• Sample Page
filmth.huongrung.net
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmth.huongrung.net
No Result
View All Result

N1710032 หญ งคนน ทำไมถ งเอากล องค มห วตลอด part2

admin79 by admin79
October 16, 2025
in Uncategorized
0
N1710032 หญ งคนน ทำไมถ งเอากล องค มห วตลอด part2

ทันทีที่นั่งรถเข้ามา ผมถึงกับตกใจเลยว่า โอ้โห สนามทดสอบบ้าอะไรจะใหญ่โตมโหฬาร​ขนาดเน้!! มาถึง เราก็เจอบรรดารถยนต์ต้นแบบ จำนวนมาก ทั้งรุ่นที่ออกสู่ตลาดไปแล้ว และรุ่นที่ยังเก็บความลับอยู่ วิ่งกันไปมา ขวักไขว่ ราวกับอยู่ในสวนสัตว์ Night Safari!!

นอกจากจะมีพื้นที่สนามใหญ่โตมโหฬาร​แล้ว สนามแห่งนี้ ยังมีพื้นที่อำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ของบริษัทมากมาย แถมยังมีร้านค้าของชำขนาดเล็กๆ ร้านกาแฟตกแต่งสวยๆบรรยากาศดีๆ อีกด้วยมีแม้กระทั่ง สนาม Basketball และหอพักของ Staff ซึ่งมีหน้าตาไม่ต่างจากหอพักนักศึกษาย่านรังสิต เลย มองขึ้นไปข้างบน เห็นถุงเท้าสีแดงกับกางเกงในสีดำ แขวนลอยตระหง่านอยู่ แถม เห็นอาตี๋เปลือยท่อนบน แหวกม่านออกมาเช็คว่ากางเกงยีนส์ตัวเอง ว่าแห้งหรือยังอีกต่างหาก ช่างบันเทิงอะไรเช่นเน้!!

เรานั่งรถบัส มาถึง สนามราดยางมะตอยขนาดใหญ่โตมโหฬาร อาคารรับรองของพวกเรานั้น หน้าตาเหมือนบ้านเศรษฐีสะพานปลาเมืองสมุทรสาคร​ สังเกตได้จากเสาโรมันบริเวณระเบียงชั้น 2 ที่เหมือนในบ้านเราเป๊ะ

สถานีแรกที่เจอคือ สถานี Long Slope Bridge ขับขึ้นสะพาน ยาว 1,200 เมตร ชัน 12% ตอนขับขึ้นไปถึงปลายเนิน ต้องช้าหน่อย เพราะมองไม่เห็นทางข้างหน้า และเมื่อลงเนิน ก็ต้อง เบาๆหน่อย เพราะข้างล่าง มีทั้งผู้คนและรถทดสอบกันอยู่ รถยนต์ที่ทดลองขับมี MG 5 ,MG RX8,​ Maxus T60 และ Maxus D90

จากนั้น จึงไปลองขับ MG5 กับ MG6 ในสถานี Go Racing Track พักทานอาหารกลางวัน ด้วยการขึ้นรถบัส ไปกินข้าวเที่ยง ที่ ชั้น 2 ของ หอพัก Staff ในส่วน Canteen (อาหารที่นี่ มีพ่อครัวทำ อร่อยพอใช้ได้ แถมทำแกงกะทิแบบไทยๆได้ดีอีกด้วย!) จากนั้น ก็ค่อยเริ่มต้นภาคบ่าย ด้วยสนาม Simulated Ice ลองออกตัว MG6 ,MG HS และ Maxus G50 บนพื้นลื่นๆ แล้วเบรกบนพืนลื่นๆ (กระเบื้องโมเสก สีขาว ฉีดน้ำเลี้ยงตลอดเวลา)

ปิดท้าย ด้วย สนาม North & South Ring Track ซึ่งเป็นสนามที่วนลูป เป็น เลข 8 ใช้ความเร็วได้ปานกลาง แต่มีพื้นผิวของถนน High-way ในประเทศไทย ครบถ้วนทุกรูปแบบ! เราใช้สนามฝั่ง South เพียงอย่างเดียว ด้วยรถยนต์ 5 คัน ทั้ง MG eZS , MG HS , MG RX8 , Maxus T60 , Maxus D90 และ รถตู้ไฟฟ้าคันเล็กๆน่ารักๆ Maxus EV30 ก่อนจะเสร็จสิ้นกิจกรรมทั้งหมด ทานมื้อเย็นกันที่ Canteen ของ สนาม กันอีกครั้ง แล้วค่อยนั่งรถบัส กลับเข้า เซี่ยงไฮ้ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากรู้แล้วว่า ณ วันนี้ รถยนต์ MG Roewe และ Maxus รุ่นใหม่ๆ ที่เตรียมจะเข้า และมีแนวโน้มจะเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยนั้น จะมีสมรรถนะในการขับขี่เบื้องต้นเป็นอย่างไร เบื้องต้น ขอนำรถยนต์ทุกคันที่ พะแบรนด์ MG หรือ เป็น Roewe แต่มีแผนว่าจะใช้ชื่อ MG ในการบุกตลาดโลก ทุกรุ่น มาให้คุณผู้อ่านได้ ลิ้มรสกันก่อน เพื่อเตรียมพบกับตัวจริงของรถยนต์รุ่นใหม่ๆเหล่านี้ บนถนนในเมืองไทยกันในอีกไม่นานเกินรอ…

——————————

MG eZS (ชื่อสำหรับทำตลาดในเมืองไทยคือ “MG ZS EV”)

เวอร์ชั่นขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ ซึ่งต่อยอดมาจาก MG ZS B-Segment Crossover SUV ที่ขายดีอย่างเหลือเชื่อในบ้านเราตอนนี้ SAIC เพิ่งเปิดตัว eZS ไปในงาน Guangzhou Auto Show เมื่อ 15 – 16 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมานี้เอง งานโฆษณาในเมืองจีน ซึ่งมีการพูดถึงภาษาไทยด้วย บ่งบอกว่า SAIC MG จะเอารถคันนี้ ส่งมาเปิดตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ในเมืองไทยอย่างแน่นอน ภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ของปี 2019 นี้ !

รูปลักษณ์ภายนอก บนตัวถังที่มีความยาว 4,314 มิลลิเมตร กว้าง 1,809 มิลลิเมตร สูง 1,620 มิลลิเมตร มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,585 มิลลิเมตร ภายนอก มีความแตกต่างจาก ZS รุ่นปกติ เพียงแค่ กระจังหน้า เปลี่ยนมาเป็นแบบปิดทึบ ซ่อนจุดชาร์จไฟไว้ด้านหลังสัญลักษณ์ MG ซึ่งสามารถกดแล้วยกเลื่อนขึ้นมาเพื่อเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้ ไฟหน้า Halogen พร้อมไฟตัดหมอกหน้า ไฟส่องสว่างขณะขับขี่เวลากลางวัน LED Daytime Running Lamps มีรางหลังคาสำหรับบรรทุกสิ่งของ กระจกมองข้างแบบปรับและพับเก็บได้ด้วยสวิตช์ไฟฟ้า พร้อมใบปัดน้ำฝนแบบ Boneless wiper รวมทั้งการปรับ รายละเอียดเส้นสายบริเวณส่วนล่างของเปลือกกันชนหน้าใหม่, เพิ่มระบบประตู Smart Entry, กุญแจ Keyless ออกแบบขึ้นใหม่, ล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว ลวดลายใหม่ มาพร้อมกับยาง 215/50 R17 และ สีตัวถังใหม่

ส่วนภายใน ยังคงมีเบาะหลังพับได้ 60 : 40 มาให้ตามเดิม สิ่งที่แตกต่างจากรุ่นปกติ ได้แก่ ชุดคอนโซลกลางแบบ 2 ชั้น มีช่องเสียบ USB 2 จุด พร้อมปลั้กไฟ 12V บริเวณชั้นล่าง ส่วนด้านบน จะพบว่าคันเกียร์หายไป แต่ใช้การควบคุมด้วยสวิตช์มือหมุน แบบเดียวกับ Jaguar / Land Rover รุ่นใหม่ๆ พร้อมกันนี้ ยังติดตั้ง เบาะคนขับปรับด้วยสวิตช์ไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อม Heater อุ่นเบาะ (สำหรับตลาดจีน) พวงมาลัย Multi-Function หุ้มหนัง หลังคา Panoramic Sunroof พร้อมระบบดีดกลับเมื่อมีสิ่งกีดขวาง เครื่องเสียง 6 ลำโพง ระบบปฏิบัติการณ์หลก SAIC 1.0 ควบคุมผ่านจอ Monitor สี Touch Screen ขนาด 8 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อ Bluetooth รวมทั้งระบบปฏิบัติการณ์ ทั้ง Apple Car Play และ Android Auto รวมทั้งแสดงผละระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS Navigation System กล้องมองภาพ สำหรับกะระยะขณะถอยเข้าจอด พร้อม Dynamic Guideline

นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบควบคุมความเร็วคงที่และปรับระยะห่างจากรถคันข้างหน้าอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control ถุงลมนิรภัย 6 ใบ (คู่หน้า ด้านข้าง และม่านลมนิรภัยทั้ง 2 ฝั่ง) จุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก มาตรฐาน ISOFIX ใบปัดน้ำฝนพร้อม Rain Sensor เพิ่มเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) พร้อมระบบ Auto Hold เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงมีที่พักแขนตรงกลางและช่องเก็บของ, ที่วางแก้วน้ำพร้อมฝาเลื่อนเปิด – ปิด และ ช่อง USB เพื่อเสียบชาร์จโทรศัพท์มือถือ สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เพิ่มมาให้อีกด้วย ตั้งข้อสังเกตว่า งานประกอบจากโรงงานในจีนนั้น เห็นได้ชัดเลยว่า เนี้ยบกว่า ZS เวอร์ชันไทยอย่างชัดเจน!!!

eZS หรือ ZS EV ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Sychronous Motor  กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร!! (35.66 กก.-ม.) ซึ่งเยอะพอกันกับรถกระบะสมัยใหม่ในบ้านเรา!

ติดตั้งแบตเตอรี่ Lithium-ion จำนวน 3 แผง พร้อมระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี ซึ่งพัฒนาโดย SAIC Era Power Battery System ไว้บนบริเวณพื้นตัวถังรถ มี ระบบควบคุมการใช้พลังงานอัจฉริยะ VCU โดยสามารถวิ่งได้เป็นระยะทาง 335 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหากใช้การวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดไม่เกิน 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทาง MG ระบุว่า ระยะทางที่วิ่งได้จะถูกยืดออกไปเป็น 428 กิโลเมตร เลยทีเดียว

นี่ก็เรื่องปกติของรถยนต์ไฟฟ้าครับ ยิ่งวิ่งเร็วจะยิ่งสิ้นเปลืองแบตเตอรี่ รถสันดาปภายในวิ่งเร็วก็เปลืองกว่าแต่ผลกระทบจากความเร็วจะไม่ชัดเจนเท่ารถยนต์ไฟฟ้า

ปลั๊กชาร์จไฟ ติดตั้งซ่อนอยู่ด้านหลัง สัญลัษณ์ MG บนกระจังหน้ารถ ต้องกดลงไปบนโลโก้ แล้วดึงออกมา ก่อนจะยกขึ้น จะเห็นหัวหัวชาร์จแบบ Type-II และหัวชาร์จแบบ Quick Charge ซ่อนอยู่ สามารถเสียบปลั๊กชาร์จเข้าไปได้ทันที ชาร์จไฟด่วนแบบ Quick Charge 80% ใช้เวลา 30 นาที

พวงมาลัย Rack & Pinion พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPS (Electronic Power Steering) ระบบกันสะเทือนหน้า MacPherson Strut ด้านหลังแบบ Torsion Beam ระบบห้ามล้อ เป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ คู่หน้า มีครีบระบายอากาศ พร้อมตัวช่วยมาตรฐาน ทั้ง ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-Lock Braking System) ระบบควบคุมการทรงตัวและเสถียรภาพ ESP (Electronic Stability Program) ระบบเพิ่มแรงเหยียบเบรกในภาวะเฉุกเฉิน เมื่อเบรกกระทันหัน EBA (Electronic Brake Assist) ทำงานร่วมกับระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP (Electronic Stability Program) ติดตั้งล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว สวมยางขนาด 215/50 R17

เราทดลองจับอัตราเร่ง กันโดยมีผู้เขียน และ Instructor ชาวจีนอีกท่าน น้ำหนักรวม น่าจะอยู่แถวๆ 170 – 180 กิโลกรัม ตามมาตรฐานปกติ ของเรา อุณหภูมิตอนจับเวลา อยู่ที่ 27 – 28 องศา เซลเซียส ลองจับมาทั้ง 2 Mode คือ Normal และ Sport ผลลัพธ์ มีดังนี้

0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง
Normal Mode 8.89 วินาที
Sport Mode 8.90 วินาที

80 – 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง
Normal Mode 6.37 วินาที
Sport Mode 6.20 วินาที

ชัดเจนเลยว่า การเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้อัตราเร่ง ของ MG ZS เบนซิน 1.5 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะที่เคยอืดอาดถึง 17 วินาที ตามที่เราเคยจับเวลากันไว้ หายไปถึง 10 วินาที! แน่นอนว่า มอเตอร์ไฟฟ้า ก็ให้อัตราเร่งในลักษณะพุ่งแรงตอนออกตัว ข้นไปจนถึงช่วงกลาง แล้วจะเริ่มแผ่วหายเหี่ยวในช่วงปลาย ตามปกติ ของรถยนต์ไฟฟ้าทั่วๆไป เพียงแต่ว่า อัตราเร่งของ ZS EV นั้น ทำได้ดีตามความคาดหมายของผม การใช้ Sport Mode จะมีผลเพียงเล็กน้อย ก็ต่อเมื่อเป็นช่วงเร่งแซง แต่ถ้ากดออกตัวเต็มตีนเมื่อไหร่ ระบบส่งกำลังจะเข้าใจว่า ผู้ขับขี่ต้องการอัตราเร่งทันที จึงเปลี่ยนไปเร่งออกตัวให้เต็มที่ตั้งแต่แรก ดังนั้น ในช่วงออกตัว Normal Mode และ Sport Mode จึงทำผลงานออกมา ไม่แตกต่างกันเลย เต็มที่สุด ก็แค่ 0.01 วินาที

อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อยกเครื่องยนต์ออกไป เปลี่ยนเป็นชุดขุมพลังไฟฟ้า ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่า ย่อมส่งผลให้ พวงมาลัย Rack & Pinion พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPS (Electronics Power Steering) ให้การตอบสนองที่เบาขึ้นกว่า ZS รุ่นเบนซิน ตามไปด้วยนิดหน่อย

นอกจากพวงมาลัยแล้ว แน่นอนว่า การติดตั้งแบ็ตเตอรีขนาดใหญ่ ทำให้ต้องมีการคำนวนน้ำหนัก และปรับจูนระบบกันสะเทือนเสียใหม่ ส่งผลให้ ช่วงล่างของ ZS EV จะนุ่มนวลกว่า ZS เบนซิน อย่างชัดเจน และให้ความนิ่งขณะขับขี่ในย่านความเร็ว 120 – 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยตามไปด้วย เพียงแต่ว่า เวลาเจอทางโค้ง ซึ่งพื้นผิวถนนมีแอ่งเว้าลงไปด้วยนั้น อาการของรถอาจจะมีแกว่งออกข้างบ้างนิดๆหน่อย (ในช่วงความเร็วเข้าโค้ง 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนการซับแรงสะเทือนในช่วงความเร็วต่ำ ทำได้ดีตามสมควร ตึงตังนิดเดียว แต่บนพื้นผิวแบบเดียวกัน ถ้าใช้ความเร็วสูงขึ้น อาการก็จะคล้ายกับ ZS รุ่นปกติ คืพอมีการสะเทือนเข้ามาให้เจออยู่นิดหน่อย

ส่วนระบบห้ามล้อ เป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมตัวช่วย ทั้งระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-Lock Braking System) ระบบควบคุมการทรงตัวและเสถียรภาพ ESP (Electronic Stability Program) แป้นเบรก ค่อนข้างเบา แต่ยังดีที่ว่า เซ็ตมาให้มีความต่อเนื่อง Linear ดีพอใช้ได้ เหยียบเท่าไหร่ก็ชะลอให้ตามนั่น ไม่มีระยะโหวง 30% แรก เมื่อ MG / Roewe / Maxus หลายๆรุ่น

กำหนดการเปิดตัวในไทย อาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด ภายในตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 เป็นต้นไป ด้วยค่าตัวที่ทาง MG น่าจะพยายามกดลงมาให้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ถ้าทำได้ ZS EV จะกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แบบ Passenger Vehicle 5 ที่นั่ง ขนาดมาตรฐาน ขุมพลังไฟฟ้า ที่มีราคาถูกสุดในตลาด ทันที!

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ROEWE i5 / MG 5

รถยนต์นั่งกลุ่ม Compact C-Segment ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำตลาดแทน Roewe 360 (สร้างขึ้นจากโครงสร้างวิศวกรรมของ MG6 Sedan) ที่อยู่ในตลาดมานานตั้งแต่ปี 2015 โดยใช้โครงสร้างตัวถัง Platform และงานวิศวกรรมร่วมกับ Chevrolet Cavalier และ Buick Excelle แต่มีการปรับปรุงดีไซน์ภายนอกให้เหมาะสมกับความเป็นแบรนด์ Roewe เพื่อท้าชนเจ้าตลาดอย่าง Volkswagen Lavida ,Nissan Sylphy และ Toyota Corolla

อย่างไรก็ตาม SAIC มีแผนจะส่งออก Roewe i5 เข้าไปทำตลาดต่างประเทศ นอกเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ ภายใต้ชื่อ MG5 นั่นหมายความว่า Sedan คันนี้ จะเข้ามารับหน้าที่บุกตลาดรถยนต์นั่ง Sedan พิกัด B-Segment + (B-C Segment) แทนที่ MG5 รุ่นปัจจุบันนั่นเอง

i5 / MG5 ใหม่ เปลี่ยนรูปแบบตัวถังจาก Fastback 5 ประตู มาเป็น ตัวถัง Sedan 4 ประตู มีความยาว 4,601 มิลลิเมตร กว้าง 1,818 มิลลิเมตร สูง 1,489 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวถึง 2,680 มิลลิเมตร พื้นที่ห้องเก็บของด้านหลัง ขนาด 512 ลิตร ถังน้ำมัน 45 ลิตร น้ำหนักตัว 1,185 – 1,270 กิโลกรัม ตามแต่ละรุ่นย่อย

การเข้า – ออก จากบานประตูคู่หน้า และหลัง ทำได้ดีขึ้นกว่า MG5 รุ่นปัจจุบันชัดเจน พนักวางแขนบนแผงประตู สามารถวางแขนได้ในระดับพอดี ออกแบบเรียบง่าย

เบาะนั่งหุ้มหนัง ทุกตำแหน่ง เฉพาะเบาะนั่งคนขับ ปรับระดับด้วยสวิตช์ไฟฟ้า ได้ถึง 6 ทิศทาง พร้อมตัวดันหลัง และ Heater อุ่นเบาะคู่หน้า โครงสร้างเบาะ มาในสไตล์นุ่มแน่น แต่ดันช่วงหัวไหล่ทั้งสองฝั่ง คล้าย MG 6 รุ่นเก่า ยังดีที่พนักศีรษะ ไม่ค่อยดันกบาลมากนัก ส่วนเบาะรองนั่ง มีความยาวไม่มาก แต่เฟิร์มกำลังดี

เบาะหลัง มีพนักพิงหลังซึ่งทำมุมเอนเหมาะสม ทว่า แข็งไปหน่อย พนักศีรษะ ติดตั้งเยื้องไปทางข้างหลัง นุ่มแน่นแบบรถยุโรป ส่วนเบาะรองนั่ง นุ่มเกือบแน่นกำลังดี แบบเก้าอี้ผู้บริหาร พื้นที่วางขา เหมาะสม นังไขว่ห้างได้

แผงหน้าปัด ออกแบบในสไตล์ เรียบง่าย ไม่หวือหวา เพราะต้องให้เหมาะสมกับภาพลักษณ์แนวหรูของแบรนด์ Roewe เป็นหลัก ชุดมาตรวัด เป็นแบบ 2 วงกลม มีทั้งแบบเข็ม Analog ตรงกลางเป็นจอ Multi Information Display แสดงข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย และเป็น Trip Computer ขนาด 3.5 นิ้ว และแบบ Digital ซึ่งจะมีจอ MID ขนาดกว้างขึ้นเป็นพิเศษ

Previous Post

N1710033 จะเก ดไรข ดเจอคร งแรก ทำไมต วจร งไม ตรงปก part2

Next Post

N1710031 แบบน ได เหรอ บโจรเป นเม #ภาค1 part2

Next Post
N1710031 แบบน ได เหรอ บโจรเป นเม #ภาค1 part2

N1710031 แบบน ได เหรอ บโจรเป นเม #ภาค1 part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2501077 สาม วยไรไม ได แล วย งเห นแก part2
  • N2501070 แม สอนล กผ ดๆ ทำให คนอ นเด อดร อน part2
  • N2501071 เม ยล บอยากม วตน เม ยหลวงอย างเราจะไม ทนให เส ยเวลา part2
  • N2501069 จากคนร กก นตอนน เหม อนไม กก part2
  • N2501073 อย านหล งเด ยวก นแต กเหม อนอย คนเด ยว part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • January 2026
  • October 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.