หากพูดถึง true icon ของ Volkswagen ต้องยกให้ Golf โมเดลเก่าแก่ที่มาช่วยเติมเต็มตำนานต่อจาก Beetle เปิดประตูสู่โลกแห่ง compact cars ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์วงการรถยนต์ของโลก และขณะที่พวกเรากำลังเข้าสู่ปีใหม่ ซึ่ง VW Golf จะมีอายุครบ 50 ปีบริบูรณ์

ความสำคัญของ VW Golf ตั้งแต่เปิดตัวในปี 1974 หลังใช้เวลาพัฒนานานถึง 20 ปี ผ่านการทดสอบผ่าน prototypes มานับไม่ถ้วน จนได้ผลลัพธ์ทีดีที่สุดสำหรับโจทย์ ณ ตอนนั้น คือการเป็นโมเดลที่เปลี่ยนถ่ายระหว่างยุคเครื่อง air-cooled วางหลังขับหลังใน Beetle สู่ยุคของเครื่องยนต์ water-cooled วางหน้าขับหน้าได้อย่างสวยงาม เป็นโมเดลที่ราคาเอื้อมถึงได้ง่าย มันจึงเป็นรถคันแรกของหลาย ๆ บ้านที่อึด ถึก ทน ดูแลรักษาง่าย และไว้ใจได้เสมอในทุกการเดินทาง ซึ่งหากเราอยู่ในยุค 50 ปีที่แล้ว มันถือเป็นโมเดลที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ของ automotive industry เลยทีเดียว

ในปี 1976 ก็มีการเปิดตัวรหัสแรง Golf GTI hot hatch รุ่นแรกที่มาพร้อมเครื่องยนต์ทความจุ 1.8 ลิตรที่ทรงพลังมากขึ้นถึง 110 แรงม้า ล้อขนาดใหญ่ขึ้น ดีไซน์ที่เพิ่มความสปอร์ตเข้าไป และมันก็ได้เสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมทันที หลายคนเรียกมันว่าบรรพบุรุษของ hot hatches ก็ไม่ผิดนัก
ความสำเร็จของ VW Golf Mk1 วัดได้จากยอดขายทะลุ 1 ล้านคันภายใน 2 ปีที่วางขาย และคาดว่าตลอดอายุของ Mk1 นั้นถูกผลิตไปไม่น้อยกว่า 6 ล้านคัน และหากรวม Golf ทุก Generation คาดว่าจะผลิตขายไปมากกว่า 37 ล้านคัน ถือเป็นรถที่ขายดีที่สุดของ Volkswagen และเดือนมกราคมปีหน้า พวกเราจะได้พบกับตำนานบทใหม่ของ VW Golf Mk8 facelifted ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยนต์เผาไหม้รุ่นสุดท้าย ก่อนจะเข้าสู่ Electric-only ใน Mk9 ภายในปี 2028





จากนโยบายการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ EV ของหลายประเทศทั่วโลกดูเหมือนจะส่งผลให้ยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดได้เผยออกมาแล้วว่าสถิติการส่งมอบรถ EV ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2022 สูงขึ้นมาถึง 79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของเมื่อปี 2021
ตลาดรถยนต์ EV ดูจะฟื้นฟูขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหลังจากการระบาดของ COVID-19 และปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ จากการรายงานล่าสุดของ Counterpoint Research พบว่า ยอดการจัดส่งรถยนต์ EV ในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้โตขึ้น 79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว โดยคิดออกมาเป็นจำนวนก็ทะลุ 1.95 ล้านคันไปแล้ว

Soumen Mandal นักวิจัยตลาดกล่าวว่า “ตลาด EV กำลังโตขึ้นอย่างรวดเร็วและน่าจะสูงขึ้นไปกว่านี้อีกหากไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามยูเครน-รัสเซีย และการระบาดระรอกใหม่ของ COVID-19 ในจีนช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยรถยนต์ EV นับเป็น 12% ของจำนวนรถยนต์รวมทั้งหมด (รถสันดาป+รถยนต์ไฟฟ้า) ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้”
ส่วนแบรนด์รถยนต์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดยังคงเป็นของ Tesla ที่ทำได้ถึง 16.7% ส่วนที่สองเป็นของแบรนด์จีนอย่าง Wuling ตามมาห่าง ๆ ที่ 8.9% และที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นของ BMW 6.0%, Volkswagen 5.2% และ BYD Auto 4.8% ซึ่งก็เป็นค่ายจีนอีกเหมือนกัน

Soumen Mandal พูดถึงสาเหตุของยอดขายรถ EV ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ก็เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีให้แบตเตอรี่สามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้นและใช้งานได้ยาวนานขึ้นกว่าเดิม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างการเพิ่มจุดชาร์จ นโยบายจากรัฐบาล รวมไปถึงราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ และการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้นนั่นเอง

ทั้งนี้ 10 อันดับรถยนต์ EV ที่มียอดขายสูงสุดนับเป็น 1 ใน 3 ของยอดขาย EV ทั่วโลกในไตรมาสแรกของปีนี้ แชมป์ตกเป็นของ Tesla Model Y ยอดส่งมอบ 8.48% ตามมาด้วย Tesla Model 3 ยอดส่งมอบ 6.61%, Wuling Hongguang MINI EV ยอดส่งมอบ 5.46%, BYDSong DM ยอดส่งมอบ 2.96% และ BYD Qin PLUS DM-i ยอดส่งมอบ 2.40%

Peter Richardson รองประธานฝ่ายวิจัยให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดว่า ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เพราะมีหลายประเทศตั้งใจจะเลิกใช้รถน้ำมันภายในปี 2040 รวมไปถึงการพัฒนารถยนต์ EV ให้มีความฉลาดมากขึ้น นับได้ว่านี่เป็นช่วงที่วุ่นวายที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งอุตสาหกรรมยานยนต์กว่าศตวรรษที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้ และยังคาดการณ์ว่ายอดการจัดส่งรถ EV ในปี 2022 นี้จะเกิน 10 ล้านคัน และจะมากถึง 58 ล้านคันในปี 2030


