตามคาดหมาย
Daihatsu นำรถยนต์ต้นแบบ 4 คัน มาจัดแสดง ร่วมกับรถยนต์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวออกสู่ตลาด 1 รุ่น และรถยนต์ B-Segment Crossover SUV รุ่นใหม่ล่าสุด ที่เตรียมพร้อมจะเปิดตัวออกสู่ตลาดในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ อีก 1 รุ่น รวม 2 คัน

Daihatsu Ico Ico
ลองนึกถึงสมัยก่อน ที่คุณยังต้องขึ้นรถสองแถว หรือรถกระป๊อ จากหน้าปากซอยแถวบ้าน เพื่อออกไปขึ้นรถเมล์ หรือรถไฟฟ้า ที่ถนนใหญ่ดูสิครับ Ico Ico เป็นรถยนต์ที่เกิดมาเพื่อทำหน้าที่แทนยานพาหนะแบบเดิมๆเหล่านั้นที่เราคุ้นเคย โดยยืนอยู่บนขนาดตัวถัง ในพืกัด Kei-Jidosha หรือ K-Car แต่ไม่จำเป็นต้องมีคนขับอีกต่อไป
Ico Ico เป็นรถยนต์ต้นแบบในตัวถังทรงกล่อง เน้นความเรียบง่ายและดูเป็นมิตรกับทุกคน ออกแบบมาเพื่อยกระดับคุณภาพของระบบขนส่ง เนื่องจากมีตัวถังกะทัดรัดให้เข้าถึงถนนที่แคบได้ จุดเด่นอยู่ที่ ห้องโดยสารสำหรับ 4 คน ที่สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งเบาะได้หลายรูปแบบ โดยเบาะคู่หน้า สามารถปรับให้หมุน กลับหลังหัน หรือเลื่อนขึ้นหน้า ถอยหลัง ได้หมด แถมยังมีพื้นลาดให้ผู้ที่ใช้รถเข็น เข้าห้องโดยสารได้ง่ายขึ้น
ตัวถังยาว 3,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,475 มิลลิเมตร สูง 1,995 มิลลิเมตร จุผู้โดยสารได้ 4 คน ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า EV ด้วยระบบควบคุมการขับขี่อัตโนมัติ Autonomous Drive

Daihatsu Tsumu Tsumu
Daihatsu เป็นผู้ผลิตที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ จากการผลิตรถกระบเสี่ล้อเล็ก เพื่อการพาณิชย์ มาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คนไทยก็รู้จักรถแบบนี้ดี ในรูปของ “รถกระป๊อ” ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเขาทำตลาดมันในชื่อ Daihatsu HiJet มานานหลายทศวรรษ และได้รับความนิยมจากลูกค้าทั่วโลกเป็นอย่างดี ล่าสุด เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พวกเขาเพิ่งจะปรับโฉม HiJet ใหม่ ให้มีระบบ Smart Assist เบรกเองได้อัตโนมัติ เมื่อมีคนหรือยานพาหนะตัดหน้ากระทันหัน อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การพัฒนารถบรรทุกสี่ล้อขนาดเล็กสำหรับทศวรรษหน้า ก็กำลังดำเนินอยู่อย่างเงียบๆ และส่วนหนึ่งของงานออกแบบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหยั่งกระแสปฏิกิริยาสาธารณชน ก็คือ Daihatsu Tsumu Tsumu คันนี้ ที่ออกแบบมาให้ส่วนบรรทุกด้านหลัง ปรับเปลี่ยน platform ได้หลายรูปแบบให้รองรับการใช้งานที่แตกต่างออกไป โดยเวอร์ชันต้นแบบคันนี้ สร้างขึ้นเพื่อใช้ร่วมกับ drone ขนาดใหญ่ มีทั้งส่วนบรรทุกและฐานจอด ห้องโดยสารส่วนหน้ามาพร้อมกับเบาะ 2 ที่นั่ง และมีพื้นที่เก็บสัมภาระหลายจุดทั้งหลังเบาะ บานประตูที่เปิดออกไม่เหมือนกันทั้ง 2 ข้าง รวมไปถึงประตูแค็บฝั่งซ้ายของตัวรถที่เปิดออกได้
ตัวถังมีความยาว 3,995 มิลลิเมตร กว้าง 1,475 มิลลิเมตร สูง 1,850 มิลลิเมตร นั่งได้ 2 คน Daihatsu ไม่ได้บอกว่า รถคันนี้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาป หรือมอเตอร์ไฟฟ้า พวกเขาสร้างรถคันนี้ขึ้นมา เพื่อสรรหาแนวทางในการพัฒนารถกระบะเล็ก ซึ่งอาจเป็น HiJet ในเจเนอเรชันต่อไป ก็เป็นได้

Daihatsu Wai Wai
อย่าเพิ่งหิวบะหมี่ไวไว แม้ว่าจะเขียนออกมาเป็นภาษาอังกฤษเหมือนกันก็ตาม แต่ Daihatsu Wai Wai เป็น รถยนต์ minivan ดีไซน์เรียบง่าย หน้าตาเหมือนหม้อหุงข้าว ยุคทศวรรษ 1960 ออกแบบมาเพื่อเน้นประโยชน์ใช้สอยภายใน ตั้งเป้าหมายเพื่อกลุ่มพ่อแม่และสตรีมากสมบัติ มาพร้อมเบาะ 3 แถว ปรับพับได้ตามใจชอบ เข้าออกง่ายด้วยประตูบานหลังที่เปิดแบบสไลด์ไปด้านหลัง หลังคาเป็นแบบ Canvas Top แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ทั้งสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า และด้านหลัง
Wai Wai มีขนาดตัวถังอยู่ในกลุ่ม Compact – Size ใหญ่กว่า K-Car ชัดเจน ด้วยความยาว 4,200 มิลลิเมตร กว้าง 1,665 มิลลิเมตร สูง 1,665 มิลลิเมตร นั่งได้ 6 คน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์พ่วงมอเตอร์ไฟฟ้า ในระบบ Hybrid

Daihatsu Waku Waku
ชื่อรุ่นชวนให้นึกถึง รายการ Game Show ที่ชื่อ Waku Waku น่ารักน่าลุ้น ของ รัชฟิล์ม ทีวี ที่เคยออกอากาศทาง ช่อง 5 บ้านเรา ช่วงปี 1987 – 1996 หรือไม่ก็ร้านเนื้อย่าง Yakiniku แต่จริงๆแล้ว ในภาษาญี่ปุ่น Waku Waku แปลว่า “ตื่นเต้น” ซึ่งเหมาะกับการนำมาใช้กับรถยนต์ต้นแบบ Crossover รุ่นต่อไป ซึ่งออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่ผู้ชื่นชอบการผจญภัย
ตัวถังมีความยาว 3,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,475 มิลลิเมตร สูง 1,630 มิลลิเมตร เส้นสายตัวถังเน้นความเหลี่ยมสัน บึกบึน เสริมด้วยชายล่างตัวถังสีดำรอบคัน ห้องโดยสารสีสันสะดุดตา มากด้วยประโยชน์ใช้สอยกับหลังคาตอนหลังที่เปิดออก เพื่อเก็บสัมภาระเพิ่มเติมได้ ทั้งยังขนสัมภาระอย่างสะดวกสบาย ด้วยประตูบานหลังที่เปิดออกได้ 2 ส่วน และบานประตูคู่หลังที่เปิดกางออกได้ 90 องศา
อันที่จริง Daihatsu เคยทดลองพัฒนา Small Crossover หน้าตาประมาณนี้ออกมาแล้วครั้งหนึ่งในชื่อ Daihatsu NAKED ออกจำหน่ายในปี 1999 ทว่า ด้วยรูปทรงที่มาในรูปทรงกล่องแข็งๆ สไตล์ Semi-Retro แถมัวรถยังไม่ได้ยกสูงขึ้นมาชัดเจนนัก อีกทั้งดูเหมือนว่า ตัวรถ ออกจำหน่าย ก่อนยุคสมัยที่ B-Segment Small Crossover SUV จะได้รับความนิยมเปรี้ยงปร้างไปทั่วโลก ทำให้มันไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทว่า การมาถึงของคู่แข่งอย่าง Suzuki Hustler ที่ขายดีเทน้ำเทท่าในญี่ปุ่น ทำให้ Daihatsu เริ่มมีแนวคิดที่จะทำ K-Car แนว ลุยๆ แบบนี้อีกครั้ง
แม้ว่าเราจะยังไม่แน่ใจว่า เวอร์ชันจำหน่ายจริงของ Waku Waku จะพร้อมขึ้นโชว์รูมทั่วญี่ปุ่น ภายใน 2 ปีข้างหน้าได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ Daihatsu ก็มองเห็นโอกาสในตลาด B-Segment Crossover SUV ซึ่งมีขนาดตัวถังใหญ่กว่า และมีโอกาสผลิตส่งไปขายในตลาดอื่นๆ นอกญี่ปุ่น มากกว่า มานานมากแล้ว วันนี้พวกเขาพร้อมที่จะส่ง รถยนต์รุ่นใหม่ บุกตลาดแทน ตระกูล Terios ซึ่งล้มหายตายจากจนหลายคนลืมเลือนไปหมดแล้ว เสียที


