Toyota ยังคงเป็นเบอร์ 1 ของโลก 5 ปีซ้อน แต่ยอดขายรถยนต์ EV มีเพียง 1% เท่านั้น
Toyota ครองยอดขายอันดับ 1 ในปี 2024 ด้วยยอดขายมากกว่า 10.8 ล้านคัน ซึ่งรวมถึงแบรนด์ Daihatsu, Hino และแบรนด์หรูอย่าง Lexus ด้วย แต่ยอดขายของ Toyota ก็ลดลงถึง 3.7% จากยอดขายในปี 2023 ที่ทำยอดไว้ 11.2 ล้านคัน

ในปี 2024 พบว่ายอดขายภายใต้แบรนด์ Toyota และ Lexus ลดลงประมาณ 1.4% จากปี 2023 ด้วยยอดขาย 10.1 ล้านคัน ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีที่ยอดขายตกเมื่อเทียบรายปี
โดยยอดขายที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นผลมาจากยอดขายในประเทศที่ลดลงถึง 20% เนื่องจากปัญหาใบรับรองรถยนต์ที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ Toyota ต้องหยุดการผลิตรถยนต์รุ่นยอดนิยมอย่าง Prius, Yaris Cross และ Corolla Fielder

ส่วนยอดขายในต่างประเทศก็ลดลงด้วยเช่นกันในตลาดสำคัญ ๆ เช่น จีน (-6.9%) อินโดนีเซีย (-9.5%) และไทย (-17.1%) ซึ่ง Toyota เผยว่าผลกระทบที่ทำให้ยอดขายรวมลดลงคือ การเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์พลังงานใหม่ และการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นขึ้น
ในฝั่งของรถยนต์ไฮบริด ถึงแม้ว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 40% ในปี 2024 แต่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนของ Toyota ยังคงตามหลังแบรนด์อื่น ๆ โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ารวมแบรนด์ Toyota และ Lexus ทำได้เพียง 139,892 คัน คิดเป็น 1.4% ของยอดขายทั้งหมด
ด้าน Volkswagen ที่มียอดขายรถยนต์สูงสุดเป็นอันดับสอง ก็มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าลดลงด้วยเช่นกัน ขายรถยนต์ไฟฟ้าได้เกือบ 745,000 คัน หรือคิดเป็น 8% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ และยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าลดลง 3.4% จากปี 2023 ที่ส่งมอบได้ 771,100 คัน
ในขณะที่ผู้นำด้านยานยนต์ระดับโลกทั้งสองแบรนด์ยังคงตามหลังด้านการเปลี่ยนผ่านมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ฝั่งของผู้ผลิตอื่น ๆ อย่าง BYD และ Hyundai กลับมียอดขายที่เพิ่มขึ้น

ในปี 2024 BYD ขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลได้มากกว่า Nissan และ Honda เป็นครั้งแรก ด้วยอดขายกว่า 4.25 ล้านคัน เพิ่มขึ้นถึง 41% จากยอดขายประมาณ 3 ล้านคันในปี 2023 ทำยอดขายแซงหน้า Volkswagen และขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของจีน และตอนนี้ก็กำลังจะไต่ขึ้นไปในระดับโลก
ทางด้านของ Hyundai Motor Group ผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก มียอดขายมากกว่า 7.2 ล้านคันในปี 2024 แม้ว่ายอดขายจะลดลง 1% จากปี 2023 แต่ก็สามารถไล่ตาม Toyota และ Volkswagen ทัน โดยแบรนด์ Hyundai และ Kia ทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าได้มากกว่า 200,000 คันทั่วโลกในปีที่แล้ว

ปัจจุบัน Hyundai และ Kia กำลังเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่หลายรุ่น เช่น IONIQ 9, Kia EV3 และ Hyundai Inster SUV ราคาประหยัด เพื่อตีตลาดรถยนต์ไฟฟ้าต่อไปในปีนี้
รอติดตามกันต่อไปว่า กลยุทธ์ของ Toyota ในปี 2025 จะเป็นอย่างไร จะเน้นรถยนต์ไฮบริดมากขึ้นหรืออาจจะหันมาผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าล้วนบ้าง

บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป (Toyota Motor Corp.) เปิดเผยในวันนี้ (30 ก.ค.) ว่า ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกของกลุ่มโตโยต้า รวมถึงบริษัทในเครืออย่างไดฮัทสุ มอเตอร์ โค (Daihatsu Motor Co.) และฮีโน่มอเตอร์ส (Hino Motors) เพิ่มขึ้น 7.4% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เมื่อเทียบรายปี แตะที่ระดับ 5.54 ล้านคัน นับเป็นยอดขายครึ่งปีแรกที่สูงสุดครั้งใหม่ในรอบ 4 ปี
โตโยต้าทำผลงานในครึ่งปีแรกได้ดีกว่าบริษัทคู่แข่งจากเยอรมนีอย่างโฟล์คสวาเกน เอจี (Volkswagen AG) และคาดว่าจะทำให้โตโยต้าสามารถรั้งตำแหน่งยอดขายสูงสุดในโลกเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน โดยโฟล์คสวาเกนมียอดขายในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4.41 ล้านคัน เพิ่มขึ้นเพียง 1.3% เมื่อเทียบรายปี
ส่วนยอดขายภายในประเทศของโตโยต้าช่วงครึ่งปีแรกพุ่งขึ้น 27.4% แตะที่ 1.05 ล้านคัน ฟื้นตัวหลังจากที่ร่วงลงอย่างหนักในปี 2567 ภายหลังจากบริษัทถูกตรวจพบว่าโกงผลทดสอบคุณภาพรถยนต์ ขณะที่ยอดขายในต่างประเทศปรับตัวขึ้น 3.6% แตะที่ระดับ 4.50 ล้านคัน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งของอุปสงค์รถยนต์ไฮบริดทั่วโลก
ยอดขายเฉพาะแบรนด์โตโยต้าในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 4.2% แตะที่ระดับ 1.24 ล้านคัน เนื่องจากผู้บริโภคแห่ซื้อรถยนต์ในนาทีสุดท้าย ท่ามกลางความกังวลว่าราคาอาจจะปรับตัวสูงขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีศุลกากร
อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์สู่ระดับ 27.5% ในเดือนเม.ย. แต่ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้อัตราภาษีลดลงมาอยู่ที่ระดับ 15%
ส่วนในประเทศจีน ซึ่งมีการแข่งขันอย่างดุเดือดกับบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าคู่แข่งอย่างบีวายดี (BYD) นั้น โตโยต้ายังสามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้น 6.8% แตะที่ระดับ 837,744 คัน โดยได้ปัจจัยหนุนจากมาตรการส่งเสริมที่เกี่ยวข้องกับการอุดหนุนจากรัฐบาล
สำหรับเดือนมิ.ย.เพียงเดือนเดียว ยอดขายทั่วโลกของกลุ่มโตโยต้าซึ่งรวมถึงบริษัทในเครือด้วยนั้น เพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ระดับ 937,246 คัน โดยได้แรงหนุนจากยอดขายไดฮัทสุที่พุ่งขึ้น 22.4% แตะที่ 60,241 คัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ก.ค. 68)

