ภายในเพิ่มความพิเศษด้วย ชุดแป้นคันเร่งและเบรกแบบอลูมิเนียม พร้อมออพชั่นเดิมทั้ง โทนสีภายในใหม่เป็นดำเข้ม พร้อมจอสัมผัสขนาดใหญ่ออกแบบให้ลำขึ้นสอดรับกับช่องแอร์แนวตั้งที่ประกบติดกับจอสัมผัสขนาด 11.6 นิ้ว อย่างลงตัว พร้อมระบบ T-Connect ตอบรับไลฟ์สไตล์การใช้งานของรถ กระหึ่มด้วยลำโพงคุณภาพจาก JBL ระบบชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย และทันยุคโซเชี่ยลด้วยการเพิ่มเพื่อนในแอพ LINE
สำหรับเจน 4 รหัส XW50 มาพร้อมเดิมด้วยเครื่องยนต์เบนซิน Hybrid ขนาด 1.8 ลิตร 2ZR-FXE ให้กำลังสูงถึง 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิด 142 นิวตันเมตรที่ 3,600 รอบ/นาที ในภาคเครื่องยนต์จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้ารุ่น 1NM 72 แรงม้า แรงบิด 163 นิวตันเมตร ทำให้ได้แรงม้ารวมถึง 122 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ขับหน้า ประหยัดสุด 39 กม./ลิตร และแบตเตอร์รี่ แบบ Nickle – Metal (NiMH) ขับเคลื่อนล้อหน้า


ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense ครบครันเช่นเดิม ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (PRE-COLLISION SYSTEM), ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (LANE DEPARTURE ALERT), ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (RADAR CRUISE CONTROL) , ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (AUTOMATIC HIGH BEAMS), กล้องมองภาพขณะถอยหลัง พร้อม Back Guide Monitor, ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ RCTA (Rear Cross Traffic Alert), ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill-start Assist Control), ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor) เป็นต้น
Toyota Prius Black Edition จำหน่าย 2 รุ่นย่อย เริ่มต้น 2,947,000 -3,414,000 Yen หรือราว 841,000 – 974,000 บาท (ไม่รวมภาษีของเมืองไทย) แต่ถ้ามีการนำเข้ามาจำหน่ายในไทยราคารวมภาษีนำเข้าจะอยู่ที่ 2,417,000 – 2,799,000 บาท
ปัญหา COVID-19 สายพันธุ์ Delta ระบาด และวิกฤตขาดแคลนชิป ยังสร้างผลเสียกับอุตสาหกรรมรถยนต์ต่อเนื่อง ถึงขั้น Toyota เตรียมลดกำลังการผลิตรถยนต์ทั่วโลกของเดือน ก.ย. 2021 ลงถึง 40%

Toyota ที่ต้องลดกำลังการผลิต
สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า Toyota เตรียมพิจารณาลดกำลังการผลิตรถยนต์ทั่วโลกในเดือน ก.ย. 2021 จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้เมื่อเดือน ก.ค. 2021 อย่างน้อย 9 แสนคัน เหลือเพียง 5 แสนคัน หรือลดลงกว่า 40% ถือเป็นการกระทำที่สวนทางตลาดรถยนต์ที่เริ่มฟื้นตัวใกล้เคียงช่วงโรค COVID-19 ระบาดแรก ๆ
สำหรับเหตุผลที่ Toyota ต้องลดกำลังการผลิตมี 2 ปัจจัยคือ 1. การระบาดของโรค COVID-19 สายพันธุ์ Delta ทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย 2. วิกฤตขาดแคลนชิปยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งสองเรื่องนี้ทำให้ไลน์ผลิตหลายแห่งของ Toyota มีปัญหา และเปิดให้บริการได้ไม่เหมือนช่วงปกติ
ก่อนหน้านี้ Toyota มีการประกาศหยุดไลน์ผลิตทั้งในประเทศญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายครั้ง ผ่านการที่โรค COVID-19 ระบาด ทำให้การจัดซื้อชิ้นส่วนรถยนต์จากคู่ค้าประสบปัญหาเช่นกัน ส่วนการผลิตในสหรัฐอเมริกา, จีน และยุโรป เริ่มฟื้นกลับมาดีขึ้น
ในเดือน ก.ย. 2020 Toyota เคยผลิตรถยนต์ทั่วโลกได้ 8.4 แสนคัน ส่วนในประเทศไทย ครึ่งแรกของปี 2021 Toyota ผลิตรถยนต์รวม 2.58 แสนคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกัน 50% ขายรถยนต์ได้ 1.17 แสนคัน เพิ่มขึ้น 24.4% โดย Toyota ประเทศไทยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ทั้งปี 2021 ได้ 5.8 แสนคัน เพิ่มขึ้น 31% จากปีก่อน
โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น สร้างสถิติทำยอดขายรถยนต์ใหม่สูงสุดในสหรัฐฯ ตลอดปี 2021 แซงหน้าแชมป์เก่าอย่างเจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ค่ายยานยนต์จากดีทรอยต์ที่ครองความยิ่งใหญ่ด้านยอดขายในสหรัฐอเมริกามานานถึง 90 ปี
โตโยต้า มียอดขายรถยนต์ในสหรัฐฯ ราว 2.332 ล้านคันในปี 2021 ในขณะที่จีเอ็มขายไปได้เพียง 2.218 ล้านคัน ตามข้อมูลที่ทางบริษัทเผยแพร่เมื่อวานนี้ (4 ม.ค.) โดยในส่วนของจีเอ็มนั้นยอดขายตลอดทั้งปีตกลง 13% และลดถึง 43% เฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ขณะที่โตโยต้ามียอดขายโดยรวมทั้งปีเพิ่มขึ้น 10%
ปีที่แล้วค่ายรถยนต์ทั่วโลกต่างเผชิญวิกฤตขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งทำให้หลายเจ้าต้องหันมาเน้นผลิตเฉพาะรถยนต์รุ่นที่ทำกำไรได้มากที่สุด
จีเอ็มแถลงวานนี้ (4) ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นน่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ขนาดเล็ก (light-duty vehicles) จาก 15 ล้านคันในปี 2021 เพิ่มเป็นราวๆ 16 ล้านคันในปี 2022
จีเอ็มครองแชมป์ผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายต่อปีสูงสุดในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 1931 หลังจากที่ทำยอดขายแซงหน้า “ฟอร์ด” ตามข้อมูลจาก Automotive News
ทางด้านของโตโยต้ายังคงถ่อมตัวกับความสำเร็จที่ได้รับ โดย แจ็ค ฮอลลิส รองประธานอาวุโสของโตโยต้าในสหรัฐฯ ระบุว่า ทางบริษัทรู้สึก “ขอบคุณ” ลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจ และย้ำว่า “การเป็นที่หนึ่งไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด”
ฮอลลิส อธิบายเพิ่มเติมว่า โตโยต้าไม่ได้คาดหวังว่าจะสามารถคงยอดจำหน่ายสูงสุดในสหรัฐฯ ได้ตลอดไป และไม่มีแผนที่จะนำความสำเร็จในปี 2021 มาใช้เพื่อการโฆษณา
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ชี้ว่า โตโยต้าสามารถบริหารจัดการปัญหาขาดแคลนชิปได้ดีกว่าค่ายยานยนต์เจ้าอื่นๆ
โตโยต้ามียอดขายรถยนต์นั่ง 4 ประตู (ซีดาน) ตัวท็อปอย่าง Camry และ Corolla เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2021 เช่นเดียวกับรถเอสยูวีรุ่นใหญ่อย่าง Highlander ที่ทำยอดขายในสหรัฐฯ ได้มากขึ้นเช่นกัน
ด้าน จิม เคน โฆษกของจีเอ็ม ยืนยันว่าบริษัทยังทำยอดขายได้ดีในส่วนของรถเอสยูวีและรถกระบะ โดยเน้นที่ผลกำไรมากกว่าจำนวนรถที่ขายได้ และเชื่อว่าหากอุปทานเซมิคอนดักเตอร์กลับมาเพิ่มขึ้น ยอดขายก็จะกระเตื้องตามไปด้วย
สถานการณ์จองรถปี 2021
จากสถิติ Top 10 ของยอดจองรถยนต์ในแต่ละแบรนด์ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2021 – ปี 2023 โดยในปี 2021 ก็ยังเป็นช่วงแรก ๆ ที่มีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า แต่ว่าความนิยมในรถประเภทนี้ยังไม่มีมากนัก ยอดจองส่วนใหญ่จึงเทไปที่แบรนด์รถญี่ปุ่น ซึ่งกวาดไป 7 ใน 10 อันดับเลยทีเดียว อันดับ 1 ก็จะเป็น TOYOTA รองลงมาเป็น HONDA รถยนต์แบรนด์จีนก็จะมีแค่ MG อยู่ในอันดับที่ 5 และมีรถยนต์แบรนด์ยุโรปอย่าง Mercedes-Benz และ BMW ติดโผมาด้วย

สถานการณ์จองรถปี 2022
ส่วนในปี 2022 อันดับ 1 ก็ยังคงเป็น TOYOTA มียอดขายเพิ่มมากขึ้นจากปี 2021 ส่วน HONDA เป็นอันดับที่ 2 เหมือนเดิม แต่ยอดขายลดลงรองลงมาเป็น 3,252 คัน ซึ่งในปีนั้นได้เริ่มมีกระแสของรถยนต์ไฟฟ้าแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ BYD ได้เริ่มเข้ามาทำตลาดในไทยก็กวาดยอดขายในงานปลายปีไป 2,714 คัน ขึ้นเป็นอันดับที่ 3 แซงหน้าแบรนด์ญี่ปุ่นได้

สถานการณ์จองรถปี 2023
ปี 2023 ต้องบอกเลยว่าปีนี้เป็นปีที่รถยนต์ไฟฟ้าเปิดตัวในบ้านเราเยอะและถี่มาก ๆ จากที่ดูตาม 10 อันดับนั้นจะเห็นได้ชัดว่ารถไฟฟ้าแบรนด์จีนได้ติด 5 ใน 10 อันดับเลยทีเดียว แต่ที่ 1 กับที่ 2 ก็ยังคงเป็น TOYOTA และ HONDA อยู่เหมือนเดิม อีกทั้งแบรนด์จีนยังกวาดอันดับตั้งแต่ที่ 3 ไปจนถึงที่ 7 เบียดแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง ISUZU, NISSAN และ Mazda ลงไปในอันดับท้าย ๆ และที่น่าสนใจคือ Top 10 นี้ไม่มีรถแบรนด์ยุโรปหรืออเมริกาติดมาเลย

ข้อมูลอื่น ๆ ที่น่าสนใจในงาน Motor Expo 2023 ในผลสำรวจระบุมาว่า ประเภทหรือดีไซน์ของรถที่คนนิยมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) ความนิยม 54.2%
- รถเก๋ง 4 ประตู (Passenger) ความนิยม 18.4%
- รถพลังงานไฟฟ้าล้วน (Battery Electric Vehicle) ความนิยม 8.7%
- รถกระบะ 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ (Pick-Up 4×4) ความนิยม 6.0%

