ครั้งแรกที่ผมเห็น Yaris ตัวถังปัจจุบัน นั่นต้องย้อนกลับไปยังปี 2013 ซึ่งเป็นปีที่ผมเริ่มเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ที่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ตั้งอยู่ริมถนนถนนพัฒนาการ ไม่ได้อยู่แถวดินแดงเหมือนที่หลายๆ คน โดยเฉพาะพี่แท็กซี่ มักจะเข้าใจผิดกัน
ชีวิตของผมในรั้วมหาวิทยาลัยช่วงแรกนั้นถือว่ามีความสุขดีทีเดียว การได้ทำกิจกรรมของทางคณะ หรือกิจกรรมที่สถาบันจัดขึ้น ทำให้ผมและเพื่อนๆ สนิทกันเร็วมาก ผมยังจำได้ดีว่ารถยนต์ที่ก๊วนเพื่อนของผมใช้สำหรับเดินทางไปหาของอร่อยๆ กินกัน ในช่วงค่ำหลังเลิกเรียน ระแวกพัฒนาการที่ผู้คนชอบเอารถมาจอดเรียงกันบนถนนในชั่วโมงเร่งด่วน ท้ังเช้าและเย็น นั่นก็คือ Yaris รุ่น 1.2G สีฟ้า ของ “พีรณัฐ” เพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันผันตัวเองไปทำงานสายการบินเป็นที่เรียบร้อย
ใครจะไปคิดล่ะครับว่า การบรรทุกเด็กผู้ชาย ตัวสูง 170 – 180 เซ็นติเมตร เกือบ 10 คน น้ำหนักรวมกันน่าจะเกิน 500 กิโลกรัม ใน Yaris คันนั้น เพื่อเดินทางออกมาจากหอพักที่อยู่ภายในซอยเล็กๆ มายังประตูรั้วมหาลัย ผ่านลูกระนาดระหว่างทางขนาดมโหฬาร จำนวน 7 ลูก จะสร้างความหฤหรรษ์ให้พวกผมรวมถึง “นัส” ได้ไม่น้อยเลย (แต่ “นัส” คงแอบด่าพวกผมใจ ว่า “พวกเมิงจะข่มขืนรถกูไปไหม???”)
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เวลานั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ Mazda 2 และ Honda Civic รุ่นปัจจุบัน ยังไม่ออกสู่ตลาด เมื่อพูดถึงรถยนต์ขวัญใจวัยรุ่นมหาลัยทั่วๆ ไป ก็คงต้องยกตำแหน่งให้ Yaris เขาล่ะ!
.
.
เวลาผ่านไป 7 ปี หลังจากที่หนังโฆษณาของ Yaris และ Yaris ATIV รุ่นปรับโฉม Minorchange ครั้ง (ที่คาดว่า) ล่าสุด บนมือถือของผมเล่นจบลง ผมก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า…
ปี 2020 แล้ว พวกเขายังไม่คิดจะเปลี่ยนโฉมใหม่ให้สองพี่น้องคู่นี้กันอีกเหรอ ?

ตั้งแต่ออกสู่ตลาดครั้งแรกในปี 2013 ท่ามกลางสมรภูมิในตลาดรถ ECO Car เมืองไทยอันร้อนระอุ จนถึงทุกวันนี้ ยอดขายก็ยังคงอยู่ในอันดับต้นๆ ของตารางรถยนต์นั่ง B-Segment/Eco Car ชนิดที่ว่า ต่อให้คู่แข่งจะงัดเอาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่สดใหม่กว่า มาวางในรถยนต์รุ่นใหม่กว่า ออกมาประชันขันแข่ง แต่ Yaris และ Yaris ATIV ก็ยังคงอายุยืน ฆ่าไม่ตายง่ายๆ
เหตุผลสำคัญที่ลูกค้าชาวไทยยังคงอุดหนุนสองศรีพี่น้องรุ่นนี้กันอยู่เรื่อยๆ นั่นเป็นเพราะ ความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งมาจากความแพร่หลายของโชว์รูมและศูนย์บริการ รวมทั้งปริมาณของช่างที่ชำนาญงาน ยังมีอยู่เต็มประเทศของเรา นี่คือสิ่งที่ทำให้ Toyota ยังมีมูลค่า Brand Value ในใจของผู้บริโภคชาวไทยสูงมากพอ ให้พวกเขายอมอุดหนุนรถยนต์ซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว มาจนถึงทุกวันนี้
มูลค่า Brand Value ในใจผู้บริโภคที่ Toyota มีอยู่ในใจผู้บริโภคชาวไทย มันสูงมากเสียจนยากจะหาผู้ผลิตรายใด ทำได้เช่นนี้ อาจจะมีเพียงแค่ Isuzu, Mercedes-Benz และ Honda เท่านั้น ที่สามารถยกระดับ Brand Value ของตน ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับ Toyota ได้

กระนั้น ด้วยอายุอานามที่มากถึง 7 ปี หากยังคงทะนงตัว ลากทำตลาดกันต่อไป โดยไม่ปรับปรุงตัวรถให้มีจุดขายอื่นๆ เพิ่มขึ้น ทั้ง Yaris และ Yaris ATIV ก็คงจะมียอดขายค่อยๆ ชะลอตัวลง จนโดนชาวบ้านชาวช่องเขาแซงไปหมด
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ Toyota ตัดสินใจ ส่งรุ่นปรับโฉม Minorchange รอบล่าสุดของ Yaris และ Yaris ATIV ลงสู่ตลาด เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา
อันนี้ที่จริง สาระสำคัญของการปรับโฉมในครั้งนี้ อยู่ที่การปรับหน้าตา และเพิ่มอุปกรณ์บางอย่างเข้าไปเท่านั้น แต่ทว่านับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 ที่มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ให้กับ Yaris และ Yaris ATIV เราไม่มีเวลานำมาทดลองขับอย่างจริงจังเสียที กอปรกับช่วงนี้ Toyota เพิ่งจะมีรถพร้อมส่งมอบให้นำมาทดลองขับ เราจึงตัดสินใจตบปากรับคำอย่างไม่ต้องคิดมากเลย
หลายคนคงอยากรู้ว่า 7 ปีผ่านไป Yaris รุ่นปัจจุบัน เติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง แตกต่างจากรุ่นเดิมมากน้อยแค่ไหน ยังคงมีจุดเด่นมากพอให้เก็บมาเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจซื้อรถยนต์กลุ่ม B-Segment/Eco Car หรือไม่ ผมใช้เวลา 7 วัน ในการใช้ชีวิตอยู่กับทั้ง Yaris และ Yaris ATIV ใหม่ รุ่น Sport Premium ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุด จนได้คำตอบที่ผมเชื่อว่าจะทำให้คุณผู้อ่านกระจ่าง
คำตอบทั้งหมด… อยู่ข้างล่างนี้ครับ

Toyota Yaris ถูกนำเข้ามาประกอบและจำหน่ายในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2006 โดยในตอนนั้น Toyota Motor (Thailand) เลือกนำ Vitz/Yaris รุ่นที่ 2 ซึ่งเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2005 มาวางเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 109 แรงม้า (PS) จาก Toyota Soluna Vios มาเปิดตลาดในบ้านเรา เพื่อรับมือกับ Honda Fit/Jazz รุ่นแรก (เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2003) ในช่วงแรก ยอดขายไม่ดีเอาเสียเลย เพราะราคาขายหน้าโชว์รูมแพงไปในสายตาผู้บริโภค กว่ายอดขายจะกระเตื้อง ก็ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ๆ
ต่อมา Toyota ได้เรียนรู้ว่า Yaris เวอร์ชันตลาดโลก มีตัวถังเล็กไป สำหรับกลุ่มลูกค้าชาวไทย และชาวจีน พวกเขาต้องการรถที่ใหญ่ขึ้น มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารใหญ่โตขึ้น ให้สมกับเงินที่พวกเขาต้องจ่าย Toyota จึงซุ่มเงียบแตกหน่อ Yaris ออกมาเป็นเวอร์ชันใหม่ ขนาดใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย สำหรับตลาดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และประเทศจีน (Emerge Market & China)
ระหว่างนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลไทย กำลังจัดแพ็กเกจ โครงการส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Eco Car Toyota จึงตัดสินใจเข้าร่วมขบวน โดยยื่นเรื่องรับสิทธิ์ส่งเสริมการลงทุนเป็นรายสุดท้าย นั่นจึงทำให้ Toyota เปลี่ยนแนวทางการทำตลาด Yaris ในบ้านเรา ด้วยการนำ Yaris เวอร์ชัน Emerge Market & China มาวางเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ตีตั๋วเด็กลงทำตลาดในกลุ่ม Eco Car เปิดตัวในประเทศไทยครั้งแรก ณ ห้างสรรพสินค้า Central World ย่านราชประสงค์ เมื่อ 22 ตุลาคม 2013 และทำยอดขายไปได้ดีประมาณหนึ่ง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามีลูกค้าบางส่วนปันใจจาก Toyota Soluna Vios รุ่นที่ 3 มาอุดหนุน Yaris 5 ประตู แทน
อย่างไรก็ตาม ตัวถัง Sedan 4 ประตู ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าชาวไทยมากกว่า Toyota จึงตัดสินใจนำ Vios รุ่นที่ 3 มาเปลี่ยนเปลือกตัวถังภายนอก วางเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ลงสู่ตลาด และเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย ในชื่อ Yaris ATIV เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2017 ณ Bangkok Convention Center โรงแรม Centara Grand Central World ตามด้วยรุ่นปรับโฉม Minorchange ของตัวถัง Hatchback ที่ใช้โครงสร้างตัวถังเดิม เปลี่ยนมาใช้ดีไซน์ครึ่งคันหน้าร่วมกันกับรุ่น Sedan เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2017 ณ โรงแรม Park Hyatt ถนนวิทยุ

จากนั้น 18 ตุลาคม 2018 ความเคลื่อนไหวก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อพวกเขาได้เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ G+ ตกแต่งภายนอกด้วยสีดำเงาตามจุดต่างๆ เปลี่ยนล้อเป็นสีทูโทน ปัดเงา และภายในห้องโดยสาร ด้วยวัสดุ Piano Black และเปลี่ยนมาใช้เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสีดำ เดินตะเข็บด้ายแดง พร้อมอัพเกรดชุดเครื่องเสียงเป็นหน้าจอสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว และติดตั้งกล้องมองหลังเพิ่มเข้ามาให้ พร้อมยกเลิกรุ่นย่อย S ใน Yaris ATIV แทนที่ด้วยรุ่น S+ ที่เพิ่มเติมเบาะหนังจากโรงงานมาให้ ภายในตกแต่งด้วยวัสดุ Piano Black และเปลี่ยนมาใช้ล้อสีทูโทนปัดเงา เช่นเดียวกับ Yaris G+
นอกจากนี้ 7 พฤศจิกายน 2019 มีการอัพเดทอีกครั้ง ความเปลี่ยนแปลงหลักๆ อยู่ที่เครื่องยนต์ที่ปรับปรุงจากเดิมเล็กน้อย จาก 3NR-FE เป็นรหัส 3NR-FKE พละกำลังเพิ่มขึ้นจาก 86 แรงม้า (PS) เป็น 92 แรงม้า (PS) แรงบิดเพิ่มขึ้นมาอีก 1 นิวตันเมตร เป็น 109 นิวตันเมตร เสริมด้วยระบบ Auto Start/Stop เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ไม่เกิน 100 กรัม/กิโลเมตร เข้าโครงการ ECO Car Phase 2 พร้อมปรับเพิ่มอุปกรณ์จำพวก กล้องบันทึกเหตุการณ์ด้านหน้า – ด้านหลัง เปลี่ยนดีไซน์ของหน้าจอชุดเครื่องเสียงใหม่ พร้อมปรับรุ่นย่อย จากเดิมที่เป็น J ECO / J / E / G / S+ เป็นรุ่น Entry / MID และ High เป็นรถยนต์รุ่นอื่นๆ ของ Toyota ปรับราคาเพิ่ม 10,000 – 20,000 ในแต่ละรุ่นย่อย
เวลาผ่านไป 7 ปี นับตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว Yaris Hatchback ในปี 2013 ตามด้วยรุ่น 4 ประตู Yaris ATIV ในปี 2017 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2020 สถิติยอดขายของ Toyota Motor ประเทศไทย ที่มาจากผลผลิต ทั้ง 2 รุ่นนี้ ก็ปาเข้าไปแล้วราวๆ 320,000 กว่าคัน

ในเมื่อการมาถึงของ Yaris รุ่นเปลี่ยนโฉม Full Model Change นั้น ต้องรอจนกว่าจะถึงปี 2022 ดังนั้น Toyota จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องลับคมดาบให้แก่ขุนศึกวัยเก๋า เพื่อรับมือกับคู่แข่งหน้าใหม่ ทั้งในปัจจุบัน และต่อจากนี้อีกราวๆ 1 ปีครึ่ง ในตลาด ECO Car และ B-Segment ด้วยการ Minorchange ปรับหน้าตา เพิ่มอุปกรณ์ที่ยังขาด เพื่อเพิ่มจุดเด่น ลบจุดด้อย อันเป็นวิธีการดั้งเดิมที่คุ้นเคยกันดีในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์
จนกระทั่งคลอดออกมาเป็น Yaris รุ่นปรับโฉม Minorchange รอบที่ 2 ปี 2020 เปิดตัวผ่านทางออนไลน์ พร้อมเผยราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2020 พร้อมสโลแกนใหม่ “This Is What I Am” ก่อนนำไปจัดแสดงภายในบูธ Toyota ที่งาน Big Motor Sale ณ ไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2020 หรือในอีก 2 วันถัดมานั่นเอง
ใจความสำคัญของการปรับโฉมในครั้งนี้ มีทั้งการปรับลุคส์ เปลี่ยนหน้าตา เพิ่มอุปกรณ์บางอย่างเข้าไป รวมทั้ง การเปลี่ยนชื่อรุ่นย่อยใหม่ โดยรุ่นกลาง เปลี่ยนจาก MID เป็น Sport และรุ่นท็อป เปลี่ยนจาก HIGH เป็น Sport Premium (ตกลงจะ Sport หรือ Premium !? ควรเลือกเอาสักอย่าง) เสริมด้วยรุ่นตกแต่งพิเศษหลังคาสีดำ สำหรับตัวถัง Hatchback เท่านั้น

มิติตัวรถ / Dimension
ขนาดตัวถังภายนอกของ Yaris (Hatchback) เท่ากันกับรุ่น Minorchange ปี 2017 เกือบทุกมิติ ทั้งความกว้าง 1,730 มิลลิเมตร สูง 1,475 มิลลิเมตร (ยังไม่รวมความสูงของเสาอากาศแบบครีบฉลาม 25 มิลลิเมตร ในรุ่น Sport Premium) ความยาวฐานล้อ 2,550 มิลลิเมตร ทว่าดีไซน์ของชุดกระจังหน้าและเปลือกกันชนหน้าใหม่ รวมทั้งสเกิร์ตหลัง ส่งผลให้ความยาวตลอดทั้งคันในรุ่น Sport และ Sport Premium เพิ่มขึ้นจาก 4,145 มิลลิเมตร เป็น 4,160 มิลลิเมตร ส่วนรุ่น Entry ซึ่งไม่มีสเกิร์ตหลังนั้น กลับสั้นลงเหลือ 4,140 มิลลิเมตร
ในขณะที่ Yaris ATIV (Sedan) ก็มีขนาดตัวถังภายนอกเท่ากันกับรุ่น Minorchange ปี 2017 เกือบทุกมิติเช่นเดียวกัน ทั้งความกว้าง 1,730 มิลลิเมตร สูง 1,475 มิลลิเมตร (ความสูงของครีบฉลามอยู่ในระนาบเดียวกับแนวหลังคาพอดี) ความยาวฐานล้อ 2,550 มิลลิเมตร แต่เมื่อวัดจากปลายสุดของกันชนหน้า – หลัง จะพบว่าความยาวเพิ่มขึ้นจาก 4,425 มิลลิเมตร เป็น 4,440 มิลลิเมตร ในรุ่น Sport และ Sport Premium และสั้นลงเหลือ 4,420 มิลลิเมตร ในรุ่น Entry
เมื่อมองจากภายนอก จะพบกับงานดีไซน์ โดยเฉพาะด้านหน้าและการตกแต่งรอบคัน ที่มีความแตกต่างจาก Yaris และ Yaris ATIV รุ่นปรับโฉม Minorchange 2017 ดังนี้
1.กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ เป็นทรงคว่ำปากสไตล์เดียวกับพี่น้องร่วมค่าย รายละเอียดภายในกระจังหน้าของ Yaris จะเป็นแบบช่อง 6 เหลี่ยม เรียงซ้อนกันเป็นแผงรังผึ้ง ในขณะที่ Yaris ATIV จะเป็นเส้นแนวนอนที่ดูเรียบหรูกว่า
2. ชุดไฟหน้าที่ปรับรายละเอียดภายในให้ดูสวยและทันสมัยขึ้น ด้วยโคม Multi-Reflector LED พร้อมระบบควบคุมการเปิด – ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบ Follow-Me-Home (หน่วงเวลาปิด 30 วินาที หลังดับเครื่องยนต์) สำหรับรุ่น Sport และ Sport Premium
3. ไฟส่องสว่างในเวลากลางวัน Daytime Running Light แบบ LED Light Guiding ถูกย้ายเข้าไปรวมเป็นชุดเดียวกันกับโคมไฟหน้า สำหรับรุ่น Sport และ Sport Premium
4. เปลือกกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED ที่ติดตั้งมาให้ในรุ่น Sport Premium
5. มือจับเปิดประตูสีเดียวกับตัวรถ (รุ่นเดิมเป็นมือจับแบบโครเมียม)
6. สเกิร์ตด้านข้าง และสเกิร์ตด้านหลัง สีดำเงา ที่ติดตั้งเพิ่มมาให้ ในรุ่น Sport และ Sport Premium
7. สปอยเลอร์หลังสีดำเงาเหนือฝากระโปรงหลัง อุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ เฉพาะ Yaris ATIV รุ่น Sport และ Sport Premium เท่านั้น
8. เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar และแผ่นหลังคา หุ้มด้วยสติกเกอร์สีดำเงา Attitude Black Mica อุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ เฉพาะ Yaris รุ่น Sport Premium with Black Roof ราคาบวกเพิ่มจากรุ่น Sport Premium ปกติ 5,000 บาท
9. ล้ออัลลอย ขนาด 15 นิ้ว ลายใหม่ พร้อมสีทูโทน ปัดเงา ในรุ่น Sport และ Sport Premium

กุญแจรีโมทของ Yaris รุ่น Sport Premium ยังคงเป็นแบบ Smart Keyless Entry พร้อมดอกกุญแจฝังอยู่ด้านใน หน้าตาเหมือนรุ่นเดิม เมื่อพกกุญแจรีโมทไว้กับตัว แล้วเดินเข้าใกล้ตัวรถ ก็สามารถสั่งปลดล็อก – ปลดล็อกได้ทันที ด้วยการกดปุ่มสีดำด้านข้างมือจับเปิดประตู ซึ่งมีมาให้เฉพาะฝั่งคนขับเท่านั้น หากต้องการล็อก – ปลดล็อก บานประตูฝั่งคนนั่งด้านหน้า ยังต้องอาศัยการกดปุ่มบนกุญแจรีโมทอยู่ดี ในขณะที่ Yaris ATIV รุ่น Sport Premium ก็จะใช้กุญแจรีโมทแบบเดียวกัน แต่มีสวิตช์สำหรับกดค้างเพื่อสั่งเปิดฝากระโปรงหลังเพิ่มเข้ามาให้
ส่วนกุญแจของรุ่น Entry และ Sport ยังคงเป็นกุญแจรีโมท แบบฝังสวิตช์ล็อก – ปลดล็อก ไว้ในดอกกุญแจแบบเดิมเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer และระบบเตือนการโจรกรรม TDS (Theft Deterrent System) ถูกติดตั้งมาให้เฉพาะรุ่น Sport และ Sport Premium เท่านั้น

การเข้า – ออกจากเบาะคู่หน้านั้น คุณยังคงต้องใช้ความระมัดระวัง เหมือนรุ่นเดิม เนื่องจากเสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ค่อนข้างลาดเอียง ดังนั้น สำหรับคนตัวสูง หรือศีรษะใหญ่โตกว่าคนปกติทั่วไป ควรปรับตำแหน่งเบาะคนขับให้ต่ำที่สุดก่อน เพื่อช่วยลดโอกาสจากศีรษะไปโขกกับเสาหลังคารถคู่หน้า ส่วนเบาะฝั่งซ้าย ต้องทำใจ เพราะไม่สามารถปรับระดับสูง – ต่ำได้
ส่วนแผงประตู ของทั้ง 2 รุ่น ยังมีหน้าตาเหมือนเดิม ตกแต่งด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์ เฉพาะบริเวณพนักวางแขน ซึ่งยังคงวางแขนในระดับพอใช้ได้ ตามเดิม รวมทั้ง ประดับแผงพลาสติกสีดำเงา บริเวณรอบ สวิตช์กระจกหน้าต่างไฟฟ้า เหมือนเดิม

เบาะนั่งทั้งคู่หน้าและด้านหลัง ยังคงหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ สีดำ เหมือนรุ่นปรับอุปกรณ์ MY2018 แต่เปลี่ยนโทนสีของตะเข็บด้าย โดย Yaris จะเปลี่ยนจากสีแดง เป็นสีฟ้า ส่วน Yaris ATIV จะเปลี่ยนจากสีแดง เป็นสีเทา
ภาพรวม การนั่งโดยสาร ก็เหมือนกับ Vios และ Yaris รวมทั้ง Yaris ATIV เดิม นั่นแหละครับ กล่าวคือ พนักศีรษะของเบาะคู่หน้า ทั้ง 2 แบบ ไม่ดันกบาลเท่าใดเลยทั้งคู่ ส่วนตัวพนักพิงหลัง ออกแบบให้เว้าลึกเข้าไป โอบกระชับลำตัวผู้โดยสาร แถมยังรองรับช่วงหัวไหล่ และสะโพกดีเหมือนเดิม
ขณะเดียวกัน เบาะรองนั่ง ยังคงมีขนาดปกติ ตามมาตรฐานของ Toyota คือ “สั้น” พวกเขายังไม่คิดจะปรับปรุงแก้ไขในประเด็นนี้เลย แม้เวลาจะผ่านไปแล้ว 7 ปี ต่อให้ผมอยากให้เพิ่มความยาวมากกว่านี้ อีกราวๆ 10 มิลลิเมตร น่าจะช่วยให้การรองรับต้นขา ขณะขับขี่ทางไกล สบายขึ้นกว่านี้อีกนิดนึง แต่คาดว่าคงต้องรอพบกับความเปลี่ยนแปลงกันในรุ่นเปลี่ยนโฉม Full Modelchange ในอีก 2 ปีข้างหน้า แน่ๆ
เพียงแต่ ตั้งข้อสังเกตว่า ตามปกติ การเปลี่ยนวัสดุหุ้มเบาะจากผ้า ซึ่งนั่งสบายและให้ผิวสัมผัสกับเสื้อผ้าของผู้ขับขี่กับผู้โดยสารได้ดี มาเป็นหนังสังเคราะห์ ซึ่งจะลื่นกว่า อมความรอนมากกว่า และมักจะนั่งไม่สบาย แต่สำหรับ Yaris และ Yaris ATIV ใหม่ นั้น ด้วยการออกแบบรูปทรงพนักพิงหลังมาอย่างนี้ตั้งแต่แรก ทำให้ พอเปลี่ยนมาใช้หนังสังเคราะห์ หุ้มเบาะ ก็กลับให้ความสบายในระดับใกล้เคียงกับเบาะผ้าแบบเดิม อย่างน่าแปลกใจนิดหน่อย
พื้นที่เหนือศีรษะ ก็เหมือนกับรถรุ่นเดิม นั่นละครับ มีเหลือมากพอให้คนตัวสูงราวๆ 185 – 190 เซ็นติเมตร พอจะนั่งได้โดยที่หัวไม่ชนเพดาน ด้านหน้า

การเข้า – ออกจากบานประตูคู่หลัง ของ Yaris และ Yaris ATIV ยังคงจำเป็นต้องก้มหัวลงพอสมควร ในระหว่างก้าวเข้าไปนั่งบนเบาะหลัง เหมือนเดิม ไม่อย่างนั้น โอกาสที่ศีรษะจะโขกโป๊กเข้ากับเสากรอบหลังคาด้านบน ก็ยังมีมากอยู่เช่นเคย
กระจกหน้าต่างไฟฟ้า ของบานประตูคู่หลัง ของทั้ง 2 ตัวถัง ยังคงเลื่อนลงได้จนสุดขอบราง ส่วน แผงประตูด้านข้างยังคงเป็นชิ้นส่นที่สามารถ ยกถอดสับสลับใส่ระหว่างตัวถัง Hatchback กับ Sedan กันได้เลย มีช่องใส่ขวดน้ำขนาด 7 บาทมาให้ รวมทั้งยังมีการบุนุ่มหุ้มหนังสังเคราะห์มาให้บริเวณพนักวางแขน ซึ่งก็พอจะวางท่อนแขนได้อยู่ แต่ยังไม่ถึงขั้นวางข้อศอกได้สบายนัก อยู่ในตำแหน่งที่เตี้ยไปนิดเดียว

