นอกเหนือจาก FIT / JAZZ ใหม่แล้ว Honda ยังประกาศ เตรียมส่งรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ เปิดตัวในตลาดญี่ปุ่น ช่วงต้นปี 2020 ที่จะถึงนี้ หลังจากเผยโฉมและเริ่มออกขายในต่างประเทศมาบ้างแล้ว

Honda e
ถึงจะเผยโฉมมาแล้วในงาน Geneva Motor Show เมื่อเดือนมีนาคม 2019 และเปิดตัวเวอร์ชันพร้อมจำหน่ายจริงมาแล้ว ในงาน Frankfurt Motor Show เดือนกันยายน 2019 ที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ถือเป็นการอวดโชว์โฉม เวอร์ชั่นพร้อมจำหน่ายจริง ครั้งแรกในญี่ปุ่น ของ Honda e รถยนต์พลังมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน ที่มีการออกแบบเรียบง่าย ดึงเอาลักษณะบางส่วนมาจากรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นดังในอดีตอย่าง Honda N360 กลับมาประยุกต์ให้ดูร่วมสมัย ด้วยรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆมากมาย เช่นมือจับเปิดประตูแบบที่ยื่นออกมาเฉพาะเมื่อต้องใช้ กระจกมองข้างหายไป กลายเป็นกล้องส่องหลังคล้ายของ Audi e-tron แทน
ภายในออกแบบในลักษณะเหมือนกับเลาจน์ ดูเรียบง่าย สบาย แต่ทันสมัย แสดงผลผ่านจอภาพขนาดใหญ่ 5 จอ พร้อมระบบ AI Honda Personal Assistant และยังสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในรถไม่ว่าจะเป็นระบบนำทาง ข้อมูลสถานที่ เพลง หรือข้อมูลการจราจร
สำหรับรถสเป็คญี่ปุ่นนั้น ยังไม่มีการระบุตัวเลขข้อมูลต่างๆชัดเจน ทราบแต่เพียงว่ามันสามารถชาร์จผ่านระบบ Rapid charging เพื่อเติมแบตเตอรี่ 80% ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที อย่างไรก็ตาม เรามีตัวเลขจากรถเวอร์ชั่นยุโรปที่บ่งชี้ว่า Honda e จะมีขุมพลัง 2 ระดับ คือรุ่นธรรมดา 134 แรงม้า (PS) และรุ่น Advance 152 แรงม้า (PS) ซึ่งจะสวมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว และทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ ภายใน 8.0 วินาที ทว่า การชาร์จไฟ 1 ครั้ง เต็มที่ จะแล่นได้ไกลแค่ราวๆ 220 กิโลเมตร เท่านั้น ซึ่ง Honda ยุโรปบอกว่า แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับรถคนเมือง เพราะคนยุโรปส่วนมากใช้รถวันละไม่ถึง 50 กิโลเมตร

Honda ACCORD e:HEV (Japan Premiere)
นี่คือการเปิดตัวครั้งแรกของ Honda Accord เจนเนอเรชั่นที่ 10 ซึ่งช้ากว่าอเมริกาและไทยอยู่นานหลายเดือน นอกจากนี้ Accord ของญี่ปุ่น ยังเปิดตัวด้วยขุมพลังแบบเดียวคือ รุ่นไฮบริด โดยใช้ชื่อรุ่นว่า e: HEV ซึ่งจะเป็นชื่อรุ่นย่อยใหม่ที่สื่อถึงขุมพลังไฮบริดแบบใหม่ ยังไม่แน่ชัดว่า Accord e:HEV จะกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีเครื่องยนต์ไว้ปั่นไฟ (ทำนองเดียวกับ e-Power ของ Nissan) ซึ่งมีความแตกต่างจากเวอร์ชั่นตลาดโลกและไทยหรือไม่ เนื่องจากเอกสารของ Honda ไม่ได้อธิบายวิธีการทำงานของระบบอย่างชัดเจนนัก
เวอร์ชั่นไทย ใช้ระบบ i-MMD แบบ Dual Motor ทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในยามขับขี่ในเมืองกับกดคันเร่งเต็ม ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้เพื่อการปั่นไฟและใช้เพื่อขับเคลื่อนในช่วงวิ่งความเร็วคงที่ จึงไม่สามารถนับเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบติดตั้งเครื่องยนต์เพื่อสร้างไฟ และทำให้ต้องใช้ชื่อรุ่นว่า Hybrid อยู่
ทั้งนี้ Accord เวอร์ชั่นญี่ปุ่น จะไม่มีขุมพลังเครื่องยนต์สันดาปภายในล้วนๆ ให้เลือกในขณะเปิดตัวแม้แต่บล็อคเดียว จะมีแต่ขุมพลัง Hybrid ในชื่อ e:HEV เท่านั้น ตัวรถจะผลิตขึ้นจากโรงงานของ Honda ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ในประเทศไทย ก่อนจะส่งออกทางเรือมาจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น โดยจะมีกำหนดลงโชว์รูม พร้อมส่งมอบให้ลูกค้าได้ภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2020 ซึ่งเท่ากับว่าช้ากว่าการเปิดตัวในประเทศไทยเกือบ 1 ปี


นอกเหนือจากนี้ Honda ยังใช้พื้นที่บูธ ร่วมฉลองการเข้าร่วมแข่งขันรถยนต์รายการ Formula 1 World Grand Prix ครบรอบ 60 ปี ของพวกเขา ด้วยการนำบรรดารถจักรยานยนต์แข่งทางเรียบ และรถแข่ง Formula 1 มาจัดแสดงในงานนี้ด้วย ได้แก่…
- รถแข่ง Honda RA272 ที่เคยเข้าร่วมลงแข่งในรายการ 1965 FIA Formula 1 WGP Mexican GP Champion
- รถแข่ง McLaren Honda MP4/4 ที่เคยคว้าชัยชนะในรายการ 1988 FIA Formula 1 WGP
- รถแข่ง Honda RA106 ที่เคยเข้าร่วมลงแข่งในรายการ 2006 FIA Formula 1 Hungarian GP Champion
- รถแข่ง Scuderia Toro Rosso STR13 ที่เคยเข้าร่วมแข่งขันรายการ 2019 FIA Formula 1 World Championship
- รถแข่ง Aston Martin Red Bull Racing RB14 ที่เคยเข้าร่วมแข่งขันรายการ 2019 FIA Formula One World Championship

ส่วนบรรดารถยนต์รุ่นที่มีจำหน่ายอยู่แล้วในตลาด Honda ก็นำ Compact Minivan รุ่น FREED Generation ที่ 2 ซึ่งเพิ่งถูกปรับโฉม Minorchange รวมทั้งเพิ่มรุ่น CROSSTAR ตกแต่งในแนว Crossover และเพิ่งส่งขึ้นโชว์รูมไปเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา สดๆร้อนๆ มาจัดแสดงในงานดังกล่าว (รายละเอียดต่างๆ คลิกเข้าไปอ่านได้ ที่นี่ Click Here) แต่คุณผู้อ่านทั้งหลาย ไม่ต้องลุ้นนะครับ เพราะยังไงๆ Honda ก็จะไม่นำ Freed รุ่นนี้ เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ Honda ก็ยังเลือกขนบรรดา K-Car พิกัด ไม่เกิน 660 ซีซี 64 แรงม้า (PS) รุ่นขายดี ในตระกูล N ย่อมาจาก New Next Nippon Norimono (乗り物 แปลว่า ยานพาหนะ) มาจอดโชว์ตัวกันครบ ทั้ง N-Box แชมป์ยอดขาย K-Car อันดับ 1 ถึง 4 ปีซ้อน รวมทั้ง N-WGN กับรถตู้เพื่อการพาณิชย์ Design สุดน่ารัก N-Van ที่ถูกดัดแปลงมาเป็นรถตู้ กาชาปอง เคลื่อนที่ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Super Car ขุมพลัง Hybrid ขับเคลื่อน 4 ล้อ SH-AWD อย่าง Honda NSX เวอร์ชัน Minorchange ซึ่งปรับโฉมไปตั้งแต่ปลายปี 2018 ที่ผ่านมา

MAZDA
ช่วง5 ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากกองเถ้าถ่าน ของระเบิดปรมาณูที่ Hiroshima หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รายนี้ พยายามปรับภาพลักษณ์ของตนเอง จากเดิมที่เน้นความสนุกสนานในการขับขี่ กลายมาเป็นแบรนด์รถยนต์ ที่ดู Premium ยิ่งขึ้น สุขุม และคัมภีรภาพมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนหน้างาน Tokyo Motor Show จะเริ่มขึ้นเล็กน้อย Mazda ประกาศเปิดตัว Mazda 3 ใหม่ เวอร์ชันญี่ปุ่น พร้อมกับประกาศ ยกเลิกการใช้ชื่อรุ่น สำหรับเรียกขายเฉพาะตลาดญี่ปุ่น ทั้ง Demio , Axela , Atenza ทิ้งไปให้หมด โดยเปลี่ยนมาเป็น Mazda 2 Mazda 3 และ Mazda 6 ให้เหมือนกันหมดทั้งโลก อีกด้วย
ปีนี้ Mazda ไม่มีรถยนต์ต้นแบบมาอวดโฉมเลยสักคัน แต่พวกเขา เลือกใช้เวทีในงานนี้ เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ แบบแรกในประวัติศาสตร์ของตนเอง นั่นคือ Mazda MX-30

Mazda MX-30
Mazda MX-30 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน BEV-Battery Electric Vehicle รุ่นแรกที่ทางค่ายจะผลิตขึ้นมาเพื่อขายอย่างจริงจัง Mazda เลือกใช้บอดี้แบบ Crossover โดยใช้พื้นฐานแพลทฟอร์มที่ประยุกต์มาจาก Mazda CX-30 และ Mazda 3 เนื่องจากรถยนต์ประเภทนี้ ในปัจจุบัน เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงในทำนองเดียวกันไม่ว่าจะเป็นตลาดในทวีปไหน รูปทรงแบบ Crossover ยังเอื้ออำนวยต่อการออกแบบ แบ่งปันพื้นที่ระหว่างแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อนและยังเหลือความสบายในห้องโดยสาร
MX-30 มีขนาดมิติตัวรถ ยาว 4,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,795 มิลลิเมตร สูง 1,570 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,655 มิลลิเมตร นับว่ามีขนาดตัวเท่ากันกับ Mazda CX-30 เลยทีเดียว ยกเว้นแค่ความสูงของตัวรถที่ CX-30 จะเตี้ยกว่ากันอยู่ 30 มิลลิเมตร
จุดเดนอีกประการหนึ่งของ MX-30 ก็คือประตูที่เรียกว่า Freestyle Door ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนประตูตู้กับข้าวของรถกระบะมีแค็บ ประตูบานหน้า เปิดไปทางด้านหน้า และบานหลังก็เปิดไปข้างหลัง
ระบบขับเคลื่อนของ MX-30 นั้น Mazda ขนานนามให้ใหม่ว่า e-SKYACTIV เพื่อนำไปใช้เป็นธีมโปรโมททางการตลาดที่แตกต่างระหว่างรถยนต์เครื่องสันดาปภายในปกติ และรถ BEV ของทางค่ายที่จะมีรุ่นอื่นๆตามออกมาอีกในอนาคต
มอเตอร์ไฟฟ้า e-SKYACTIV ที่ใช้ใน MX-30 นั้น ยังไม่มีการระบุตัวเลขพลังที่มันสามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ที่ใช้นั้น เป็นแบบ Lithium-ion แรงดันไฟฟ้า 355V ความจุไฟ 35.5 kWh ซึ่งหากเป็นตามนี้จริง พิสัยทำการของรถอาจจะอยู่ในระดับกลาง 250-350 กิโลเมตรตามแต่สภาพการขับขี่ ซึ่งใกล้เคียงกับ Nissan LEAF ส่วนระบบชาร์จไฟ มีทั้งแบบ DC กระแสตรง Combo Standard และระบบชาร์จกระแสสลับ AC กำลังสูงสุด 6.6kW
กำหนดการออกสู่ตลาดญี่ปุ่น จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2020 พร้อมกับการนำไปเปิดตัวในตลาดยุโรป ช่วงงาน Geneva Motor Show เดือนมีนาคม 2020 และมีแนวโน้มว่า MX-30 รวมทั้งบรรดารถยนต์พลังไฟฟ้าล้วนของ Mazda อาจจะยังไม่มาถึงเมืองไทยในช่วง 1-2 ปีนี้ เพราะต้องรอให้ Mazda 3 Hybrid เปิดตัวในประเทศไทยก่อน เป็นระลอกแรก
(รายละเอียดเพิ่มเติมของ Mazda MX-30 อ่านได้ที่นี่ Click Here!)

นอกเหนือจาก MX-30 แล้ว Mazda ยังนำ CX-8 Minorchange มาเปิดตัวในงานนี้เป็นครั้งแรก ร่วมกับ CX-30 เวอร์ชันญี่ปุ่น ที่เพิ่งถูกส่งขึ้นโชว์รูมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2019 ที่ผ่านมาหมาดๆ มาออกแสดงร่วมกับ Mazda 3 , Mazda 2 และ Mazda MX-5 ใหม่ ด้วย
ตั้งข้อสังเกตว่า CX-30 มีการขยายขนาดของห้องโดยสารและห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง ยาวขึ้นกว่า CX-3 อยู่พอสมควร การเข้า – ออก จากบานประตูคู่หน้า ของ CX-30 ทำได้ดีขึ้นกว่า CX-3 นิดหน่อย แต่การเข้า – ออก จากบานประตูคู่หลัง ทำได้ดีขึ้นชัดเจน เนื่องจาก บานประตูคู่หลัง มีขนาดกว้างขึ้นเล็กน้อย
เบาะนั่งคู่หน้า มาในสไตล์เดียวกับ Mazda 3 ใหม่ คือ แอบมีพนักศีรษะดันกบาลนิดๆ ส่วนพนักพิงหลัง และเบาะรองนั่ง ให้สัมผัสที่คล้ายคลึงกับ Mazda 3 ผสมกับ CX-3 รุ่นเดิม ส่วนเบาะนั่งแถวหลัง คล้ายกับ CX-3 เดิม แค่มีพื้นที่วางขา เพิ่มขึ้นจาก CX-3 เดิม นิดเดียว แต่มีพื้นที่เหนือศีรษะ เหลือถึง 4 นิ้วมือในแนวนอน ไม่เพียงเท่านั้น พื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง มีขนาดใหญ่โตกว่า CX-3 ชนิดคนละเรื่อง! เรียกได้ว่า แก้ปัญหาต่างๆที่เราเคยพบเจอกันมาใน CX-3 ไปได้เยอะมาก คงต้องรอให้ CX-30 มาขึ้นสายการประกอบในเมืองไทย ภายในปี 2020 เราจึงจะได้มีโอกาสสัมผัสรถคันนี้เต็มๆมากกว่านี้
รายละเอียดของ CX-30 คลิกอ่านได้ ที่นี่ Click Here!
รายละเอียดของ CX-8 ที่จะเปิดตัวในเมืองไทย 16 พฤศจิกายน 2019 Click Here!
Exclusive First Impression ลองขับ Mazda CX-8 กลางหิมะที่ Hokkaido Click Here!

Mercedes-Benz & Smart
กลายเป็น 1 ใน 3 ผู้ผลิตรถยนต์ชาวตะวันตก เท่านั้น ที่ตัดสินใจยอมมาร่วมออกบูธจัดแสดงในงานครั้งนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเห็นความสำคัญของตลาดญี่ปุ่น ในฐานะ แบรนด์ที่มียอดขาย 1 ใน 3 ของรถยนต์นำเข้าในประเทศนี้ หรือว่าเป็นเพราะทาง JAMA ไปเจรจาว่า ขอให้ยังคงออกบูธในปีนี้ต่อไปอีกสักปี ก็อาจเป็นไปได้
ปีนี้ Mercedes-Benz ขนเอาบรรดารถยนต์ที่เคยจัดแสดงมาแล้วใน Frankfurt Motor Show อันแสนหงอยเหงา เมื่อเดือนกันยายน 2019 มาจัดแสดงในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ทั้ง รถยนต์ต้นแบบ Mercedes-Benz Vision EQS ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับทั้ง S-Class รุ่นต่อไป และ Luxury Sedan ขุมพลังไฟฟ้า พิกัดตัวถังเท่ากับ S-Class ที่กำลังอยูในระหว่างการพัฒนา และคาดว่าจะนำออกสู่ตลาดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า (รายละเอียดเพิ่มเติม อ่านได้ คลิกที่นี่ Click Here)
อีกรุ่นหนึ่งคือ Mercedes-Benz GLC F-CELL ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเยอรมนี เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2019 ที่ผ่านมา จุดเด่นของรถคันนี้คือ เป็นรถยนต์แบบแรกในโลก ที่ใช้ มอเตอร์ไฟฟ้า มา Hybrid กับ Fuel Cell ในการขับเคลื่อน พร้อมกับระบบ เสียบปลั๊กชาร์จไฟ ให้แล่นได้ในแบบ EV พร้อมกัน ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle)…! โดยไม่มีเครื่องยนต์สันดาปใดๆทั้งสิ้น!
ปกติ รถยนต์ Fuel Cell อย่าง Toyota Mirai หรือ Honda Clarity Fuel Cell นั้น ขับเคลื่อนได้โดย เติม Hydrogen เข้าไปทำปฏิกิริยา กับ Fuel Cell Stack เกิดไฟฟ้า มาเก็บไว้ที่แบ็ตเตอรี ให้มอเตอร์ ดึงไปใช้หมุนล้อรถยนต์ แต่ Mercedes-Benz GLC F-CELL จะแปลกกว่าชาวบ้านเขา ตรงที่ เพิ่มการติดตั้งระบบ Plug-in เสียบปลั๊กไฟ ชาร์จเข้าไปยัง แบ็ตเตอรี เข้ามาให้ด้วยนั่นเอง!
GLC F CELL ขับเคลื่อนด้วย มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Synchronous Motor) พร้อม แบ็ตเตอรี Lithium-ion ขนาด 13.5 kWh (Gross Capacities) และมีถัง Carbon Fiber 2 ถังแยก ติดตั้งบนพื้นตัวถังรถ เพื่อบรรจุ Hydrogen เหลวได้สูงสุด 4.4 กิโลกรัม แรงดัน 700 Bar พละกำลังรวมทั้งระบบ อยู่ที่ 155 กิโลวัตต์ หรือ 211 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 365 นิวตันเมตร (37.19 กก.-ม.) ใช้เวลาชาร์จไฟ ผ่าน On-Board Wall Box ขนาด 7.4 kWh. จากไฟที่เหลืออยู่ 10% จนเต็ม 100% ได้ในเวลาเพียง 1.5 ชั่วโมง เท่านั้น! ขับเคลื่อนได้ทั้งโหมด Fuel Cell ล้วน เพื่อเดินทางไกล โหมดไฟฟ้าล้วน EV สำหรับแล่นในเมือง โหมด Hybrid (คือ Fuel Cell กับ EV ทำงานร่วมกัน) และโหมด Charge ไฟกลับเข้าระบบได้ ทั้งจากการเบรก หรือจากการเสียบปลั๊กชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV ทั้งในบ้าน หรือสถานที่สาธารณะ
Mercedes-Benz เริ่มทดลองปล่อย GLC F-Cell เพื่อเก็บข้อมูลและทดสอบตลาด ตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2018 โดยเน้นไปที่เมืองซึ่งมีสถานีเติมก๊าซ Hydrogen แล้ว ทั้ง Berlin, Hamburg, Frankfurt, Stuttgart, Munich, Cologne และ Düsseldorf ลูกค้ากลุ่มแรก ของ GLC Fuel Cell คือ การรถไฟเยอรมัน (Deutsche Bahn) ส่วนลูกค้าองค์กรอื่นๆ จะสามารถเช่า GLC F-CELL มาใช้งานได้แล้ว ผ่านทางบริษัทรถเช่า Mercedes-Benz Rent
ส่วนรถยนต์รุ่นใหม่ ล้วนแล้วแต่เป็นรุ่นที่เปิดตัวไปในตลาดโลกกันหมดแล้ว แต่เพิ่งมาโผล่ในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก เช่น รถตู้ V-Class Facelift , CLA-Class Generation ที่ 2 (ซึ่งรุ่นธรรมดา จะไม่ถูกสั่งมาจำหน่ายในเมืองไทยอย่างแน่นอน เพราะจะไปทับซ้อนการทำตลาดกับ A-Class Sedan) รวมทั้ง Mercedes-AMG A45S หนึ่งในเวอร์ชันร้อนแรงที่สุดของตระกูล A-Class Generation ที่ 4
สำหรับ Smart แบรนด์รถยนต์ในเมือง ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนทิศทางในการหันมาทำรถยนต์พลังไฟฟ้าล้วนๆ ก็มี Smart EQ ForTwo มาจอดโชว์และเตรียมทำตลาดจริงในญี่ปุ่น ตามติดฝั่งยุโรปกันในทันที (รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกอ่านได้ที่นี่ Click Here)
MITSUBISHI MOTORS
2 Concept Car & 1 “Soon to launch” New K-Minivan
ดูเหมือนว่า Mitsubishi Motors จะยังคงยืนกรานเลือกเดินหน้าพัฒนารถยนต์ในแนวทาง SUV รวมทั้งยานยนต์ที่ใช้ขุมพลังไฟฟ้า อย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น ตามแผนธุรกิจที่พวกเขาได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ สังเกตได้จากพื้นที่ของบูธในปีนี้ นอกจากจะตกแต่งอย่างเรียบง่ายขึ้น และมุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจ เรื่องเทคโนโลยีรถยนต์ Plug-in Hybrid PHEV ที่มีอยู่ใน SUV รุ่น Outlander แล้ว ปีนี้ Mitsubishi Motors ยังมีรถยนต์ต้นแบบมาจัดแสดงรวมถึง 3 คัน โดย 2 คันแรก จะเปิดตัวในงานนี้ เป็นครั้งแรกในโลก ส่วนอีกคันหนึ่ง จะเป็นการเผยโฉมครั้งแรกในญี่ปุ่น

Mitsubishi MI-TECH Concept
คำจำกัดความสั้นๆ ของรถคันนี้ก็คือ ยานยนต์ยกสูง 2 ที่นั่ง สไตล์รถ Buggy พร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ใช้เครื่องยนต์เป็นตัวปั่นไฟ แบบ PHEV ไม่มีหลังคา ถูกออกแบบขึ้นให้มีเอกลักษณ์ด้านหน้ารถตามแนวทาง Dynamic Shield ซึ่งเป็นแนวการออกแบบใหม่ล่าสุดของ Mitsubishi Motors
ขุมพลังของ MI-TECH Concept เป็นระบบ Plug-in Hybrid (PHEV) ประกอบด้วย เครื่องยนต์ ปั่นกระแสไฟฟ้า Gas Turbine ที่สามารถเติมเชื้อเพลิงได้ ทั้ง Diesel , Kerosene และ Alcohol ไปเก็บไว้ในแบ็ตเตอรี Lithium-ion เพื่อส่งต่อให้กับ มอเตอร์ไฟฟ้า แบบ 4 ตัว ทำดยสามารถเลือกให้เหมาะสมตามพื้นที่ใช้งาน ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมระบบ S-AWC และ Active Yaw Control (AYC)
ระบบความปลอดภัยมีแพคเกจ MI-PILOT ระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ ซึ่งไม่ได้รองรับแต่ถนนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังทำงานได้บนทางกันดารที่ไม่มีการลาดยางด้วย นอกจากนั้น กระจกบานหน้ายังมีระบบ AR เพื่อแสดงข้อมูลจำลองเสมือนจริงถนนเบื้องหน้า ไว้ใช้ในกรณีที่ทัศนวิสัยเลวร้าย จนมองไม่เห็นทาง

