Ford Everest: การเดินทางที่ยาวนานกว่า 5 ปี สู่ SUV อเนกประสงค์ที่พร้อมท้าทายทุกสภาพถนน
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวในตลาดรถยนต์ SUV/PPV มาอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในรุ่นที่สร้างปรากฏการณ์และจุดประกายความสนใจได้มากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้น Ford Everest การเดินทางของ Everest ในตลาดประเทศไทยนั้นยาวนานและเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ ตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในปี 2003 จนถึงการปรับโฉมครั้งใหญ่ในปี 2015 ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมครั้งสำคัญของรถรุ่นนี้ และเป็นจุดที่ผมอยากจะเจาะลึกถึงความเปลี่ยนแปลง ความตั้งใจ และศักยภาพของ Ford Everest 2016 ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
เบื้องหลังการพัฒนา: กว่าจะมาเป็น Ford Everest ที่สมบูรณ์แบบ
การสร้างรถยนต์สักคันให้ประสบความสำเร็จในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม SUV/PPV ที่มีผู้เล่นรายใหญ่ครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่แล้ว Ford Everest ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างฉาบฉวย แต่ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่เข้มข้น ใช้เวลานานกว่า 5 ปี และทุ่มเททรัพยากรไปมากกว่า 4,500 ชั่วโมง กว่าจะได้ Ford Everest รุ่นใหม่ที่ออกมาสู่สายตาผู้บริโภค
จุดเริ่มต้นของการพัฒนารถยนต์รุ่นที่สองภายใต้รหัสโครงการ “Project U375” มาจากวิสัยทัศน์ของ Ford ที่เล็งเห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาด SUV/PPV ทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีความต้องการรถยนต์อเนกประสงค์ที่แข็งแกร่ง สมบุกสมบัน และมีสมรรถนะในการขับขี่แบบ Off-Road แต่ก็ยังคงต้องการความยืดหยุ่นและความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ทีมวิศวกรและนักออกแบบของ Ford ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าอย่างละเอียดในหลายทวีป โดยเฉพาะในเอเชีย เพื่อทำความเข้าใจความต้องการและคาดหวังที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละประเทศ ผลการวิจัยพบว่า ลูกค้าต้องการรถยนต์ที่สื่อถึงบุคลิกที่แข็งแกร่ง ภายในที่ออกแบบอย่างชาญฉลาด มีพื้นที่กว้างขวางสำหรับครอบครัว และนอกเหนือจากความสะดวกสบายระดับ Premium แล้ว ยังต้องการรถที่ประหยัดน้ำมันและมีอากาศพลศาสตร์ที่ดี
การออกแบบ: ความสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งและความสง่างาม
เมื่อพูดถึง Ford Everest 2016 สิ่งแรกที่สะดุดตาคือรูปลักษณ์ภายนอกที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ให้ความรู้สึกบึกบึน แข็งแกร่ง ตาม DNA ของ Ford ที่ผสานเข้ากับความสง่างามและความประณีต การออกแบบภายนอกได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์ และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ทำให้เกิดเส้นสายที่เฉียบคม ดูล้ำสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งความสมบุกสมบันตามแบบฉบับ SUV
ด้านหน้า: โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า Projector HID พร้อม Daytime Running Light LED ที่ให้ความสว่างชัดเจนในเวลากลางวัน กระจังหน้าแบบ 3 ช่อง 2 เส้นแนวนอน ได้รับการออกแบบใหม่ให้ดู Premium มากขึ้น กันชนหน้ามีพื้นที่สำหรับการ์ดกันชนด้านล่างสีเงิน Metallic ที่ยาวต่อเนื่องไปจนถึงด้านข้าง พร้อมช่องติดตั้งไฟตัดหมอก
ด้านข้าง: เส้นสายดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง โป่งล้อขนาดใหญ่สะท้อนถึงความบึกบึน มือจับประตูและกรอบกระจกมองข้างมีการตกแต่งด้วยโครเมียมในรุ่นสูง เพิ่มความหรูหรา
ด้านท้าย: ชุดไฟท้าย LED แนวนอน พร้อมแถบโครเมียมสลักชื่อรุ่น Everest กันชนหลังมาพร้อมการ์ดด้านล่างสีเงิน Metallic และไฟตัดหมอกหลัง
Ford เคลมว่า Ford Everest ได้รับการออกแบบให้มีความลู่ลมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียง Cd : 0.389 ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุง Aerodynamics อย่างละเอียดในอุโมงค์ลม ทั้งการออกแบบ Under Shield ด้านล่าง และกระจกมองข้างที่ช่วยลดเสียงลมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใน: ความลงตัวของฟังก์ชันและความพรีเมียม
ก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ Ford Everest 2016 คุณจะสัมผัสได้ถึงความสบายและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน การตกแต่งภายในมีให้เลือกทั้งโทนสีเบจที่ให้ความรู้สึกหรูหรา และโทนสีดำที่ดูสปอร์ตและทันสมัย
เบาะนั่ง: เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบมาเพื่อความสบาย รองรับสรีระได้ดีเยี่ยม แม้จะมีความกระชับในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด เบาะนั่งแถวสองให้ความสบายในระดับที่ดี พร้อมพื้นที่ Legroom ที่ปรับได้ตามความเหมาะสม
เบาะแถวสาม: แม้จะออกแบบมาเพื่อรองรับเด็กหรือการเดินทางระยะสั้นสำหรับผู้ใหญ่ แต่พื้นที่ Headroom และ Legroom ยังคงเป็นจุดที่ต้องพิจารณาสำหรับผู้ใหญ่ที่ตัวสูง
เทคโนโลยี: ระบบ Infotainment มาพร้อมหน้าจอ Touch Screen ขนาด 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth, USB, AUX และ SD-Card ระบบ SYNC 3 ที่ทันสมัย สามารถทำหน้าที่เป็น Wi-Fi Router และรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ได้อย่างราบรื่น การควบคุมระบบปรับอากาศ ระบบเครื่องเสียง และการตั้งค่าต่างๆ ของตัวรถ ทำได้ง่ายผ่านหน้าจอสัมผัส
Ambient Light: ระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร สามารถเลือกได้ถึง 7 สี เพื่อเพิ่มอรรถรสในการเดินทาง
การเข้า-ออก: ช่องทางเข้า-ออกประตูทั้ง 4 บานมีขนาดใหญ่ ทำให้การขึ้น-ลงจากรถสะดวกสบาย โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม ในรุ่นท็อป Ford Everest 3.2 Titanium+ 4×4 มีการเพิ่มหลังคา Panoramic Sunroof มาให้ แต่ก็ต้องแลกกับการที่มือจับด้านบนประตูหลังถูกตัดออกไป เพื่อหลีกทางให้กับช่องแอร์และไฟอ่านหนังสือ
ขุมพลังและการขับขี่: สมรรถนะที่เหนือกว่า
หัวใจของ Ford Everest 2016 คือเครื่องยนต์ดีเซล PUMA Duratorq TDCi ที่ได้รับการปรับปรุงให้เป็น Version 3.5 ซึ่งให้สมรรถนะที่ทรงพลังและตอบสนองต่อการขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม
เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร: เครื่องยนต์ดีเซล 5 สูบ 3.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตร พร้อมระบบอัดอากาศ Turbocharger แปรผันครีบ (VG) และ Intercooler เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกำลังและความแรงในการขับขี่
เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร: เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.2 ลิตร ที่ได้รับการอัพเกรดให้มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตร ตอบสนองการใช้งานทั่วไปได้อย่างลงตัว และประหยัดน้ำมันกว่า
ทั้งสองเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์ +/- ที่ให้ความนุ่มนวลและแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์
ระบบขับเคลื่อน: รุ่น 2.2 ลิตร มีให้เลือกเฉพาะระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนรุ่น 3.2 ลิตร มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Full Time 4WD ที่ทำงานร่วมกับระบบ Terrain Management System (TMS) ซึ่งมีโปรแกรมการขับขี่ให้เลือกตามสภาพถนน 4 โหมด คือ Normal, Snow/Mud/Grass, Sand และ Rock เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ให้เหมาะสมกับทุกสภาพเส้นทาง นอกจากนี้ ยังมีระบบ Electronic Locking Rear Differential ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนสูงสุดในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
การขับขี่ Ford Everest 2016 ให้ความรู้สึกที่มั่นคง ควบคุมง่าย แม้จะมีขนาดตัวถังที่ใหญ่ ระบบช่วงล่างได้รับการปรับปรุงให้มีความสมดุลระหว่างความนุ่มนวลและความหนึบแน่น ทำให้การขับขี่บนทางเรียบสบาย และยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการลุยเส้นทาง Off-Road ได้อย่างมั่นใจ
ความปลอดภัย: เทคโนโลยีที่ช่วยปกป้องทุกการเดินทาง
Ford ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นอย่างยิ่ง Ford Everest 2016 มาพร้อมระบบความปลอดภัยที่หลากหลายและทันสมัย
ระบบโครงสร้าง: ตัวถังนิรภัยที่แข็งแรง พร้อมถุงลมนิรภัยรอบคัน
ระบบช่วยเหลือการขับขี่:
Adaptive Cruise Control (ในรุ่น 3.2 Titanium+): ระบบควบคุมความเร็วคงที่แบบรักษาระยะห่างจากรถคันข้างหน้าอัตโนมัติ
Lane Keeping Aid: ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ
Automatic High Beam Control: ระบบไฟสูงอัตโนมัติ
Blind Spot Information System (BLIS): ระบบเตือนมุมอับสายตา
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอย
Parking Assist: ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ
Hill Descent Control: ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน
Hill Start Assist: ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน
Ford Everest 2016 ไม่ใช่แค่ SUV/PPV ทั่วไป แต่คือการเดินทางที่สมบูรณ์แบบ ผ่านการพัฒนาอย่างใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดในทุกสภาวะ
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ SUV/PPV ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ทั้งความแข็งแกร่ง สมรรถนะ เทคโนโลยีความปลอดภัย และความสะดวกสบาย Ford Everest 2016 คือคำตอบที่น่าสนใจอย่างยิ่ง อย่าพลาดที่จะสัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตัวคุณเอง ทดลองขับ Ford Everest ที่โชว์รูมใกล้บ้านคุณวันนี้ เพื่อค้นพบศักยภาพที่แท้จริง และเริ่มต้นการผจญภัยครั้งใหม่บนทุกเส้นทาง

