BYD เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยยอดขายแซงแบรนด์สัญชาติเยอรมันอย่าง Volkswagen เพียงไม่กี่คัน แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ BYD ประสบความสำเร็จทั่วโลก
BYD ATTO 3 กลายเป็นรถ EV ที่ขายดีที่สุดในสวีเดน ในเดือนกรกฎาคมเป็นครั้งแรก

BYD ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป ในเดือนกรกฎาคมที่ประเทศสวีเดน มียอดขาย BYD ATTO 3 มาเป็นอันดับหนึ่ง คือ 724 คัน ทําให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ที่ขายดีที่สุดในประเทศสําหรับเดือนนี้ และนี่เป็นครั้งแรกของ BYD ที่ได้รับอันดับหนึ่งการขายรถยนต์ไฟฟ้า ตามรายเดือนในตลาดยุโรป

ในเดือนกรกฎาคมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของสวีเดน มียอดขายรถ EV 6,785 คัน โดยมีความนิยมที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคในด้านความคล่องตัวของรถยนต์ไฟฟ้า แบ่งตามแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ Volkswagen, BYD, Kia, BMW และ Tesla แบรนด์ Volkswagen ขายได้ 1,133 คัน ตามมาด้วย BYD ขายได้ 843 คัน โดยทั้ง 2 แบรนด์ครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากกว่า 10% ของเดือนนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าความสำเร็จนี้ เป็นเดือนที่มียอดขายสูงสุดของ BYD นับตั้งแต่เริ่มขายในสวีเดนในปี 2022

แบ่งตามรุ่นรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในสวีเดน โดยมียอดขายที่น่าประทับใจ 724 คัน Volkswagen ID.4 อยู่ในอันดับที่สองที่มียอดขาย 711 คัน และ BMW i4 ได้อันดับสามที่มียอดขาย 385 คัน แต่ถ้าพิจารณาถึงเครื่องยนต์สันดาปภายใน BYD ATTO 3 ยังเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดอันดับ 2 ในตลาดสวีเดน โดย Volvo XC60 ยังครองตำแหน่งอันดับ 1 อยู่
ยอดขายของ BYD ในสวีเดน คิดเป็น 86% เป็นยอดที่น่าสนใจในช่วงเดือนกรกฎาคม โดยเป็นผลมาจากความนิยมของ ATTO 3 ซึ่งเป็นรูปแบบการส่งออกหลักของ BYD ทั่วโลก และ BYD ยังประสบความสำเร็จในการขาย BYD Han จำนวน 64 คัน, BYD Tang จำนวน 54 คัน และ BYD e3 จำนวน 8 คัน


นอกเหนือจากความสำเร็จของตลาดสวีเดนแล้ว ความพยายามในการส่งออกทั่วโลกของ BYD ยังมีการเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคม มียอดส่งออกจากประเทศจีนแล้วกว่า 18,169 คัน ซึ่งเป็นเดือนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ BYD ในการขายระหว่างประเทศ ล่าสุด BYD ได้ลงทุนในการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง เพื่อรองรับปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้น และช่วยเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทในการขนส่งและส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก
ความตื่นตัวเรื่องลดมลภาวะอันเป็นพิษเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะประเทศที่เป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม หรือกลุ่มประเทศมหาอำนาจ ล้วนแล้วแต่มีความตื่นตัวเรื่องของมลภาวะแทบทั้งสิ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสภาวะโลกร้อน อันก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ อย่างมากมาย จึงเป็นเหตุให้มีมาตรการควบคุมคุณภาพการปล่อยมลพิษจากทุกอย่าง โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้งานกันทั่วโลก ให้มีมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่ต่ำ โดยมีเป้าหมายให้มีการปล่อยมลพิษเป็น 0 หรือไร้มลพิษเลย
ซึ่งการจะทำยานพาหนะไร้มลพิษได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเอาเครื่องยนต์สันดาปดั่งเดิมออก เพราะแม้ว่าจะพัฒนามันถึงขีดสุดแล้วก็ตาม มันก็ยังต้องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอันผลิตจากฟอซซิล นำไปเผาไหม้เพื่อเป็นพลังงาน ซึ่งก็ก่อมลพิษอยู่ดี
ส่งผลให้หลายๆ ประเทศมีมาตรการผลักดันการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย ทำให้บริษัทรถยนต์ต่างๆ ต้องหันมาใส่ใจกับรถยนต์ไฟฟ้าตามการเปลี่ยนแปลงของนโยบายของรัฐบาลในระดับโลก

Tesla แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำระดับโลก สัญชาติอเมริกัน อันเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มูลค่ามากที่สุดในโลก ถือเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นกระแสรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก ด้วยดีไซน์ที่แตกต่าง เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้การเติบโตของเทสลานั้นทำให้แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ดั่งเดิมต้องหันมาพัฒนาและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า โดยเป้าหมายของ Tesla ก็คือความต้องการเร่งเปลี่ยนแปลงโลกให้ไปใช้พลังงานแบบยั่งยืน (Accelerate the world’s transition to sustainable energy)

รถยนต์ไฟฟ้า ขายได้ 10% ของรถยนต์ทั่วโลก
ในขณะเดียวกัน โลกของเราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์สันดาป สู่ยานยนต์พลังงานสะอาดนั้น รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ซึ่งเป็นรูปแบบของรถยนต์ไฟฟ้าที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน สามารถทำยอดขายได้มากถึง 10% จากยอดขายรถยนต์ทั่วโลกได้แล้ว ตามการรายงานของ CleanTechnica และพบว่ายอดขายรถยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริดจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านคัน ภายในเดือนกันยายน 2565 นี้ด้วย
ยอดขายรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เติบโตเพิ่มขึ้นมากถึง 61% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งส่งสัญญาณอันดีถึงยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปล้วนแบบเดิม มาใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของกำลังขับเคลื่อนแล้ว โดยยอดขายรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด คิดเป็น 14% จากยอดขายรถยนต์รวมทั้งโลก ส่วนยอดขายรถยนต์สันดาปล้วนนั้น มีการปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่องหลายเดือนแล้ว ซึ่งนี่เป็นการส่งสัญญาณครั้งใหญ่ถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานที่ยั่งยืนอย่างชัดเจน

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 3 รุ่นแรก
ในส่วนของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 3 รุ่นแรก ในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนกรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา Tesla Model Y สามารถทำยอดจำหน่ายไปได้มากถึง 344,928 คัน ครองตำแหน่งรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลก ตามมาด้วย Wuling Mini EV 244,961 คัน และ Tesla Model 3 ที่ 236,518 คัน
ขณะเดียวกัน ประเทศจีนถือเป็นประเทศที่มีการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าสูงมากๆ ส่งผลให้มีแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน ซึ่งแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนนั้นมีบทบาทอย่างมากต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก โดยเฉพาะ BYD ที่ถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนที่สามารถขึ้นมาต่อกรกับ Tesla ยักษ์ใหญ่แห่งวงการยานยนต์ไฟฟ้าได้แบบหมัดต่อหมัด
ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา BYD สามารถจำหน่ายรถยนต์พลังงานใหม่ (รวม BEV และ PHEV) ทั่วโลกไปได้มากถึง 160,061 คัน ส่วน Tesla ทำยอดขายได้ที่ 52,084 คัน ตามมาด้วย Volkswagen ที่ 46,400 คัน

ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ 5 อันดับแรก
ในส่วนของยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ 5 อันดับแรก แยกตามแบรนด์รถยนต์ นับตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 นั้น เป็นดังนี้
- BYD 800,745 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด 16.2%
- Tesla 617,309 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด 12.5%
- SGMW 273,292 คัน (บริษัทร่วมทุนกันระหว่าง SAIC Motor, General Motors, และ Liuzhou Wuling Motors)
- Volkswagen 204,510 คัน
- BMW 181,585 คัน

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า มีความท้าทาย
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก นับว่ามีความท้าทายสูงมาก เนื่องจากผู้ที่มีความต้องการรถยนต์ไฟฟ้านั้นพึงพอใจกับการครอบครองรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพดีโดยคำนึงถึงเรื่องของชื่อชั้นแบรนด์รถยนต์ค่อนข้างน้อย ส่งผลให้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ๆ สามารถทำยอดขายได้ด้วยเช่นกัน โดยขณะนี้ Tesla ยังคงครองแชมป์บริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดอยู่ แต่ก็ต้องเจอกับการต่อกรจากบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่ไล่ตามมาติดๆ ด้วยเช่นกัน

