CX-5 minorchange มีมิติตัวรถ ยาว 4,540 มิลลิเมตร กว้าง 1,840 มิลลิเมตร
สูง 1,670 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,700 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า
(Front Track) 1,585 มิลลิเมตร ส่วน ความกว้างช่วงล้อหลัง (Rear Track)
1,590 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ หรือ Ground Clearance 210 มิลลิเมตร
เท่ากับรุ่นเดิมเป๊ะ
น้ำหนักรถเปล่าเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมเล็กน้อย คือ รุ่น 2.2 XDL AWD จากเดิมหนัก
1,650 กิโลกรัม รุ่น minorchange เพิ่มขึ้น 23 กิโลกรัม เป็น 1,673 กิโลกรัม
ส่วนรุ่น 2.2 XD 2WD จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1,605 กิโลกรัม ต่างกับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ
อยู่ 68 กิโลกรัม
เทียบกับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร ที่พึ่งถูกถอดออกไปซึ่งมีน้ำหนักตัว 1,521 กิโลกรัม
จะพบกว่ารุ่นย่อยใหม่ 2.2 ดีเซล ขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่จะมาทดแทนนั้น หนักกว่ากันอยู่ 84
กิโลกรัม เลยทีเดียว
ดีไซน์ภายนอกจุดที่เด่นชัดที่สุดในการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิมคือ ชุดไฟหน้าดีไซน์ใหม่
ที่มาสด้าเรียกว่า ดวงตาของนักล่า (Predator’s Eye) ประกอบด้วย Projector Lens
หลอดแบบ LED จากเดิมนั้นไฟ Daytime Running Lights เป็นแบบหลอดไส้
แสงสีเหลือง เสมือนว่าลืมปิดไฟหน้าตลอดเวลา ในรุ่น minorchange นี้ ถูกเปลี่ยนเป็น
แบบ LED ลากยาวเหมือนดวงตานกเหยี่ยว อยู่ภายในตัวโคมเดียวกัน ดูสวยงามขึ้นมาก
กระจังหน้าแบบใหม่เปลี่ยนจากแบบรังผึ้ง เป็นแถบแนวนอนสีเทาเมทัลลิค ทำให้ลุคโดยรวม
ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ดูเผินๆจะคล้ายๆกับรุ่นน้องอย่าง CX-3 อยู่เหมือนกัน ช่องดักลมด้านล่าง
ของกันชนหน้ายังเหมือนเดิม แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ชุดไฟตัดหมอก จากเดิมที่เป็นหลอด
ธรรมดา เปลี่ยนเป็นหลอดแบบ LED และดวงโคมจะมีขนาดเล็กลง พร้อมเพิ่มแถบตกแต่ง
แนวนอนรับกับเส้นของกระจังหน้า

ผ่านพ้นบริเวณด้านหน้าตัวรถไปแล้ว แทบจะหาจุดแตกต่างอื่นๆจากรุ่นเดิมได้น้อยมาก
จะมีอีก 2 ส่วนที่ต่างจากรุ่นเดิม ส่วนแรกคือ ไฟเลี้ยวบนกระจกมองข้างถูกเปลี่ยนดีไซน์ใหม่
ย้ายมาแทรกอยู่บนตัวโคมเลย ด้านล่างล้ออัลลอยเป็นลวดลายเดิม ขนาด 19 นิ้ว
รัดด้วยยาง TOYO PROXES R36 225/55 R19 made in Malaysia
ค่า Treadwear อยู่ที่ 300 (ค่า Treadwear บ่งบอกถึงความแข็งของเนื้อยาง
ยิ่งมากยิ่งแข็ง แต่ในทางกลับกันก็จะได้อายุการใช้งานที่มากกว่ายาง Treadwear น้อย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน สภาพถนน อุณหภูมิของการใช้งานประกอบด้วย)
ในเวอร์ชั่นที่ขายบ้านเราจะได้ล้อลายเดิมกับรุ่นก่อน แต่สำหรับตลาดอื่นๆ จะได้ล้อ 19 นิ้ว
ลายใหม่ปัดเงาทำสีไฮไลท์ เหมือนลายดอกไม้ใน Mazda 2 ซึ่งตรงนี้บางคนก็บอกว่าสวย
บางคนก็ชอบลายเดิมมากกว่า ก็คงต้องขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล (แต่ลายใหม่ ผมก็
ชอบเป็นการส่วนตัวนะ ฮ่าๆๆ เห็นแล้วมันทำให้แยกความแตกต่างจากรุ่นเดิมได้ง่ายขึ้น)
อีกส่วนที่เปลี่ยนไปคือ ชุดไฟท้ายใหม่ แบบ LED พร้อมไฟหรี่แบบ LED Tube เส้นไฟ
คล้ายกับ DRL ของโคมไฟหน้า มองไปมองมาก็คล้ายๆ Angry Bird อยู่ไม่น้อย
มองจากด้านหลังก็รู้สึกถึงความดุดันได้ดีเลยทีเดียว ชุดไฟเลี้ยวและไฟถอยหลัง เปลี่ยน
ตำแหน่งการจัดวางใหม่ นอกเหนือจากนั้นเหมือนรุ่นเดิมทุกอย่าง มีค่าสัมประสิทธิ์
แรงเสียดทานอากาศ หรือ Cd = 0.33 เท่าเดิม

ถ้าหากคุณขับตาม CX-5 บนท้องถนนอาจจะต้องเร่งเครื่องเข้ามาใกล้อีกนิด
เพื่อดูว่าเป็นไฟท้ายแบบเดิม หรือแบบใหม่ ถ้าหากโชคร้ายเป็นตอนกลางวัน แล้วคุณ
ดันจำรายละเอียดความต่างของไฟท้ายแบบเดิมกับแบบใหม่ไม่ได้ ล้อก็ดันเหมือนกันอีก
คงต้องขยับขึ้นมาแซง แล้วดูข้างหน้ารถนั่นแหละครับถึงจะชัวร์ !
อ้อ ! อีกอย่างนึงที่หลายคนอาจจะไม่ได้สังเกตคือ ถ้าหากเป็นรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล
emblem plate บนฝากระโปรงท้ายรถด้านขวา ที่เดิมเป็นคำว่า Skyactiv
Technology จะถูกแปะป้ายใหม่ เป็น Skyactiv D Technology
ตัว D จะเป็นตัวใหญ่สีแดงให้เห็นเด่นชัด เพื่อบอกให้โลกรู้ เฮ้ย ! ฉันเนี่ยดีเซลตัวแรง
ของ Line-up นะเว้ยเฮ้ย !!

สีตัวถังภายนอกในรุ่นเดิมจะมีให้เลือกเพียงแค่ 4 สีเท่านั้น คือ
– สีขาว Arctic White
– สีเงิน Aluminum Metallic
– สีเทาเข้ม Meteor Grey
– สีฟ้า Skyblue Mica
ในรุ่น minorchange นี้จะมีสีให้เลือกด้วยกัน 5 สี โดยตัดเอาสีฟ้า
Skyblue Mica อันเป็นสีโปรโมทของรุ่นเดิมออกไป แล้วเพิ่มสีใหม่
ให้เลือกอีก 2 สี คือ
– สีฟ้า Blue Reflex (ใหม่)
– สีดำ Jet Black (ใหม่)
ส่วน 3 สีที่เหลือยังคงมีอยู่เหมือนเดิม
– สีขาว Arctic White
– สีเงิน Aluminum Metallic
– สีเทาเข้ม Meteor Grey
โดยรถคันที่เรามาทดสอบ เป็น รุ่น 2.2 XD 2WD จะเป็น สีเงิน Aluminum
Metallic ส่วนอีกคันคือรุ่น 2.2 XDL AWD สีขาว Arctic White อันเป็นสีที่
Mazda Thailand ใช้ในการสื่อสารการตลาด และเป็นสีโปรโมทในครั้งนี้แทน
น่าเสียดายที่บ้านเราไม่มีสีแดง Soul Red อันเป็นสีที่ใช้โปรโมทสำหรับรถยนต์
มาสด้าแทบทุกรุ่นทั่วโลก ทั้งนี้เนื่องจาก CX-5 ของบ้านเรานำเข้าจากโรงงาน
ที่มาเลเซีย Mazda Sales Thailand พิจารณาแล้วว่า คุณภาพ การทำสีขั้นสูง
ของโรงงานที่นู่นนั้น ไม่ผ่านมาตรฐานของโรงงานบ้านเรา จึงตัดสินใจไม่นำเข้า
สีแดงมาขาย ไม่ใช่ว่าโรงงานผลิตไม่ได้ แต่เพราะจริงๆแล้วมันไม่ผ่านคุณภาพ
บ้านเรา จะสังเกตได้ว่าสีตัวถังของ CX-5 ที่ไม่มีในบ้านเราจะเป็นสีที่ต้องพ่น
เป็นพิเศษหลายชั้น เช่น สีแดง Soul Red หรือแม้กระทั่งสีขาว Ceramic White

การปลดล็อก – ล็อกประตูทั้ง 4 บาน รวมถึงฝากระโปรงท้าย จะใช้รีโมทกุญแจแบบ
Smart Keyless Entry แค่พกรีโมทไว้กับตัว เดินเข้าไปใกล้บานประตูคู่หน้า
ฝั่งคนขับ หรือฝั่งผู้โดยสาร คุณก็สามารถกดปุ่มสีดำ บนมือจับประตู แล้วเปิด หรือ
สั่งล็อกประตูได้ทันที โดยในรุ่น minorchange จะสามารถตั้งค่าการล็อกประตูได้
จากหน้าจอ MZD Connect ได้ ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายว่ามีแบบไหนบ้างในส่วนต่อไป
การเข้า – ออก จากบานประตูคู่หน้าเหมือนกันกับรุ่นเดิมทุกอย่าง ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่ง
สามารถเข้าไปอ่านได้ใน Full review รุ่นเดิมได้ที่นี่ แต่ผมยังยกให้ Nissan X-Trail
เป็นรถในกลุ่ม Compact SUV ที่ขายในบ้านเรา มีการเข้าออกสะดวกที่สุดอยู่ดี
ทั้งประตูคู่หน้า และประตูคู่หลัง ซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับ Subaru Forester ด้วยเช่นกัน
สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างชอบในการเข้าออกของ CX-5 คือ การออกแบบให้ชายขอบประตู
คลุมปิดทับพื้นที่กรอบประตูด้านล่างทั้งหมด ข้อดีก็คือ เวลาไปลุยโคลนมา แล้วคุณจะต้อง
เข้าไปนั่ง หรือ ลุกออกจากรถ ขากางเกงก็จะไม่ต้องเปื้อนเศษโคลนที่ติดอยู่บริเวณชายล่าง
ของตัวรถเลย ซึ่ง Nissan X-Trail ไม่ได้ออกแบบโดยคำนึงถึงจุดนี้เท่าใดนัก

ภายในห้องโดยสารของทุกรุ่นย่อยจะใช้โทนสีดำล้วน ส่วนเพดานหลังคาจะใช้โทนสีเบจสว่างๆ
เบาะนั่งคู่หน้า เป็นแบบกึ่ง Sport Bucket Seat หุ้มด้วยหนังสีดำ เดินตะเข็บด้ายคู่
สีแดง โดยในทุกรุ่นจะติดตั้งสวิตช์ปรับตำแหน่งเบาะด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง โดยสามารถ
เลื่อนเบาะได้ยาวถึง 260 มิลลิเมตร ปรับเอนได้มากสุด 98 องศา ปรับเอียงได้ 30 มิลลเมตร
และปรับระดับความสูง – ต่ำ ได้ถึง 50 มิลลิเมตร และมีสวิตช์ปรับดันหลัง lumbar Support
มาให้ด้วย แต่ในรุ่นท๊อปสุด ดีเซล 2.2 ลิตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ จะเพิ่มฟังก์ชั่น Memory Seat
บันทึกความจำมาให้ 2 ตำแหน่ง วิธีใช้คือ ปรับตำแหน่งเบาะนั่งของคุณให้เรียบร้อย (ขณะรถหยุดนิ่ง)
แล้วกดปุ่ม SET จากนั้น กดตำแหน่งที่คุณต้องการจะบันทึก 1 หรือ 2 เท่านี้ก็บันทึกค่าได้
การเรียกใช้งานก็เพียงกดตัวเลขตำแหน่งที่บันทึกไว้ขณะจอดรถ เท่านี้ก็ได้ตำแหน่งเบาะที่นั่งเดิม
เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้า ในรุ่ 2.0 C, 2.0S และ 2.2 XD จะเป็นแบบปรับด้วยมือ 4 ทิศทาง
ส่วนถ้าเป็นรุ่น 2.2 AWD จะเพิ่มปรับด้วยไฟฟ้ามาให้ด้วย ซึ่งตรงนี้ผมว่าควรกระจาย option
นี้ให้รุ่นย่อยอื่นๆด้วย เพราะคู่แข่งอย่าง Nissan X-Trail, Subaru Forester
ได้ option นี้ในราคาที่ถูกกว่า ส่วนตำแหน่งวางแขนบนแผงประตูคู่หน้านั้น ตำแหน่งการวาง
อยู่ในระดับที่เหมาะสมดีแล้ว

ด้วยการที่เบาะนั่งนั้นเป็นทรงกึ่ง Bucket Seat คนที่เคยนั่งเบาะแบบปกติมาก่อนอาจจะรู้สึก
อึดอัด แต่คนที่ชอบขับรถจะค่อนข้างชอบมัน เนื่องจากปีกเบาะทั้่งส่วนรองนั่ง และส่วนด้านข้าง
ของพนักพิงหลังจะช่วยล็อกคุณให้อยู่ในตำแหน่ง ไม่เหวี่ยงหรือลื่นไปมาขณะเค้าโค้ง ทำให้รู้สึก
กระชับกำลังพอดีตัว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคัน โดยส่วนตัวผมแอบโปรดปราน
เบาะของ X-Trail มากกว่านิดๆ แต่ก็ต้องแลกกับพนักพิงศีรษะที่ดันและทิ่มหัวมากไป ส่วนใน
CX-5 พนักพิงศีรษะนั้นดันน้อยกว่า และนุ่มรองรับศีรษะได้ดีกว่า
เบาะรองนั่ง มีความยาวตามมาตรฐานของรถญี่ปุ่นทั่วไป ไม่สั้นไป แต่ก็ไม่ได้ยาวขนาดที่ว่า
รองรับต้นขาได้หมด ตัวเบาะรองก้น (Seat Cushion) มีการปรับความนุ่มจากรุ่นเดิมเล็กน้อย
ทำให้นุ่มสบายขึ้นนิดหน่อย คุณภาพของหนังที่ใช้หุ้มเบาะอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี ส่วนรูปทรง
ยังเหมือนกับรุ่นเดิม ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไร
ตำแหน่งวางแขน บนฝากล่องคอนโซลกลางนั้นมีการปรับดีไซน์ใหม่ ให้มีติ่งจงอย ออกมารองรับ
ด้านขวาของที่วาง ทำให้เมื่อคนขับวางแขนลงไปจะมีพื้นที่การรองรับมากกว่าเดิม คนขับ
เท้าข้อศอกซ้ายได้ถนัดขึ้น ถือว่าปรับปรุงตรงนี้ได้ค่อนข้างดี

แผงประตูก็ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น ครึ่งบนนั้นเหมือนเดิม มีเพียงวัสดุที่ตกแต่งที่เปลี่ยนไป จากเดิม
แผงควบคุมกระจกหน้าต่างจะเป็นพลาสติกลูกฟูก จะถูกเปลี่ยนเป็นวัสดุสีเทาลายขนแมวผิวมัน
ซึ่งดูดีขึ้นมากกกก รวมถึงแถบสีเงินกึ่งมันกึ่งด้าน ทำให้ดูหรูกว่าเดิมผิดหูผิดตา แผงประตูครึ่งล่าง
นั้นมีการดีไซน์ใหม่ ให้ช่องเก็บของขยายขนาดใหญ่ขึ้น แต่เดิมใส่สมุดจดเล่มเล็กๆก็แน่นแล้ว
ค่อนข้างแคบและบาง รุ่นใหม่นั้นสามารถใส่ขวดน้ำได้ วางแก้วน้ำ ใส่อะไรต่อมิอะไรได้มากขึ้น
กว่าเดิมพอสมควร

ช่องทางเข้า -ออก จากบานประตูคู่หลัง ค่อนข้างจะเล็ก มีความกว้างน้อยกว่า Subaru XV
และ CR-V รวมถึง X-Trail ที่เป็นผู้นำในหัวข้อนี้อย่างชัดเจน แต่ถึงแม้จะไม่กว้างนัก
แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับการเข้าออกสำหรับผมมากนัก ยังสามารถพาตัวเองเข้าไปนั่งบน
เบาะหลังได้อย่างสบายๆ ไม่มีปัญหาหัวโชกกับขอบหลังคาด้านบนแต่อย่างใด เพียงแต่คันอื่น
อาจจะทำได้ดีกว่าตรงจุดนี้
กระจกหน้าต่าง ของบานประตูคู่หลัง สามารถเปิดเลื่อนลงมาได้จนสุดขอบแผงประตู โดยที่
ตำแหน่งการวางแขนถือว่าเหมาะสม ตรงกลางพนักพิงเบาะหลังสามารถดึงออกมาเป็นที่วางแขน
ได้ พร้อมกับหลุมวางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง แต่ถ้าหากคุณวางแก้วน้ำลงไป การวางแขนของคุณ
ก็อาจจะไม่ได้เต็มพื้นที่นัก
แล้วเบาะนั่งด้านหลังนั้นนั่งสบายขึ้นมั้ย ? จากรุ่นเดิมที่มันชันและค่อนข้างแข็ง
จุดเปลี่ยนที่สังเกตได้ชัดเจนในรุ่น minorchange เบาะตอนหลัง ส่วนรองนั่ง มีการเพิ่ม
ความยาวออกมาอีก 30 มิลลิเมตร (3 เซนติเมตร) เพื่อการรองรับต้นขาที่ดีขึ้น คนตัวเล็กๆ
อาจจะรู้สึกว่ามันดีขึ้นนิดหน่อย ส่วนคนตัวใหญ่ๆนั้นอาจจะไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ ตัวเบาะมีการ
ปรับให้นุ่มขึ้นเล็กน้อยเหมือนกับคู่หน้า ทำให้นั่งสบายกว่าเดิม แต่ก็เพียงเล็กน้อย
พนักพิงหลังองศายังเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถือว่ายังค่อนข้างชันเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
ดีที่ยังได้พนักพิงหลังที่นุ่มขึ้นนิดหน่อยช่วงกลางหลัง ภาพรวมเขยิบมาใกล้กับ X-Trail
Hybrid มากขึ้น แต่ยังห่างไกลกับ X-Trail รุ่นปกติอยู่พอสมควร (ใช่ครับ 2 รุ่นนี้มีเบาะหลัง
ที่แตกต่างกัน และตัว Hybrid ไม่สามารถเอนเบาะได้ด้วย) รวมถึงพื้นที่วางขา
ก็ยังค่อนข้างน้อยกว่าเพื่อน แต่สำหรับผมเองนั่งแล้วไม่มีปัญหาอะไร เข่าไม่ติดเบาะคู่หน้า
พื้นที่ก็ยังพอเหลือ เพียงแต่ไม่กว้างขวางเท่าเพื่อนๆ รวมๆแล้วมาสด้าก็ยังคงเป็นรถที่ทำเบาะนั่ง
เอาใจคนขับมากกว่าคนนั่งโดยสารเหมือนอย่างเคย
พนักศีรษะด้านหลัง เป็นรูปตัว L คว่ำที่หลายคนไม่ถูกใจมันนัก เพราะบางครั้งจะดันต้นคอ
ให้เกิดความรำคาญอยู่บ้าง แต่สำหรับผมกลับไม่เป็นปัญหาอย่างที่คิด ความนุ่มนั้นมากกว่า
พนักพิงศีรษะเบาะคู่หน้าเล็กน้อยด้วยซ้ำไป
พื้นที่เหนือศีรษะ หรือ headroom สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง ก็ไม่เป็นปัญหา แม้ว่าคุณ
จะตัวสูงแค่ไหนก็ตาม หลังคาของ CX-5 ก็สูงโปร่ง พอที่จะไม่ให้หัวของคุณชนเพดาน
ที่สำคัญ มีมือจับมาให้ครบทั้ง 4 ตำแหน่งแบบพับเก็บ มีขอเกี่ยวไม้แขวนเสื้อ เพิ่มมาให้
ที่มือจับคู่หลังซ้าย-ขวา

พนักพิงเบาะหลัง มีรูปแบบการพับเบาะหลังที่ Mazda เรียกว่า Karakuri Seat
สามารถดึงคันโยก ที่ผนังที่เก็บสัมภาระทั้งซ้าย-ขวา เพื่อแบ่งพับพนักพิงเบาะหลังในอัตราส่วน
40 : 20 : 40 วิธีพับเบาะนั้น ทำได้ทั้งการดึงคันโยกแบบเชือกบนตัวพนักพิงทั้ง 3 ชิ้น
หรือ เปิดฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง ได้จาก สวิตช์กลอนไฟฟ้า บริเวณเหนือช่องใส่ป้าย
ทะเบียนหลัง ขึ้นจนสุดด้วยมือ (ยังไม่มีระบบเปิดปิดฝาท้ายด้วยไฟฟ้า) คุณจะมองเห็นคันโยก
แบบมือจับ ที่ผนังห้องเก็บสัมภาระทั้ง 2 ฝั่ง สามารถดึงพับเบาะจากจุดดังกล่าวได้ทันที
โดยคันโยกฝั่งซ้าย ดึงเกี่ยวได้ทั้งพนักพิงฝั่งซ้ายสุด กับตรงกลาง ส่วนฝั่งขวา ไว้พับพนักพิง
ฝั่งขวาอย่างเดียว
มีแผ่นม่านปิดบังสัมภาระ ออกแบบให้สามารถ เลื่อนปิดในแบบปกติ คือดึงมาเกี่ยวล็อกไว้ที่
ผนังห้องเก็บของ ใกล้กับชุดไฟท้ายทั้ง 2 ฝั่ง หรือจะเลื่อนขึ้นไปเกี่ยวไว้กับแผงประตูด้านบน
เพื่อช่วยให้ เปิดประตูหลังขึ้นมา พร้อมแผงบังสัมภาระได้เลยอย่างที่เห็นในภาพ พื้นที่ห้องเก็บ
สัมภาระด้านหลัง ติดตั้งอุปกรณ์มาเหมือนกันหมด ทุกรุ่นมีขนาดความจุ 490 ลิตร
ตามมาตรฐาน VDA (สมาพันธ์ผู้ผลิตรถยนต์แห่งสหพันธรัฐเยอรมนี)


แผงแดชบอร์ดถูกออกแบบใหม่ ในส่วนครึ่งท่อนล่าง โดยที่ครึ่งท่อนบนนั้นมีการบุนุ่ม มี
การเปลี่ยนแปลงในส่วนของกรอบชุดหน้าจอกลาง เปลี่ยนจอใหม่พร้อมระบบ MZD Connect
มีการปั๊มลายตะเข็บ (ตะเข็บปลอม) ลากเข้ามุมด้านล่างของจอ ออกจะดูแปลกๆตา แต่ก็ยัง
ยอมรับได้ไม่น่าเกลียด
เพดานหลังคาด้านบน เป็นกระดาษอัด Recycle ที่พิมพ์ลายมาสวยพอประมาณ
แต่ค่อนข้างบาง และเลอะนิ้วมือ ง่ายเหมือนเช่นเคย รถทดสอบคันนี้วิ่งมาประมาณ 5พันกว่าโล
รอยนิ้วมือเพียบครับ เช็ดออกค่อนข้างยากด้วย ต้องระวังกันนิดนึงตรงจุดนี้
มองขึ้นไปด้านบน ทุกรุ่น ให้แผงบังแดด พร้อมกระจกแต่งหน้าและไฟส่องสว่าง มาครบ
ทั้งฝั่งคนขับ กับผู้โดยสาร มีกระจกมองหลังแบบตัดแสดงอัตโนมัติ เมื่อกดปุ่มเปิดการทำงาน
และมีกล่องเก็บแว่นตาบุด้วยผ้าสักกะหลาดสีดำมาให้ ติดตั้งใกล้กับ ไฟอ่านแผนที่แบบแยก
กดเปิด – ปิด ซ้าย – ขวา ซึ่งมีมาให้ทั้งบริเวณเหนือผู้โดยสารด้านหน้าและกลางเพดานหลังคา

ไล่เรียงจากฝั่งขวา ถึง ฝั่งซ้าย
กระจกมองข้างปรับย้ายตำแหน่งไฟเลี้ยวบนกระจกใหม่ ที่ปลายพื้นที่กระจกจะมีไฟเตือนสำหรับ
ระบบ ABSM (ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในมุมอับด้านข้าง) เป็นรูปรถ 2 คันเหลื่อมกันสีส้ม
กระจกมองข้างปรับและพับได้ด้วยสวิตช์ไฟฟ้า ถ้าจะพับเก็บ ต้องหมุนสวิตช์ ไปยังตำแหน่ง
สุดเพื่อพับเก็บ แต่ถ้าจะกางออกมา ต้องหมุนสวิตช์ กลับไปยังตำแหน่ง ปรับกระจกตามปกติ
การใช้วัสดุตกแต่งบริเวณชุดสวิตช์สวยงามขึ้นตามที่บอกไปข้างต้น
ช่องแอร์มีการล้อมด้วยวัสดุสีเงินคล้ายลายของสแตนเลสขนแมว (hairline Stainless)
ส่วนใต้ช่องแอร์ฝั่งคนขับ ทุกรุ่น จะมีสวิตช์ พื้นฐานมาให้เหมือนกัน คือ
– ระบบป้องกันการลื่นไถล Traction Control (TCS)
– ระบบเตือนแรงดันลมยาง Tire Pressure Monitoring System (TPS)
– ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่ง i-stop
– ระบบเตือนเมื่อมีรถในมุมอับ Advanced Blind Spot Monitoring (ABSM)
ในรุ่น 2.2 XDL AWD จะมีเพิ่มมาอีก 1 ปุ่มสำหรับระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องจราจร
Lane Keeping Assist System (LKS)
พวงมาลัยสามารถปรับระดับได้ 4 ทิศทาง เป็นแบบ 3 ก้าน ทรงสปอร์ต หุ้มหนังคุณภาพ
ดีกว่ารุ่นเดิม ให้สัมผัสเรียบเนียนและน่าสัมผัสขี้นมาก และประดับด้วยวัสดุสีเงิน Satin
Chrome มีสวิตช์ควบคุมของระบบล็อก ความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
บนก้านพวงมาลัยฝั่งขวา สวิตช์ ควบคุมเครื่องเสียง และโทรศัพท์ ผ่าน Bluetooth
ในฝั่งซ้าย และสวิตซ์สำหรับระบบสั่งงานด้วยเสียง Voice command
การติดเครื่องยนต์ ทำได้ด้วยการกดปุ่ม Push Start ติดตั้งทางฝั่งซ้าย ล่าง ของ
ชุดมาตรวัด เหยียบเบรก จากไฟสีส้มจะกลายเป็นสีเขียว จากนั้นก็กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ได้

ชุดมาตรวัดในภาพรวมแม้จะคล้ายของเดิม เป็นแบบ 3 วง ล้อมกรอบด้วยวัสดุโครเมียม
แต่ถ้าหากสังเกตดีๆ จะพบว่ามีการขยับชุดตัวเลขให้เข้าไปใกล้ขีดแบ่งมากขึ้น เพื่อขยาย
พื้นที่ว่างตรงกลางให้มากขึ้นจากเดิม
ส่วนฝั่งขวาจะเป็นหน้าจอ Multi Information Display แสดงข้อมูลต่างๆ
ของตัวรถ ทั้ง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงทั้งแบบเฉลี่ย และแบบ Real Time
ระยะทางที่แล่นไปทั้ง Odo meter , Trip Meter A และ B ระยะทางที่
น้ำมันในถังยังเหลือพอให้แล่นต่อไปได้ และมาตรวัดอุณหภูมิภายนอก มาให้
ให้ครบถ้วน
จุดที่คิดว่าควรปรับปรุงคือ โดยส่วนตัวมองว่า Font และการจัดวางชุดตัวเลข
ออกจะแน่นไปเสียหน่อย ทุกอย่างกระจุกอยู่ในวงเดียว และบรรทัดติดกันเป็นพรืดหมด
ถ้าหากย้ายชุด ODO ระยะทาง รวมถึง Trip A Trip B มาไว้ชุดวงตรงกลาง
ได้ก็คงจะดีขึ้น เหมือนในรุ่น 2.2 XDL AWD


ในรุ่น 2.2 XDL AWD นั้นชุดมาตรวัดและจอ MID จะมีความต่างจากรุ่นอื่นๆ
เนื่องจากในจอ MID ต้องมีการแสดงผลของระบบ i-activsense จึงต้อง
ย้ายชุดตัวเลข ODO ระยะทาง รวมถึง Trip A Trip B มาไว้วงตรงกลาง
อย่างที่ผมต้องการเป๊ะๆเลย ฮ่าๆ นอกจากนี้การแสดงผลในส่วนของเข็มน้ำมัน
ยังต่างกัน โดยในรุ่นอื่นจะแสดงเป็นบาร์ ส่วนรุ่น AWD จะแสดงผลเป็นแบบเข็มกราฟฟิค

แดชบอร์ดส่วนครึ่งล่างมีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิมขนานใหญ่ เริ่มกันตั้งแต่วัสดุที่ใช้
คาดกลางจากสีดำ Gloss เป็นวัสดุผิวคล้ายสแตนเลสขนแมว (hairline Stainless)
ดูดีมีชาติตระกูล ตำแหน่งของช่องแอร์กลางยังเหมือนเดิม ถัดลงมาเป็นชุดควบคุม
ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกส่วนอิสระซ้าย-ขวา Dual Zone จากเดิม
เป็นวงกลมสามวงเรียงกัน มีหน้าจอสีส้มอยู่ด้านบน ถูกเปลี่ยนเป็น ลูกบิดที่ไว้ใช้
ปรับอุณหภูมิ 2 ลูกอยู่ริมซ้าย-ขวา แทรกด้วยหน้าจอแสดงผลตรงกลาง พื้นดำ ตัวหนังสือสีขาว
ใต้ชุดควบคุมระบบปรับอากาศก็จะมีสวิตซ์เปิด-ปิด เซนเซอร์กะระยะด้านหน้า-หลังไว้ให้ด้วย
คันเกียร์ถูกเปลี่ยนใหม่ พร้อมถุงหุ้มเดินตะเข็บจริง จับกระชับมือ ฐานเกียร์ก็เปลี่ยนใหม่
ไม่โยกสั่นคลอนเหมือนรุ่นเดิมแล้ว ด้านหน้าคันเกียร์จะเป็นที่วางของ พร้อมช่อง AUX
USB และ Slot SD Card สำหรับรองรับแผนที่นำทาง Navigation System
ขนาบข้างด้วยแผงแนวตั้งกั้นด้านข้าง หุ้มด้วยหนัง

เนื่องจากเบรกมือของ CX-5 Minorchange ถูกเปลี่ยนไปใช้แบบไฟฟ้า ทำให้ชุดคอนโซล
หลังคันเกียร์ต้องมีการเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เริ่มด้วยชุดปุ่มควบคุมหน้าจอกลาง MZD connect
จอมอนิเตอร์ระบบสัมผัส Touch Screen Color Center Display ขนาด 7 นิ้ว พร้อมแผงสวิตช์
ควบคุม Center Commander ประกอบด้วย สวิตช์หมุนเร่งระดับเสียงขนาดเล็ก ถ้ากดลงไป
ก็จะปิดเสียง กดอีกครั้ง เสียงจะกลับมาดังต่อ และสวิตช์มือหมุนแบบกดได้และเลื่อนขึ้น – ลง
ซ้าย – ขวา ได้ พร้อมปุ่ม Home ที่เมื่อไหร่นึกไม่ออกว่าจะกดอะไรดี รวมถึงปุ่ม back ลูกศรวกกลับ
หากจะเข้าระบบ Entertainment หรือเครื่องเสียงก็กดปุ่มรูปโน๊ตดนตรี มีปุ่มรูปดาว
เป็นเมนู Favourite สำหรับบันทึกรายการที่ชอบ ให้เรียกขึ้นมาใช้ได้ง่าย
จอมอนิเตอร์สี ขนาด 7 นิ้ว ยังรองรับการแสดงผล ทั้งการตั้งค่าระบบและอุปกรณ์ต่างๆภายในรถ
แสดงอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง แสดงภาพจากกล้องขนาดเล็กด้านท้ายรถ สำหรับช่วยถอยหลัง
ขณะเข้าจอด ฯลฯ ในรุ่น 2.2 AWD จะสามารถรองรับการเล่นแผ่น DVD ได้

ด้านขวาของแผงสวิตช์ควบคุมชุดเครื่องเสียง จะเป็นที่อยู่ของปุ่มเบรกมือไฟฟ้า หากเบรกมือ
นั้นทำงานอยู่จะขึ้นไฟสีส้ม ทั้งนี้ผมได้ลองดูแล้วว่า ถ้าหากไม่เหยียบเบรกจนรถหยุดนิ่ง
เบรกมือไฟฟ้าจะไม่ทำงานเพราะมีคนอ่านบางท่านถามเข้ามาว่า เกิดรถวิ่งอยู่ลูกเด็กเล็กแดง
เกิดมาเล่นกดปุ่ม จะเกิดอันตรายรึเปล่า รถจะหยุดกระทันหันมั้ย ผมก็เลยจัดให้ซะนี่ !
เช่นเดียวกับการปลดเบรกมือ ก็ต้องเหยียบเบรกทุกครั้งด้วยเช่นกัน หากไม่เหยียบเบรก
ที่ชุดมาตรวัดจะมีไฟสัญลักษณ์สีเขียว เป็นรูปเท้าเหยียบเบรกขึ้นมาโชว์อยู่

หน้าจอกลาง ระบบ MZD Connect สามารถตั้งค่าหรือใช้งานอะไรได้บ้าง ?
ด้านความบันเทิง ทุกรุ่นติดตั้ง วิทยุ FM/AM พร้อมเครื่องเล่น CD/MP3 1 แผ่น
พร้อมช่องเสียบ USB / AUX และสวิตช์ควบคุมบนพวงมาลัยมาให้ มีช่องสำหรับ
รองรับ SD card ใช้ในระบบนำทาง Navigation System ในรุ่น 2.2 XDL AWD นั้น
แถมมาให้ ส่วนรุ่นอื่นถ้าอยากได้ ก็สามารถซื้อเพิ่มเติมได้จากศูนย์บริการ ราคาราวๆ
อยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท (ที่มันแพง เพราะข้อมูลข้างในและค่าลิขสิทธิ์การใช้งาน)
หน้าจอของระบบนั้น รองรับการแสดงผล ทั้งการตั้งค่าระบบ และอุปกรณ์ต่างๆภายในรถ
แสดงอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง แสดงภาพจากกล้องขนาดเล็กด้านท้ายรถ สำหรับช่วย
ถอยหลังขณะเข้าจอด
การตั้งค่าต่างๆของตัวรถ สามารถตั้งได้จากจอนี้ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของระบบ
ช่วยเหลือการขับขี่ i-activsense การล็อครถ ฟังก์ชั่นเสริมเช่น walk away auto lock
คือเมื่อเดินห่างจากตัวรถพร้อมกุญแจ ในระยะ 40 เซนติเมตร ระบบจะล็อครถให้อัตโนมัติ
ระบบไฟต่างๆ เปิด-ปิดทิ้งระยะห่างนานกี่วินาที ก็สามารถตั้งค่าได้ทั้งหมด

รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ทุกรุ่นจะได้ลำโพงมา 6 ตำแหน่ง ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ดีใช้ได้
เสียงใส อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เสียงเบส บวมนิดๆ อยู่ในขั้นยอมรับได้โดยไม่ต้อง
เปลี่ยนเครื่องเสียง
แต่ใน รุ่น 2.2 XDL ขับเคลื่อน 4 ล้อ จะเปลี่ยนมาเป็น ลำโพง 9 ชิ้น จาก BOSE
พร้อมระบบ Centerpoint Surround Sound รวมทั้งมี Ampliphyer รุ่น
AudioPilot 2 น้ำหนักเบาเพียงแค่ 0.7 กิโลกรัม ภาพรวมแล้วให้คุณภาพเสียง
ดีขึ้นนิดหน่อยไม่ถึงกับเยอะเท่าที่หลายคนคาดหวัง รวมๆแล้วดีขึ้นกว่าลำโพง
ในรุ่นปกติเพียงนิดหน่อย หากใครอยากได้ BOSE แต่ไม่อยากได้รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ
ก็อาจจะต้องแอบขอแสดงความยินดีแบบเบาๆ ว่า ไม่ต้องเสียดายหรือเสียใจไป
เพราะมันไม่ต่างมากขนาดนั้นใน CX-5 ในทางกลับกัน เครื่องเสียง BOSE ใน
Nissan Teana นั้น สร้างความประทับใจและให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่านี้อยู่ประมาณนึง


