ขณะเดียวกัน ญาติผู้น้องระดับกลาง รองลงมา อย่าง Toyota CORONA ซึ่งทำตลาดผ่านเครือข่าย TOYOPET Channel และเป็นต้นตระกูลให้กับ รถสปอร์ต CELICA รวมทั้งรถยนต์นั่งขนาดเล็กกว่าอย่าง CARINA และพี่ใหญ่อย่าง MARK-II นั้น แม้ว่า Corona จะมีตัวถัง Hardtop Coupe 2 ประตู และวางเครื่องยนต์ เบนซิน 2.0 ลิตร ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้เลือก แต่มันก็เป็นเพียงแค่ เวอร์ชันติด Sport ของรถยนต์ครอบครัวรุ่นขายดี แค่นั้นเอง ชื่อ ของ Corona ไม่ได้ช่วยสื่อถึงภาพลักษณ์สไตล์ Sport มากเท่าที่ควร

จริงอยู่ว่า ในตอนนั้น Toyota เพิ่งจะพัฒนา Toyota CARINA Generation 2 ออกมา ให้มีขนาดตัวถังเล็กลงกว่า Corona นิดหน่อย แทรกตัวอยู่ตรงกลาง ระหว่าง COROLLA และ CORONA เพื่อให้เป็น รถยนต์นั่งของครอบครัว สำหรับตลาดยุโรป ที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้รถคันใหญ่โตนัก แต่ภาพลักษณ์ของตัวรถ ก็ยังไม่ถึงกับเป็นรถยนต์ Sport Sedan เต็มตัว
เมื่อสถานการณ์ตอนนั้นเป็นเช่นนี้ Toyota เริ่มเกิดแนวคิดที่จะพัฒนารถยนต์ Sport Sedan ขนาดย่อมเยาลงมาจาก CHASER เพื่อที่จะเอาใจกลุ่มลูกค้า Young at Heart ที่อยากได้รถ Sport รุ่น CELICA แต่ยังถามหาบุคลิกความเป็นรถยนต์ครอบครัวอยู่ แต่ครั้นจะลงทุนสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ขึ้นมาทั้งคันอีกรุ่น มันจะเกิดความซ้ำซ้อนในตลาดกับ CARINA มากเกินไป
ขณะเดียวกัน เทรนด์หรือแนวโน้ม ของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก กำลังเต็มไปด้วยกระแสการแพร่หลายของรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า FF (Front Engine Front Wheeldrive) ซึ่งเริ่มมาจากฝั่งยุโรป ที่ค่อยๆประเดิมจากรถยนต์ Citroen Traction Avant ในปี 1934 แต่กว่าจะเริ่มมาได้รับความนิยมจากผู้ผลิตรถยนต์ทั่วไป ก็ล่วงเข้ามาถึงยุคของOldsmobile Toronado ในปี 1966 และบรรดารถยนต์ Compact Hatchback เช่น Renault 5 ในปี 1972 หรือ Volkswagen GOLF ในปี 1974
ความนิยมนี้ ส่งต่อมาถึงฝั่งญี่ปุ่น เริ่มกันด้วย Honda CIVIC รุ่นแรก ในปี 1972 ไปจนถึง Nissan PULSAR ในปี 1978 หรือ Mitsubishi MIRAGE Generation ที่ 1 ในปี 1978 และแม้กระทั่ง Toyota เอง ก็ยังต้องเริ่มทำ รถยนต์ Sub-Compact B-Segment ขับเคลื่อนล้อหน้า โดยเฉพาะ อย่าง ตระกูล ฝาแฝด Toyota TERCEL และ CORSA ออกสู่ตลาดครั้งแรก เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 1978
อีกทั้ง Toyota เอง ก็กำลังเริ่มต้นพัฒนา รถยนต์นั่งขนาดกลาง ขับเคลื่อนล้อหน้า แบบใหม่ ที่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อน เพื่อเตรียมออกสู่ตลาดครั้งแรก ในเดือน มีนาคม 1982 (ต่อมา นั่นคือ CAMRY Generation ที่ 2 และคู่แฝดกับ VISTA Generation แรก นั่นเอง)
ไหนๆก็ไหนแล้ว ระหว่างที่ รถยนต์ ครอบครัวขับเคลื่อนล้อหน้า รุ่นใหม่ดังกล่าว ยังพัฒนาไม่เสร็จ ทีมวิศวกรของ Toyota ก็เลยนำ รถยนต์นั่ง Toyota CARINA Generation ที่ 2 ตัวถัง Sedan 4 ประตู ออกมาปรับปรุง งานออกแบบภายนอกและภายใน ให้แตกต่างไปจากเดิม และดูร่วมยุคสมัยขึ้น เพื่อแตกหน่อต่อยอดออกมาเป็น Toyota Celica 4 Door ออกมาขัดตาทัพล่วงหน้าไปก่อน ให้สมดังตั้งใจกันเสียเลย ให้มันสิ้นเรืองสิ้นราว
ในเมื่อ เป็นรถยนต์รุ่นใหม่ ก็จำเป็นต้องมีชื่อรุ่น Subname ใหม่ เพื่อเติมต่อท้ายชื่อรุ่น CELICA เดิม (ซึ่งเป็นภาษา Spanish แปลว่า สวรรค์) เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคว่า Sedan คันนี้ คือ CELICA ตัวถัง Sedan 4 ประตู ทีมการตลาดชาวญี่ปุ่นในยุคนั้น จึงเลือกใช้ชื่อ CAMRY อันเป็นคำภาษาอังกฤษ ที่แผลงมาจากคำว่า KENMURI ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งแปลว่า “มงกุฎ” ซึ่งก็สอดคล้องกับ วิธีคิดของ Toyota ในยุคนั้น ที่นิยมนำชื่อ อันเกี่ยวข้องกับ มงกุฎ มาตั้งชื่อรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น CROWN ซึ่งก็แปลตรงตัวว่า มงกุฎ หรือจะเป็น CORONA และ COROLLA เป็นต้น





Toyota CELICA 4 Door CAMRY
1st Generation of CAMRY
January 23rd, 1980
Celica 4 Door CAMRY ถูกเปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 มกราคม 1980 โดยถูกวางตำแหน่งการตลาด ในฐานะ รถยนต์นั่งครอบครัว แบบ Sport Sedan ขับเคลื่อนล้อหลัง แตกหน่อจากตระกูลรถสปอร์ต CELICA และคั่นกลางระหว่าง ตระกูลรถยนต์ครอบครัวยอดนิยมอย่าง CORONA กับ CARINA และ ตระกูลรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ อย่าง MARK-II กับ CHASER
เท่ากับว่า Line-up รถยนต์นั่งของ Toyota ในตลาดญี่ปุ่นปี 1980 จะถูกเติมเต็มมากขึ้น ไล่จากรุ่นเล็กสุดอย่าง STARLET, TERCEL/CORSA , COROLLA/SPRINTER , CORONA/CARINA , CELICA/CAMRY , MARK-II/CHASER ไปจนถึงรุ่นใหญ่อย่าง CROWN และ CENTURY
ตัวรถมีความยาว ตั้งแต่ 4,350 มิลลิเมตร ในรุ่น 1,600 LT และ 1,800 LT 4,380 จนถึง 4,445 มิลลิเมตร กว้าง 1,645 มิลลิเมตร สูง 1,390 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,500 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อคู่หน้า 1,335 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อคู่หลัง 1,350 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 61 ลิตร
Celica 4 Door CAMRY นับเป็นหนึ่งในรถยนต์ Toyota รุ่นแรกๆ ที่เริ่มเข้าสู่ยุค ทศวรรษ 1980 ด้วยการออกแบบ ด้านหน้า เป็นแบบเฉียง Slant Nose เพื่อเพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ กระจังหน้า ถูกออกแบบขึ้นใหม่ เป็นสี่เหลี่ยม 3 ช่อง แบ่งด้วยเส้นคาดกลาง เป็นตัว T โคมไฟหน้าเปลี่ยนมาเป็นแบบสี่เหลียม และเริ่มหันมาใช้หลอดไฟหน้าแบบ Halogen (ฮาโลเจน) เฉพาะรุ่น 1800XT โครงสร้่างกันชนหน้า ในรุ่น XT เป็นแบบซับแรงกระแทกในความเร็วต่ำได้ ตัวรถผ่านกรรมวิธีพ่นสีกันสนิมรวม 4 ชั้น
ส่วนชุดไฟท้าย วาง Pattern เป็นมาตรฐานของรถยนต์ Toyota ในยุคนั้น คือไฟเลี้ยวอยู่ด้านนอก ไฟเบรก 2 ดวง จะถูกคั่นกลางด้วยหลอดไฟถอยหลังสีขาว ขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งภายนอกตัวรถ ด้วยแถบคิ้วแนวเฉียงสีดำ บริเวณเสาหลังคาคู่หลัง C-Pillar เสริมด้วยคิ้วโครเมียม รอบคัน เพื่อเพิ่มความหรูหราจากรุ่นปกติเล็กน้อย
ช่วงแรกที่ออกสู่ตลาดญี่ปุ่น Celica 4 Door CAMRY มีให้เลือก 2 Trim การตกแต่ง 4 รุ่นหลัก รวม 10 รุ่นย่อย ดังนี้
- 1600 LT (รห้สรุ่น TA41) เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ / เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ
- 1600 XT (รห้สรุ่น TA41) เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ / เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ / เกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะ
- 1800 LT (รห้สรุ่น TA46) เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ / เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ
- 1800 XT (รห้สรุ่น TA46) เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ / เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ / เกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะ
หากสังเกตดีๆ จะพบว่า การแตกหน่อรุ่นย่อยต่างๆ นั้น ใช้ระบบเดียวกับ Toyota CELICA 2 ประตู โดยนำรุ่น LT ไว้เป็นรุ่นพื้นฐาน ส่วนรุ่น XT จะเป็นรุ่นที่มีความหรูเพิ่มเติมเข้ามา ในระดับกลางๆ


ภายในห้องโดยสาร ติดตั้งเบาะนั่ง ตกแต่งด้วยผ้าสักกะหลาด ในบริเวณที่สัมผัสกับร่างกายมนุษย์ ส่วนด้านข้างและด้านหลังของทั้งพนักพิงหลัง จะหุ้มด้วยหนัง ไวนีล ธรรมดา ยังไม่ได้หุ้มด้วยผ้าทั้งชิ้นแบบ Full Fabric ใดๆทั้งสิ้น แผงประตูด้านช้างของรุ่น 1800 XT SUPER EDITION จะบุด้วยผ้าสักกะหลาด ส่วนรุ่นย่อยอื่น จะบุด้วยหนังไวนีล
แผงหน้าปัดของทุกรุ่นย่อย ตกแต่งด้วยลายไม้ ยาวตั้งแต่ช่องแอร์ฝั่งคนขับ ไปจนถึงฝั่งผู้โดยสารด้านซ้าย ชุดมาตรวัดเป็นแบบวงกลม 4 วง รุ่น 1600 XT และ 1800 XT ทั้งแบบปกติ และแบบ SUPER EDITION จะติดตั้งมาตรวัดรอบเครื่องยนต์เสริมมาให้ พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน ทรงสปอร์ตรูปตัว T พร้อมแป้นแตร ที่ก้านพวงมาลัยทุกจุด
เข็มขัดนิรภัยเป็นแบบ ELR 3 จุด เฉพาะเบาะนั่งคู่หน้า 2 ตำแหน่ง ส่วนด้านหลัง เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบ 2 จุด คาดเอว 2 ตำแหน่ง ซ้าย – ขวา นอกจากนี้ รุ่น 1800XT SUPER EDITION เท่านั้น ที่จะแถมวิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น Cassette Tape อย่างดี Super Sound Component มาให้จากโรงงาน ส่วนรุ่นอื่นๆ ติดตั้งมาแค่ วิทยุ AM/FM ธรรมดา เท่านั้น ส่วนเครื่องเล่นเทป หรือชุดเครื่องเสียงชั้นดี ต้องสั่งซื้อติดตั้งเพิ่มเติมแยกต่างหาก

รายละเอียดงานวิศวกรรม / Mechanism
ช่วงแรกที่เปิดตัว Celica 4 Door Camry วางขุมพลังให้เลือก 2 ขนาด ดังนี้
- เครื่องยนต์ รหัส 12T-U เบนซิน 4 สูบเรียง OHV 8 วาล์ว 1,588 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 85.0 x 70.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.3 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วย คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยว ท่อคู่ดูดลงล่าง ระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังสูงสุด 88 แรงม้า (PS) ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.3 กก.-ม.ที่ 3,400 รอบ/นาที
- เครื่องยนต์ รหัส 13T-U เบนซิน 4 สูบเรียง OHV 8 วาล์ว 1,770 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 85.0 x 78.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.3 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วย คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยว ท่อคู่ดูดลงล่าง ระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังสูงสุด 95 แรงม้า (PS) ที่ 5,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม.ที่ 3,400 รอบ/นาที
- ทุกรุ่นย่อย ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง โดยรุ่น 1,600 LT และ 1,800 LT จะมีให้เลือกทั้ง เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ หรือ เกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะ ส่วนรุ่น 1,600 XT และ 1,800 XT นอกจากจะมีเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ และอัตโนมัติ 3 จังหวะ แล้ว ยังเพิ่มทางเลือก เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เข้ามาให้เป็นพิเศษ
พวงมาลัยเป็นแบบ ลูกปืนหมุนวน Ball & Nut พร้อมแกนพวงมาลัยที่ยุบตัวได้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบ Strut พร้อม Coil Spring ส่วนด้านหลัง เป็นแบบ Lateral Rod 4 Link พร้อม Coil Spring ระบบห้ามล้อ ด้านหน้าเป็น ดิสก์เบรกคู่หน้า ส่วนด้านหลัง เป็นดรัมเบรก แบบ Leading Trailing กระทะล้อเป็น ล้อเหล็กธรรมดา ลายมาตรฐานของ Toyota แต่ในรุ่น XT ลูกค้าสามารถสั่งซื้อล้ออัลลอย ขนาด 13 นิ้ว พร้อมยาง Radial (อันเป็นของใหม่ราคาแพงในสมัยนั้น) ขนาด 185/70R13 ได้


Toyota มอบหมายให้ โรงงาน Tsutsumi ในจังหวัด Aichi รับหน้าที่ ผลิต และประกอบ Celica 4 Door CAMRY โดยการผลิต เริ่มต้นขึ้นในเดือน ธันวาคม 1979
Celica 4 Door CAMRY มีให้เลือก 5 Trim การตกแต่ง รวม 10 รุ่นย่อย และตั้งราคาขายแตกต่างกัน ดังนี้
- 1600 LT เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ 954,000 Yen เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ 1,011,000 Yen
- 1600 XT เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ 1,018,000 Yen เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ 1,041,000 Yen เกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะ 1,075,000 Yen
- 1800 LT เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ 999,000 Yen เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ 1,056,000 Yen
- 1800 XT เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ 1,084,000 Yen เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ 1,107,000 Yen เกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะ 1,141,000 Yen
ราคาที่เห็นนี้ ยังไม่รวมรุ่นตกแต่งพิเศษ Super Edition ซึ่งมีเฉพาะ 1800XT และเป็นราคา สำหรับลูกค้าใน Nagoya อันเป็นเมืองหลักสำนักงานใหญ่ของ Toyota แต่ ราคาสำหรับลูกค้าใน Tokyo และ Osaka จะต้องเพิ่มขึ้นอีก 5,000 Yen (ในตอนนั้น) เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะในสมัยก่อน ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น จะตั้งราคาจำหน่ายโดยยึดจากเขตจังหวัด ยิ่งห่างไกล ก็จะรวมค่าขนส่งเพิ่มเข้าไปด้วย ทำให้ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ ใน Hokkaido , Osaka และ Fukuoka อาจจะต้องจ่ายในราคาแพงกว่าลูกค้าใน Tokyo หรือ Nagoya พอสมควร

