• Sample Page
filmth.huongrung.net
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmth.huongrung.net
No Result
View All Result

N2110037 เด กคนน องการจะบอกอะไรบางอย างว าท านเขาน ากล วมาก ตามไปถ งบ านถ งก บช อค part2

admin79 by admin79
October 17, 2025
in Uncategorized
0
N2110037 เด กคนน องการจะบอกอะไรบางอย างว าท านเขาน ากล วมาก ตามไปถ งบ านถ งก บช อค part2

เดือนมีนาคม – เมษายน 2022 ท่ามกลางวิกฤติการณ์สงครามระหว่าง Russia กับ Ukrain ที่กำลังสู้รบกัน ความกังวลใจของนักลงทุน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกแพงขึ้นกว่าปกติอย่างต่อเนื่องมาก ทำให้ราคาน้ำมันในบ้านเราขยับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องไปพร้อมๆกัน

เป็นธรรมดาที่เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นเมื่อใด ผู้คนก็จะเริ่มมองหาหนทางประหยัดค่าน้ำมันในทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการนำรถยนต์ไปติดระบบก๊าซ LPG หรือ CNG (ซึ่งอย่างหลังนี่ เริ่มเสื่อมความนิยมไปแล้ว) ล่าสุด กระแสการใช้รถยนต์ไฟฟ้า จากต่างประเทศ ก็เริ่มถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันโดยสื่อมวลชนหลายแขนง ปั่นกระแสจน กลายเป็นเทรนด์ใหม่ขึ้นมา ประชาชนทั่วไป เกิดความอยากได้รถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดๆ กันเหลือเกิน

ยิ่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2022 ช่วงงาน Bangkok International Motor Show ภาครัฐบาล มีการประกาศมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการให้ส่วนลดพิเศษกับผู้ประกอบการบางราย ส่งผลให้ ราคารถยนต์ไฟฟ้า ลดลงแบบพรวดพราด ถึง 160,000 บาท โดยประมาณ

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ตลอดระยะเวลาในการจัดงาน มีประชาชนให้ความสนใจสั่งจองรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ กันเป็นจำนวนมากกว่าที่คาดคิด แม้จะไม่ถึงกับเปรี้ยงปร้าง แต่ก็เห็นแนวโน้มชัดเจนว่า ต่อให้ผู้คนมีความกังวล เรื่องการชาร์จไฟ และการใช้งานในชีวิตจริง แต่ก็ยังมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยเลย ที่อยากทดลองเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นครั้งแรก

แต่พอพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้า คนส่วนใหญ่ กลับนึกถึงแต่ เจ้าพ่อรถยนต์ไฟฟ้า Elon Musk แห่ง Tesla หรือว่า แบรนด์เจ้าตลาดจากเมืองจีน ทั้ง MG และ Great Wall Motor ซึ่งพยายามบุกตลาดรถยนต์บ้านเราอย่างหนักหน่วง ด้วยกลยุทธ์หลากหลายรูปแบบ

เรื่องน่าเศร้าก็คือ ท่ามกลางกระแสรถยนต์ไฟฟ้า ที่เกิดขึ้นไปทั่วอยู่ในเวลานี้ กลับแทบไม่มีชื่อของ Nissan LEAF อยู่ในห้วงความคิดของผู้คนทั่วไปเลยแม้แต่น้อย!!!

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ผมเดินทางไปร่วมงานเปิดตัว Nissan LEAF รุ่นปัจจุบัน ที่ Makuhari Messe ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ ปี 2017 ผมอดตื่นเต้นไม่ได้ เมื่อได้รู้หลังงานแถลงข่าวเสร็จสิ้นลง ว่า Nissan เตรียมแผนจะส่ง LEAF รุ่นที่ 2 นี้ เข้ามาเปิดตัว ทำตลาดในประเทศไทย จากปากของประธาน ใหญ่ อย่างคุณ อองตวน ในตอนนั้น

ใครจะไปนึกเล่าว่า เวลาต่อมา การประกาศราคาขาย ณ บูธของ Nissan ในรอบสื่อมวลชน งาน Motor Expo ปี 2018 กลับกลายเป็นการ ปิดประตู ตอกฝาโลง ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าล้วน รุ่นใหม่ล่าสุดในเวลานั้น ไปอย่างหมดสภาพ แทบไม่เหลือเยื่อใยจากสาธารณชน

เมื่อพิเคราะห์ดูแล้ว เหตุผลที่ทุกคนพากันเบือนหน้าหนี LEAF ก็เพราะตอนนั้น Nissan เปิดราคาขายมาแพงเกินไป แถม Option ที่มีให้ ยังจัดว่า “โล้นมาก” เมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ในระดับราคาใกล้เคียงกัน อุปกรณ์ที่หลายคนคาดหวังอย่างเช่น เครื่องเสียงชั้นดี พร้อมกับ ระบบ Pro-Pilot ก็ตกน้ำตกทะเลระหว่างเดินทางมาเมืองไทยไปเสียอย่างนั้น

ยิ่งพอย่างเข้าสู่ช่วงกลางปีถัดมา MG ค่ายรถยนต์จาก SAIC จีนแผ่นดินใหญ่ ประกาศเปิดตัว MG ZS EV รุ่นแรก เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2019 ด้วยค่าตัวที่ถูกกว่ากันชัดเจนมาก เพียง 1,190,000 บาท แต่อัด Option มาแน่นเต็มคัน ก็สร้างเสียงฮือฮา ดังสนั่นไปทั้งประเทศไทย ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกที่มีค่าตัวอยู่ในระดับจับต้องได้ง่าย หลายคนถึงขั้นพูดว่า “LEAF จบเห่แล้ว” ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังจากนั้น

ซ้ำร้าย เมื่อ MG เปิดตัว MG EP Compact Station Wagon พลังไฟฟ้าล้วนๆ เมื่อ 1 ธันวาคม 2020 ด้วยค่าตัวแค่ 988,000 บาท ตามด้วยการเปิดตลาดเมืองไทย ของ Great Wall Motor ด้วย Ora Good Cat ที่เปิดตัวด้วยราคา 989,000 – 1,199,000 บาท เมื่อ 29 ตุลาคม 2021 (ก่อนที่ราคาจะลดลงมาอีกรอบ เมื่อเดือนมีนาคม 2022 ที่ผ่านมา) ยิ่งทำให้ผู้บริโภคชาวไทย พากันให้ความสนใจ และอุดหนุนผู้มาใหม่กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง โดยไม่คิดแม้แต่จะกลับไปเหลียวแล LEAF เลยแม้แต่น้อย

ทุกวันนี้ LEAF จำนวนเกือบร้อยคัน ยังคงจอดรออยู่ในลาน Stock Yard ของโรงงาน Nissan ย่านบางนา-ตราด กม.21 – 22 มานานข้ามปี บางส่วนก็จอดนอนเฝ้าโชว์รูมและศูนย์บริการบางแห่ง เป็นเพื่อน รปภ. ทั้งที่เจ้าของ Dealer เหล่านั้น ต้องลงทุนติดตั้งเครื่องชาร์จไฟ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง อีกรวมราวๆ 3 ล้านกว่าบาท เพียงเพื่อที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ทำตลาด LEAF เป็นพิเศษ แต่สุดท้าย ก็แทบไม่มีใครเดินขึ้นโชว์รูมมาดู LEAF เลย ส่วนใหญ่ ต่างก็มาถอย Almera March และ Navara กันมากกว่า

แม้จะยังมีลูกค้าอุดหนุนไปใช้งานอยู่บ้าง แต่ถือเป็นจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งหน้าใหม่จากเมืองจีน ทั้ง MG และ Great Wall Motor ที่ยกทัพส่งรถยนต์ไฟฟ้า ราคาถูก เข้ามาถล่มตลาดเมืองไทย จนไม่มีใครนึกถึง ชื่อ LEAF กันอีกเลย

บางช่วงบางครา Nissan เอง ก็ต้องจัด แคมเปญ ส่วนลดพิเศษ เหลือ 1,499,000 บาท ตามช่วงเวลา แต่เรื่องที่บ้าบอกว่านั้นคือ พวกเขาไม่ประกาศออกสื่อ แต่กลับซ่อนแคมเปญเอาไว้ในเว็บไซต์ www.nissan.co.th แล้วแถมกว่าที่คุณจะคลิกเจอแคมเปญดังกล่าว ต้องกดเข้าไปมากเกินกว่า 5 Click ซึ่งถ้าจะซ่อนแคมเปญส่งเสริมการขายเอาไว้ลึก ราวกับซ่อนของลับของสงวนกันขนาดนั้น ก็อย่าจัดให้มีแคมเปญเสียเลยจะดีกว่าไหม?

ช่วงเวลาที่ผ่านมา Dealer บางราย ตัดสินใจ เปิดแคมเปญส่วนลด ชนิดไม่รอบริษัทแม่ ลดราคาลงมาเหลือ 1,299,000 บาท กระนั้น ก็ยังแทบไม่ค่อยมีใครพูดถึง LEAF กันตามเคยอยู่ดี

คำถามก็คือ ณ วันนี้ ท่ามกลาง กระแสความอยากได้รถยนต์ EV ที่เพิ่มพุ่งพรวดในเมืองไทยกันแบบนี้ ทำไม Nissan ในฐานะ ผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์ EV ยุคปัจจุบัน มาตั้งแต่ปี 2010 กลับไม่ได้เป็นที่รู้จัก ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สื่อ ไม่ได้อยู่ในภาพจำของผู้คนทั่วไป ถึงขั้นที่ว่า ยังมีสต็อกจอดค้างอยู่ เกือบ 100 คัน

กว่าจะเคลียร์สต็อกจนเกลี้ยงได้ ต้องใช้วิธีดัมพ์ราคาลงมาเหลือ 959,000 บาท พร้อมแถม Wallbox และบริการตรวจสอบ PDI (Pre-Delivery Inspection) ใหม่ทั้งยวง จึงจะระบายรถในสต็อกออกไปจนหมดเกลี้ยงเสียที!

เกิดอะไรขึ้นกับ LEAF? รถมันไม่ดีพอหรือ? มีอะไรที่สู้กับคู่แข่งเขาไม่ได้? และ Nissan ควรปรับแก้ไขสถานการณ์อย่างไรบ้าง?

คำตอบทั้งหมดนั้น รอคุณอยู่แล้วครับ ข้างล่างนี้….

Nissan LEAF เป็นรถยนต์นั่ง ขุมพลังไฟฟ้าล้วน BEV พิกัด C-Segment Compact Hatchback ที่สร้างปรากฎการณ์ครั้งใหญ่ให้กับโลกยานยนต์ ในฐานะของการเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้า ที่ถูกผลิตออกจำหน่ายจริงในจำนวนมาก (Mass-production EV) รุ่นแรกในโลก ซึ่งตอบสนองความต้องการใช้งานของผู้คนในโลกแห่งความจริงได้มากที่สุด รุ่นหนึ่งในยุคที่มันเปิดตัว ทั้งในด้านความสะดวกสบายในการขับ การโดยสาร ความสะดวกในการชาร์จไฟ มีความง่ายในการใช้และบำรุงรักษา และสามารถวิ่งได้ไกล 160 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง ซึ่งในทศวรรษที่แล้วยังถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ

ชื่อรุ่น “LEAF” แปลว่า ใบไม้ ขณะเดียวกัน มันก็มาจากแนวคิดพื้นฐานในการสร้างรถยนต์คันนี้ ที่ทีมวิศวกรของ Nissan กำหนดไว้แต่แรกแล้วว่า จะต้องเป็น “Leading, Environmentally friendly, Affordable,Family car” หรือรถยนต์ครอบครัวที่เป็นผู้นำทั้งในด้านเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่มีราคาที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้

Nissan เปิดตัว LEAF รุ่นแรก รหัสรุ่น ZE0 สู่สาธารณชนครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2009 ที่อาคารสำนักงานใหญ่ในเมือง Yokohama โดยขึ้นสายการผลิต ณ โรงงาน Oppama ที่ญี่ปุ่นเอง ก่อนจะเริ่มจำหน่ายจริงในปี 2010 และกลายเป็น รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลก อยู่พักใหญ่ ด้วยยอดขายสะสมจนถึงปี 2020 รวมแล้วมากถึง 500,000 คัน แถมยังคว้ารางวัลต่างๆมากมาย อาทิ รางวัล “European Car of the Year 2011”, “World Car of the Year 2011” และ “Japan Car of the Year 2011-2012”

LEAF รุ่นแรก เคยถูกนำมาอวดโฉมในเมืองไทยที่งาน Bangkok International Motor Show ในเดือนมีนาคม 2011 ตามมาด้วยการนำรถตัวอย่างประมาณ 5 คันเข้ามาให้สื่อมวลชนไทยได้ทดลองขับ ถ้าใครอยากอ่านข้อมูลตัวรถ และสมรรถนะแบบคร่าวๆ ผู้เขียนเคยลองขับและเขียนบทความของ LEAF รุ่นแรกเอาไว้สั้นๆ คลิกอ่านได้ ที่นี่ Click Here

สำหรับการพัฒนา LEAF รุ่นที่ 2 นั้น Nissan ส่งตัวแทนไปทำวิจัยตลาดกับลูกค้า ที่อุดหนุน LEAF รุ่นแรกไปแล้วว่า มีสิ่งใดที่อยากให้ปรับปรุงแก้ไขบ้าง Nissan พบว่า แม้ลูกค้าส่วนใหญ่จะพึงพอใจใน LEAF รุ่นเดิม และมีแนวโน้มจะซื้อ LEAF รุ่นใหม่ มาแทนที่คันเก่า แต่ทีมวิจัยตลาด ก็ยังสามารถรวบรวมสิ่งที่ลูกค้าอยากให้ปรับปรุงได้มากกว่า 100 จุด หนึ่งในนั้น ประเด็นสำคัญก็คือ งานออกแบบภายนอก ซึ่งลูกค้าบางส่วนมองว่า ตัวรถขาดความดุดัน ดูตลก และดูเป็นรถที่ประกาศอุดมการณ์รักโลกชัดเจนเกินไป ลูกค้าส่วนใหญ่ ชอบสไตล์ตัวถังที่ธรรมดา เข้าใจง่าย แต่ดูแล้วมีความดุดัน จริงจังมากขึ้น

Mitsunori Morita – Program Design Director ของ LEAF จึงมองไปที่การยึดแนวคิดของเดิมที่เชื่อว่า ผู้คนไม่ได้ต้องการรถต้นแบบที่ดูล้ำเกิน ตรงกันข้ามลูกค้าของ LEAF ต้องการรถที่มีสัดส่วนเหมือนรถทั่วไป ใช้งานง่าย และไม่ประกาศตัวเองว่าเป็นพวกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชัดเจน ถ้าให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ลูกค้าอยากได้รถยนต์ Hatchback ที่มีงานออกแบบ ดูเรยบง่ายขึ้น แต่โฉบเฉี่ยวขึ้น ไม่ได้ดูเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือกอย่าง Toyota Prius หรือ GM EV1 ถ้าเป็นเช่นนั้น การผสานเส้นคม กับเส้นโค้ง และเพิ่มความเป็น 3 มิติบนตัวรถ ดูจะเป็นทางออกที่เหมาะ

นอกจากนี้ ทีมออกแบบยังได้แรงบันดาลใจ จากสิ่งที่ดูแล้วเป็นวิทยาศาสตร์, ความสะอาดสะอ้านเรียบร้อย แบบอาคารยุโรปสมัยใหม่ บวกกับความสอดคล้องและแม่นยำในองค์ประกอบ (Precision) เข้ามามีส่วนช่วยทั้งภายนอกและภายใน ทั้งหมดนี้ Nissan เรียกว่า Cool Tech Attitude รวมทั้งการนำเอากระจังหน้าแบบ V-motion อันเป็นเอกลักษณ์งานออกแบบของ Nissan ช่วงทศวรรษ 2010 กับไฟท้ายบูมเมอแรงติดตั้งเข้าไป

Nissan เริ่มเผยภาพ Teaser ของ LEAF รุ่นที่ 2 ออกมาครั้งแรก 3 ระลอก เริ่มจากการเปิดเผยว่าจะติดตั้งระบบ e-Pedal ให้กับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2017 ตามด้วยการเผยภาพเส้นสายเค้าโครงตัวถังรถ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2017 และภาพ Teaser ชุดไฟท้าย เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2017 ซึ่งก็สร้างกระแสความสนใจให้กับสาธารณชนได้อย่างดี

จากนั้น Nissan จึงจัดงานเปิดตัว LEAF รุ่นที่ 2 ครั้งแรกในโลก ณ Makuhari Messe เมือง Chiba ชานกรุง Tokyo ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2017 Nissan ไม่เพียงแต่จะผลิต LEAF ที่โรงงาน Oppama ในเมือง Yokosuka จังหวัด Kanagawa ประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก (รวมทั้งเมืองไทย) แต่ยังส่ง LEAF ใหม่ ไปขึ้นสายการผลิตทั้งที่โรงงานของตนในเมือง Smyrna มลรัฐ Tennessee สหรัฐอเมริกา (เริ่มผลิต 5 ธันวาคม 2017) และโรงงาน Nissan Motor Manufacturing (UK) Ltd. ในเมือง Sunderland สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) อีกด้วย

หลังการเปิดตัว Nissan LEAF ก็มีความเคลื่อนไหวออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการออกเวอร์ชัน Upgrade ออกมาเป็นระยะๆ เริ่มจากการส่ง LEAF Nismo Concept ออกอวดโฉมในงาน Tokyo Motor Show เดือนตุลาคม 2017 ตามด้วยการคว้ารางวัล CES Best of Innovation award winner for Vehicle Intelligence and Self-Driving Technology และ CES honoree for Tech for a Better World จากงาน CES (Consumer Electronics Show) เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2017

จากนั้น เวอร์ชันจีน ก็ถูกเปิดตัวในงาน China (Guangzhou) International Automobile Exhibition ครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2017 โดย Dongfeng Motor Co. ตามด้วยการรับรางวัล Best Small Family Car in the Next Green Car Awards เมื่อ 13 ธันวาคม 2017

8 มกราคม 2018 Nissan ประกาศ ยอดจำหน่ายรวมทั่วโลก ของ LEAF ทั้ง 2 Generation ตั้งแต่ปี 2010 ผ่านหลัก 300,000 คัน ตามด้วยการคว้ารางวัล “Best Electric Car 2018” จากนิตยสาร What Car? ของอังกฤษ ในเวลาเดียวกัน ลูกค้าชาวยุโรปรายแรก ก็ได้รับ LEAF ของตน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2018 หลังการสั่งจองเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น

6 กุมภาพันธ์ 2018 Nissan ประกศจะส่ง LEAF ไปจำหน่ายใน 7 ประเทศ โซน Asia & Oceania ตามด้วยการคว้ารางวัล Kelley Blue Book’s KBB.com 5-Year Cost to Own Award เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2018 รวมทั้งผ่านมาตรฐานการทดสอบความปลอดภัยจากการชน JNCAP (Japan New Car Assessment Program) ในระดับ 5 ดาว เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2018

28 มีนาคม 2018 LEAF รุ่นที่ 2 ได้รับรางวัล “2018 World Green Car” ในงาน New York International Auto Show หลังจากนั้นอีก 1 เดือน Nissan ก็ประกาศความสำเร็จด้วยตัวเลขยอดขาย LEAF ทั้ง 2 รุ่น เฉพาะในญี่ปุ่น ผ่านหลัก 100,000 คัน เมื่อ 20 เมษายน 2018 ไม่เพียงเท่านั้น อีก 7 วันต่อมา 27 เมษายน 2018 LEAF รุ่นที่ 2 ก็ผ่านมาตรฐานทดสอบการชนของ Euro NCAP (European New Car Assessment Program) ในระดับ 5 ดาว ตามด้วยการคว้ารางวัล ‘Best Electric Car’ ในการจัดงาน DieselCar and EcoCar awards ที่อังกฤษ ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการฉลองยอดขายในญี่ปุ่น ครบ 100,000 คัน Nissan จึงออกแบบ LEAF เวอร์ชัน เปิดหลังคา ออกมาเป็นที่ระลึก แต่ไม่มีการจำหน่ายจริง เมื่อ 25 พฤษภาคม 2018

17 กรกฎาคม 2018 Nissan เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ LEAF Nismo ที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก เป็นการออกแบบชุดแต่ง Nismo มาเสริมหล่อ ให้กับ LEAF (รายละเอียด Click Here) จากนั้น 30 พฤศจิกายน 2018 Nissan นำ LEAF ไปดัดแปลงเป็นรถแข่งพลังไฟฟ้า จำนวน 6 คัน ในชื่อ Nissan LEAF Nismo RC (รายละเอียด Click Here)

9 มกราคม 2019 Nissan ใช้เวทีงาน CES – The International Consumer Electric Show 2019 ที่ Las Vegas สหรัฐอเมริกา เปิดตัว LEAF e+ พร้อมกันกับ สำนักงานใหญ่ที่ ญี่ปุ่น จุดขายสำคัญคือ การ Upgrade Motor ไฟฟ้าให้แรงขึ้นเป็น 218 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 340 นิวตันเมตร (34.64 กก.-ม.) (รายละเอียด Click Here) น่าเสียดายว่า เวอร์ชันนี้ ไม่มาเมืองไทย

5 มีนาคม 2019 ยอดขายของ LEAF ทั่วโลก ผ่านหลัก 400,000 คัน ไปพร้อมกับการรับรางวัล 2019 Canadian Green Car of the Year (CGCOTY) โดย Automobile Journalists Association of Canada (AJAC) ที่ Vancouver Auto Show เมื่อ 21 มีนาคม 2019 จากนั้น 2 เดือนถัดมา ก็มีการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ Nissan LEAF Autech สีน้ำเงินหรู ออกสู่ตลาดเฉพาะในญี่ปุ่นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2019 แต่ขึ้นโชว์รูมจริง 21 มิถุนายน 2019 หลังจากนั้นเพียงเดือนเดียว LEAF ก็ถูกเปิดตัวออกสู่ตลาด Australia เมื่อ 12 กรกฎาคม 2019 ขณะเดียวกัน LEAF ก็ออกจำหน่ายใน 4 ประเทศหลักของกลุ่ม Latin America (LATAM) ทั้ง Argentina, Brazil, Chile และ Colombia เมื่อ 19 กรกฎาคม 2019

24 ตุลาคม 2019 Nissan ประกาศเผยโฉมรถยนต์ต้นแบบ Nissan LEAF e+ “Twin Motor” เพิ่มมอเตอร์ขับเคลื่อนด้านหลังเข้าไป แรงขึ้นเป็น 308 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด มหาศาลถึง 680 นิวตันเมตร (ุ69.29 กก.-ม.) (รายละเอียด Click Here) แต่ไม่ทำตลาดจริง

Nissan LEAF รุ่นปรับอุปกรณ์ ให้กับตลาดญี่ปุ่น เปิดตัวเมื่อ 16 ธันวาคม 2019  โดย Upgrade ระบบขับขี่อัตโนมัติ ProPILOT เพิ่มฟังก์ชันช่วยจอด Park feature ช่วยถอยเข้าจอดเองอัตโนมัติ เพิ่มระบบ Intelligent Blind Spot Intervention เพิ่มเสียงเตือนคนเดินถนนขณะแล่นผ่าน Canto รวมทั้งระบบ NissanConnect เพิ่มการเชื่อมต่อกับเครือข่ายมือถือ Docomo in Car Connect® ทั้ง In-Car Wi-fi , รวมทั้งระบบเชื่อมต่อกับ Google ให้สั่งล็อกหรือปลดล็อกรถ ผ่าน Application บนโทรศัพท์มือถือ เพิ่มจอมอนิเตอร์ขนาด 9 นิ้ว และเสาอากาศครีบฉลาม เป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้ทุกรุ่นย่อย ทุกคัน และเพิ่มสีตัวถังใหม่ Vivid Blue กับ Stealth Gray (รายละเอียด Click Here)

9 กันยายน 2020 Nissan LEAF มียอดขายรวมทั่วโลก ผ่านหลัก 500,000 คัน ขณะเดียวกัน ก็ครบรอบการทำตลาด 10 ปี เมื่อ 3 ธันวาคม 2020 ขณะเดียวกัน

สถานการณ์ในเมืองไทย

ทันทีที่งานเปิดตัวในญี่ปุ่น เสร็จสิ้นลง ช่วงเที่ยงวันที่ 6 กันยายน 2017 ตามเวลาในญี่ปุ่น Antoine Barthes ประธานใหญ่ Nissan Motor (Thailand) ก็เชิญสื่อมวลชนจากประเทศไทย (รวมทั้งผู้เขียน) เข้ามานั่งรับฟัง Brief Session สั้นๆ ว่า Nissan จะนำ LEAF เข้ามาเปิดตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ในเมืองไทย

ถ้าย้อนกลับไปดูอดีตก่อนหน้านี้ Nissan ไม่เคยมีการประกาศล่วงหน้า ว่าจะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่รุ่นใดๆในประเทศไทย ดังนั้น LEAF จึงกลายเป็นรถยนต์รุ่นแรก และเป็นรุ่นเดียว ในประวัติศาสตร์ของ Nissan ประเทศไทย ที่ผู้บริหารได้รับไฟเขียวจากบริษัทแม่ในญี่ปุ่น ให้แถลงถึงแผนการเตรียมนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา

อย่างไรก็ตาม กว่าที่ลูกค้าชาวไทย จะได้ยลโฉม LEAF คันจริง ก็ต้องรอกันจนกระทั่ง 1 ปี กับอีก 3 เดือนให้หลัง Nissan Motor Thailand จึงประกาศ เปิดตัว LEAF เวอร์ชันไทย อย่างเป็นทางการ ในงาน Motor Expo ที่ Challenger Hall Impact เมืองทองธานี เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2018 กันเสียที

ทว่า สิ่งที่ทำให้ทุกคนพากันเซ็งเป็ดไปตามๆกัน นั่นคือ การตั้งราคาขายปลีก ที่แพงถึง 1,990,000 บาท เมื่อเทียบกับรายการอุปกรณ์มาตรฐาน ที่หล่นหายไปกลางทะเล ระหว่างเดินทางมายังเมืองไทย จนเรียกเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ (ก่นด่า) ว่า ใครมันเป็นคนคิดและตัดสินใจให้ตั้งราคาออกมาฆ่าตัวตายกันแบบนี้ (รายละเอียดต่างๆของตัวรถในช่วงเปิดตัว Click Here)

หลังจากนั้น ก็เป็นอย่างที่ทุกคนเห็นกัน มิใยที่ Nissan พยายามจะจัด Event ทดลองขับ ที่ลานด้านหลัง Central พระราม 9 เมื่อ 25 กรกฎาคม 2019 หรือ โฆษณาผ่านสื่อ Social Media ในรูปแบบต่างๆ ทว่า ยอดขายก็ไม่เดินเอาเสียเลย มีเพียงแค่การอุดหนุน จากบริษัทห้างร้านต่างๆ รวมทั้ง เจ้าของ Dealer Nissan บางรายเท่านั้น ที่พอจะทำให้เราได้เห็น LEAF วิ่งบนถนนเมืองไทยอยู่บ้าง

การซื้อขายล็อตใหญ่สุด เกิดขึ้น เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2022 ที่ผ่านมา โดยบริษัท EVme จำกัด Platform ให้บริการ รถเช่าแบบ Car Sharing น้องใหม่ในเครือของกลุ่ม ปตท. (PTT) ได้สั่งซื้อ และรับมอบ LEAF จำนวนมากถึง 40 คัน เพื่อไปให้บริการเช่าใช้ ผ่าน Application บนโทรศัพท์มือถือ ร่วมกับรถยนต์ไฟฟ้า อีกหลายรุ่น หลากยี่ห้อ

ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ ล่าสุด Nissan ยังมี LEAF อีกประมาณ ไม่ถึง 100 คัน จอดอยู่ใน Stock ของโรงงานที่ ถนนบางนา-ตราด กม.22 และคาดว่า ต่อให้ลดราคา หรือทำแคมเปญพิเศษใดๆก็ตาม อาจต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร กว่าจะขายออกจนหมด

***** ขนาดตัวรถ / Dimension *****

LEAF ใหม่ มีขนาดตัวถังยาว 4,490 มิลลิเมตร ความกว้างตัวถังไม่รวมกระจกมองข้าง 1,788 มิลลิเมตร สูง 1,540 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร ระยะความกว้างระหว่างช่วงล้อคู่หน้า/หลัง (Front & Rear Track) อยู่ที่ 1,530 และ 1,545 มิลลิเมตรตามลำดับ ระยะต่ำสุดจากใต้ท้องรถถึงพื้น (Ground clearance) 150 มิลลิเมตร ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd=0.28

ต้องหมายเหตุเอาไว้นิดว่า โบรชัวร์ของเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจะระบุความกว้างตัวถังเป็น 1,790 มิลลิเมตร และในกรณีที่เป็นรุ่นที่ใช้ล้อ 16 นิ้ว จะมีความสูงลดลง 10 มิลลิเมตร แต่แทร็คล้อหน้า-หลังกว้างขึ้นอย่างละ 10 มิลลิเมตรเพื่อชดเชยกับขนาดยางที่ถูกลดจาก 215/50R17 เป็น 205/55R16

ส่วนน้ำหนักตัวถังนั้น เวอร์ชั่นยุโรปจะระบุน้ำหนักของตัวท้อปล้อ 17 บวกกับน้ำหนักคนขับกับสัมภาระอีก 75 กิโลกรัม รวมเป็น 1,580 กิโลกรัม ส่วนเวอร์ชั่นญี่ปุ่นนั้น รุ่น S ซึ่งอุปกรณ์น้อยที่สุด จะระบุน้ำหนักไว้ 1,490 กิโลกรัม และรุ่น G ตัวท้อปล้อ 17 นิ้ว แจ้งน้ำหนักเอาไว้ 1,520 กิโลกรัม ซึ่งหนักกว่ารถ C-Segment เครื่องยนต์เบนซินแบบที่บ้านเราคุ้นเคยราว 200 กิโลกรัม

ถ้าจะต้องเปรียบเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีรูปแบบและพิกัดตัวถังเหมือนๆกัน ก็คงจะมีเพียง Ora Good Cat ที่มีความยาว 4,235 มิลลิเมตร กว้าง 1,825 มิลลิเมตร สูง 1,596 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,650 มิลลิเมตร จะพบว่า LEAF ยาวกว่าถึง 255 มิลลิเมตร แต่แคบกว่า 37 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 56 มิลลิเมตร แต่ระยะฐานล้อ ยาวกว่า 50 มิลลิเมตร

***** รูปลักษณ์ภายนอก / Exterior *****

LEAF รุ่นที่ 2 ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศต่ำเพียง Cd. 0.28 แม้จะยังไม่ถือว่าต่ำจนต้องร้องว้าว แต่ก็ถือว่าต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไปในตลาด ซึ่งมีค่าเฉลี่ย อยู่ที่ Cd. 0.30

เส้นสายภายนอกถูกลดทอนความล้ำอนาคต (Futuristic) ลงมา เพื่อให้ดูเป็นรถยนต์ C-Segment Compact size Hatchback ที่มีบุคลิกร่วมยุคสมัย แต่ยังคงความโฉบเฉี่ยวไว้นิดๆ

LEAF เวอร์ชันไทย มีสีตัวถังให้เลือกเพียงสีเดียว นั่นคือ สีขาว ส่วนหลังคา และเสาหลังคาทุกจุดพ่นดำเงา มาจากโรงงาน การออกแบบให้เสาลังคาคู่หน้า A-Pillar ยื่นล้ำไปข้างหน้า ทำให้จำเป็นต้องออกแบบกระจก Opera (หูช้าง) บริเวณติดกับบานประตูคู่หน้า อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เหมือนกับ Honda Civic FD 2005 / และ FB 2012 หรือ Suzuki SX4, Toyota Prius เป็นต้น

อุปกรณ์มาตรฐาน ได้แก่ ชุดไฟหน้า เป็นแบบ Projector Lens LED พร้อม Daytime Running Light และไฟตัดหมอกคู่หน้า มือเปิดประตูภายนอก เป็นพลาสติกชุบโครเมียม ทั้ง 4 ตำแหน่ง กรอบกระจกมองข้าง เป็นสีดำเงา พร้อมไฟเลี้ยว LED ในตัว พับและปรับได้ด้วยสวิตช์ไฟฟ้าจากภายในรถ ด้านข้างบานประตูคู่หน้าทั้ง 2 ฝั่ง มีป้าย Zero Emission ติดมาให้ กลัวคนจะไม่รู้ว่านี่คือรถยนต์ไฟฟ้า

ด้านหลังรถ เสาอากาศของเวอร์ชันไทย ยังเป็นแบบหางหนูพับได้ ยังไม่ใช่แบบครีบฉลาม เหมือนเวอรชันใหม่ในต่างประเทศ มีสปอยเลอร์ด้านหลัง สีดำเงา พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ติดตั้งเหนือกระจกบังลมหลัง มีไล่ฝ้าไฟฟ้า และใบปัดน้ำฝน พร้อมหัวฉีดน้ำล้างกระจกหลังมาให้ เหนือช่องใส่ป้ายทะเบียน เป็นแผงพลาสติกขนาดใหญ่ สีดำ Piano Black พร้อมสัญลักษณ์ Nissan ตรงกลาง ป้าย Nameplate ชื่อรุ่น ฝั่งซ้าย และป้าย Zero Emission ฝั่งขวา เปลือกกันชนหลัง มีแผงทับทิม สี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ติดตั้งที่มุมกันชนทั้ง 2 ฝั่ง ซ้าย – ขวา และมีแถบสีดำ ออกแบบเป็น Defuser ช่วยจัดการกระแสลมที่ไหลผ่านใต้ท้องรถไปยังเป็นระเบียบ

ส่วนล้ออัลลอย เป็นลาย 5 ก้าน ปัดเงา Two-tone สีเงิน / ดำ มีขนาด 6.5J x 17 นิ้ว สวมยาง Dunlop Enesave ขนาด 215/50 R17

********** ภายในห้องโดยสาร / Interior **********

ระบบกลอนประตู ของ Leaf ยังคงเป็นกุญแจ Remote Control แบบ Intelligent Key ทรงเมล็ดข้าวสาร พร้อมกุญแจฉุกเฉินขนาดเล็กซ่อนอยู่ในตัว เหมือนกับที่ใช้ในรถรุ่นอื่นๆของ Nissan ตั้งแต่ March ยัน GT-R โดยมีระบบ Immobilizer และสัญญาณกันขโมยติดตั้งมาให้ด้วย เพียงแต่ว่า มีความแตกต่างกันก็คือ นอกจากจะมีสวิชต์ปลด และสั่งล็อกแยกจากกัน มาให้ตามปกติแล้ว ยังมีสวิตช์ปลดล็อก ฝาปิดปลั๊กชาร์จไฟด้านหน้าของรถ มาให้เพิ่มเติมอีกด้วย เสียดายแค่ว่า ไม่มีสวิตช์ปลดล็อกเปิดฝาท้าย แค่นั้นเอง

มือจับประตู ทั้ง 4 ชิ้น เป็นพลาสติกชุบโครเมียมทั้งหมด การเปิดประตูรถ ยังต้องกดสวิชต์สีดำบนมือจับประตูฝั่งคนขับ สำหรับกดสั่งปลดหรือล็อกรถได้พร้อมกันทั้ง 4 บาน (ระบบ Central Lock) กันเสียก่อน ระบบจึงจะปลดหรือสั่งล็อก ไม่สะดวกเหมือนคู่แข่งคันอื่น ที่ต่างพากันเปลี่ยนไปใช้ระบบ Smart Keyless ซึ่งเพียงแค่เอื้อมมือไปเปิดประตู ระบบก็ปลดล็อกให้แล้ว

เนื่องจากแบ็ตเตอรีระบบขับเคลื่อนของ Leaf ถูกติดตั้งไว้กับพื้นตัวถังรถ ทำให้จำเป็นต้องติดตั้งเบาะนั่ง ไว้ด้านบน เหนือแบ็ตเตอรี แม้ว่า อาจทำให้ตำแหน่งเบาะนั่งค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไป และอาจทำให้ผู้ขับขี่ (มือใหม่) ส่วนใหญ่ แอบเสียวเล็กๆจากอาการเอียงของตัวรถในขณะเข้าโค้งไปบ้าง ก็จริงอยู่

แต่ในทางตรงกันข้าม การติดตั้งเบาะนั่งไว้สูงขนาดนี้ มันก็มีข้อดีนั่นคือ ช่วยให้ การเข้า – ออกจากบานประตูคู่หน้า ทำได้สบาย ง่ายดายในระดับใกล้เคียงกับ รถยนต์ Minivan หลายๆรุ่น แค่เพียงหย่อนก้นลงบนเบาะนั่ง แล้วหมุนสไลด์ตัว ยกขาเข้าไปวางบนพื้นที่วางขา ก็เรียบร้อยแล้ว หากจะต้องลุกออกจากรถ ก็สามารถก้าวขาลงวางบนพื้นถนนได้ง่ายดาย แถมยังไม่ต้องกลัวว่าขากางเกง หรือชายกระโปรง จะเปื้อนเศษฝุ่นดินจากชายล่างของรถด้วย เพราะขอบประตูด้านล่าง ถูกออกแบบให้คลุมทับชายล่างของตัวถังลงไปในระดับหนึ่งแล้ว ว่ากันตมตรง ตำแหน่งเบาะนั่งคู่หน้าของ LEAF นั้น ไล่เลี่ยใกล้เคียงกับ Nissan TIIDA ไม่ผิดเพี้ยน!

เพียงแต่ว่า ก่อนจะเข้าไปนั่งบนเบาะคู่หน้า ควรตรวจเช็คให้ดีว่า เบาะนั่งอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกต่อการเข้า – ออกของคุณจริงๆ มิเช่นนั้น อาจเกิดปัญหาศีรษะโขกกับเสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ได้ง่าย

แผงประตูด้านข้าง มีพนักวางแขน บุด้วยหนังสังเคราะห์ ออกแบบมาเตี้ยไปหน่อย สามารถวางท่อนแขนพอได้ แต่ต่อให้คุณปรับเบาะนั่งจนลงต่ำสุดแล้ว คุณก็ยังไม่สามารถวางข้อศอกได้อยู่ดี ส่วนมือจับเปิดประตูด้านในเป็นแบบพลาสติกชุบโครเมียม ด้านล่างของแผงประตู มีช่องวางของขนาดใหญ่มาก นอกจากรองรับหนังสือ หรือเอกสารขนาดใหญ่ได้แล้ว ยังสามารถวางขวดน้ำดื่มขนาด 1.25 ลิตร ได้สบายๆ 1 ขวด หรือจะวางขวดน้ำ 7 บาท ก็ย่อมได้

ภายในตำแหน่งด้วยโทนสีดำ เพดานหลังคาเป็นโทนสีสว่าง พื้นที่เหนือศีรษะ (Headroom) ของผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า หากปรับเบาะลงต่ำสุด จะเหลือพื้นที่มากถึง 8 นิ้วมือในแนวนอน

เบาะนั่งคู่หน้า หุ้มด้วยหนังสีดำ ประดับด้วยแถบ Alcantara สีฟ้าอ่อน ที่บริเวณ ปีกข้างของพนักพิงหลัง และเบาะรองนั่ง ของเบาะคู่หน้า ทั้ง 2 ฝั่ง สามารถปรับตำแหน่งเอนของพนักพิงหลัง รวมทั้งปรับตำแหน่งเลื่อนขึ้นหน้า – ถอยหลัง ด้วยคันโยกแบบมาตรฐาน ทั้งด้านข้าง และด้านใต้เบาะรองนั่ง ผมไม่เข้าใจจริงๆว่า รถยนต์ระดับราคา 1.9 ล้านบาท อย่างนี้ Nissan ไม่คิดจะติดตั้งระบบปรับตำแหน่งเบาะด้วยสวิตช์ไฟฟ้ามาให้สักหน่อยเชียวเหรอ? อย่างน้อยๆ มีมาให้เฉพาะเบาะคนขับก็ยังดี ขนาด Navara King Cab Calibre คันละแค่ 859,000 บาท ยังใส่เบาะคนขับปรับด้วยไฟฟ้ามาให้เลย!!

พนักพิงหลัง ออกแบบมาในสไตล์เดียวกับเบาะคู่หน้าของ Nissan Tiida ผสมผสานกับเบาะคู่หน้าของ Nissan Sylphy และ Pulsar รุ่นปัจจุบัน เสริมฟองน้ำในสไตลนิ่ม แต่แอบแน่นประมาณหนึ่ง รองรับสรีระช่วงตั้งแต่กลางแผ่นหลังลงไปได้นุ่มสบายดี ขณะเดียวกัน ปีกเบาะด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง ใช้ผ้า Alcantara มีความหนาพอประมาณ ในระดับที่ให้ความสบายกับคนตัวใหญ่ได้ดี เพียงแต่ว่าตัวเบาะไม่ได้ Support ช่วงหัวไหล่เท่าที่ควร ประเด็นนี้เหมือนเบาะคู่หน้าของ Tiida เป๊ะ!

พนักศีรษะ มีขนาดปานกลาง พื้นผิวสัมผัสเหมือนจะนิ่ม แต่แกนข้างในค่อนข้างแข็ง สามารถปรับระดับสูง – ต่ำได้ ก็จริง ทว่า ตัวพนักศีรษะยัง แอบดันกบาลนิดๆ และไม่สามารถปรับระดับเข้า – ออก ได้ แรกๆจะนั่งแล้วปวดต้นคอหน่อยๆ แต่อยู่ในจุดที่พอยอมรับได้

เบาะรองนั่ง มาในสไตล์เดียวกับพนักพิงหลัง คือเสริมด้วยฟองน้ำที่ นิ่มแต่แอบแน่น มีความยาวในระดับมาตรฐานในระดับรถญี่ปุ่นทั่วไป คือขาดอีกนิดเดียวก็จะถึงข้อพับแล้ว อย่างไรก็ตามปีกข้างของเบาะรองนั่ง มีตะเข็บรอยต่อเชื่อมระหว่างหนังสังเคราะห์ชิ้นผ้า Alcantara ซึ่งเป็นรอยต่อที่แข็งและอาจก่อความระคายเคืองได้ ถ้าคุณสวมกางเกงหรือกระโปรงบางๆจะนั่งไม่สบายเท่าที่ควร

เข็มขัดนิรภัยสำหรับเบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบ ELR 3 จุด (Emergency Locking Rotor) 3 จุด มีระบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ (Pre-tensioners & Load Limiters) ฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าเป็นแบบทิศทางเดียว แต่ฝั่งคนขับจะเป็นแบบ 2 ทิศทาง จุดยึดเข็มขัดที่เสาหลังคาคู่กลาง B-Pillar สามารถปรับระดับสูง – ต่ำ ให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้ พร้อมสัญญาณไฟบนมาตรวัด และเสียงร้อง แจ้งเตือนให้คาดเข็มขัด

ภาพรวมแล้ว ตำแหน่งเบาะนั่งคนขับค่อนข้างสูง พอกันกับรถญี่ปุ่นยุคปี 2001 – 2010 ซึ่งเป็นผลมาจากการติดตั้งแบตเตอรี ไว้ที่พื้นรถ จนทำให้นึกถึงเบาะนั่งของ Nissan TIIDA และ Nissan Sylphy รุ่นสุดท้าย เบาะนั่งเหมือนจะสบายสำหรับลำตัว แต่สำหรับต้นคอ และศีรษะ อาจยังไม่ถึงกับสบายนัก เบาะรองนั่ง มีรอยตะเข็บ อาจทำให้เกิดความระคายเคืองได้

การเข้า – ออกจากบานประตูคู่หลัง ยังคงทำได้ดี แม้ว่า ช่องทางเข้า-ออก จะมีความกว้าง ทั้งช่วงบน และด้านล่าง น้อยกว่า Nissan Pulsar รุ่นสุดท้าย ไปนิดหน่อย แต่ด้วยรูปทรงของช่องกรอบประตู ซึ่งถอดแบบมาจาก LEAF รุ่นแรก จึงเอื้ออำนวยให้เข้าไปนั่ง และลุกออกมา ได้สะดวกสบายอยู่แล้ว ทำให้ผู้โดยสาร สามารถในแบบเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก เสาหลังคาคู่หลัง C-Pillar ซึ่งอยู่ติดกับขอบกระจกหน้าต่างประตูคู่หลัง ถูกออกแบบมาให้ตั้งชัน เพื่อความโปร่งโล่ง และสะดวกต่อการลุกเข้า – ออก ของผู้โดยสารด้านหลัง จึงจำเป็นต้องมีเส้นแบ่งกั้นกระจกหน้าต่างไฟฟ้าคู่หลัง เพื่อให้เลื่อนลงได้มากที่สุด โดยไม่ชนกับส่วนที่เว้าหลบซุ้มล้อคู่หลัง กระนั้น กระจกหน้าต่างของบานประตูคู่หลัง ก็ยังคงเลื่อนลงมาได้แต่ไม่สุดขอบรางหน้าต่าง เหลือพืนที่กระจกโผล่ขึ้นมาเล็กน้อยเป็นรูปสามเหลี่ยม

แผงประตูคู่หลัง ก็เหมือนกับแผงประตูคู่หน้าคือ ขึ้นรูปด้วยพลาสติกกัดลาย มือจับเปิดประตูจากด้านในชุบด้วยโครเมียม เสริมด้วย Piano Black บริเวณแผงควบคุมกระจกหน้าต่าง ส่วนพนักวางแขนบุฟองน้ำนุ่ม หุ้มหนังสีดำ ตัดกับสีฟ้าของแนวตะเข็บด้าย ออกแบบให้มีช่องมือจับดึงปิดประตู เหมือนพนักวางแขนคู่หน้า ซึ่งสามารถวางแขนได้ แต่ไม่ถึงกับวางข้อศอกได้เช่นเดียวกัน เตี้ยไปเพียงนิดเดียวจริงๆ

ด้านล่าง มีช่องวางขวดน้ำ ขนาด 7 บาท ได้ขวดเดียวเท่านั้น และลำโพง 1 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังมีระบบ Child Lock ป้องกันเด็กเปิดประตูจากภายในรถมาให้

พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังนั้น ดูเผินๆ เหมือนจะโอ่โถงพอๆกับ Nissan Tiida 5 ประตู ตามประสารถยนต์ท้ายตัดยุคใหม่ของ Nissan ที่มักออกแบบโดยเน้นความใหญ่โตของพื้นที่โดยสารด้านหลังค่อนข้างมาก

พนักพิงเบาะแถวหลัง ถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นแอ่งต่างระดับ ไม่มากนัก มีฟองน้ำที่แน่นและแข็ง แต่มีมุมเอนที่ดี จึงยังพอหาความสบายอันน้อยนิดได้บ้าง พนักพิงเบาะแถวหลัง สามารถแยกพับพนักพิงหลังได้แบบ 60/40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลัง ด้วยเดือยโยก บริเวณ เหนือช่วงไหล่ของพนักพิงหลัง ทั้งฝั่งซ้ายและขวา

พนักศีรษะสำหรับผู้โดยสารเบาะหลัง ทั้ง 3 ชิ้น มีขนาดเล็กและมีฟองน้ำที่แน่น ดูเหมือนจะนิ่ม แต่เมื่อพิงศีรษะจริง กลับสัมผัสได้ว่าแอบแข็งหน่อยๆ กระนั้น พนักศีรษะไม่จำเป็นต้องยกขึ้นมาใช้งาน เพราะดูเหมือนว่าจะถูกออกแบบให้รองรับสรีระบริเวณต้นคอได้ดี ซึ่งผิดกับหน้าตาของมันเมื่อมองจากภายนอกมากๆ

เบาะรองนั่งมีฟองน้ำค่อนข้างนิ่มกว่าเบาะรองนั่งคู่หน้าอย่างชัดเจนและมีความยาวพอกับเบาะรองนั่งของ Accord G7 ปี 2001 (ก็คือสั้นไปนั่นแหละ) พื้นผิวสัมพัสค่อนข้างแบนราบเหมือนเบาะอเมริกันในช่วงปี 1950 – 1970 แต่ด้วยเหตุที่ เบาะรองนั่งจำเป็นอยู่ในตำแหน่งต่ำสุด ติดพื้นรถ เพื่อให้ผู้โดยสารตัวสูงระดับ 180 เซ็นติเมตร สามารถนั่งได้ นั่นจึงทำให้ตำแหน่ง Hip point ยังเตี้ยไปนิด ผู้โดยสารแถวหลัง ต้องนั่งชันขาชันเข่า พอสมควร แบบเบาะแถว 2 ของ SUV/PPV รุ่นเก่าๆ เลยทีเดียว

พื้นที่วางขาเบาะหลัง ของ LEAF อาจจะไม่เยอะเท่า Nissan Tiida หรือ Sylphy กับ Pulsar เนื่องจากแบตเตอรี กินพื้นที่ไปพอสมควร แต่ผมสามารถนั่งไขว่ห้างได้ละกัน ส่วนพื้นที่เหนือศีรษะ ในส่วนคนสูง 170 อย่างผมยังเหลือพื้นที่ 4 นิ้วในแนวนอน แต่ไม่มีพนักวางแขนแบบพับได้ในเบาะ

เข็มขัดนิรภัยเบาะนั่งแถวหลังเป็นแบบ ELR 3 จุด (Emergency Locking Rotor) 3 จุด พร้อมระบบดึงกลับ และผ่อนแรงอัตโนมัติ (Pre-tensioners & Load Limiters) แบบทิศทางเดียว ส่วนมือจับศาสดา (ไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ) มีมาให้ครบ 4 ตำแหน่ง บนเพดานหลังคาสีเบจอ่อน

ฝาประตูห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย ใช้กลอนและปลดล็อกด้วยสวิตช์ไฟฟ้าก็จริง แต่ไม่ได้มาพร้อมฟังก์ชั่นเปิด – ปิดด้วยระบบไฟฟ้าแต่อย่างใด ถึงอย่างนั้น ก็ยังคงค้ำยันด้วยช็อกอัพไฮดรอลิกช่วยผ่อนแรง เมื่อยกบานฝาท้ายขึ้น เส้นเชือกที่ผูกโยงเข้ากับแผ่นบังสายตา จะช่วยยกแผงดังกล่าวขึ้นมา เหมือนรถยนต์ Hatchback ทั่วๆไป และมีเพียงแค่มือจับสำหรับกดฝาท้ายปิดลงมา บริเวณฝั่งขวา ของฐานฝาท้าย เท่านั้น

พื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังรถ มีความจุ 435 ลิตร (มากกว่ารุ่นเดิม 65 ลิตร) วัดความกว้างจาก ส่วนที่นูนสุดของแผงพลาสติกคลุมซุ้มล้อ จากฝั่งซ้ายไปขวา ได้ 1,010 มิลลิเมตร ความยาว 740 มิลลิเมตร และสูง 900 มิลลิเมตร เมื่อปรับเบาะนั่งแถวหลังให้อยู่ในตำแหน่งปกติ ซึ่งจะมีพื้นที่เหลือพอให้สามารถวางถุงกอล์ฟ ที่มีขนาดยาว 817 มิลลิเมตร กว้าง 549 มิลลิเมตร สูง 238 มิลลิเมตร ได้ถึง 2 ใบ ในแนวขวาง

แต่ถ้าพับพนักพิงเบาะหลังลงทั้ง 2 ฝั่งแล้ว ความยาวของพื้นที่สัมภาระจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,610 มิลลิเมตร ความจุจะเพิ่มขึ้น 1,176 ลิตร ซึ่งถือว่าใหญ่โตใช้ได้เมื่อเทียบกับรถแฮทช์แบ็คท้ายตัดด้วยกัน แต่ขนาดของช่องทางโหลดของไม่กว้าง และขอบล่างของช่องโหลดก็อยู่สูงพอสมควร

อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณพับเบาะลงไปแล้ว ตัวเบาะจะไม่ราบเป็นพื้นระนาบเดียวแบบหน้าถึงหลัง เพราะพื้นห้องเก็บสัมภาระท้ายนั้นลึกมาก และไม่มียางอะไหล่ ต่อให้สั่งอุปกรณ์พิเศษ อย่างที่วางของแบบพิเศษซึ่งยกใส่เข้าไปแล้วทำให้พื้นห้องเก็บสัมภาระสูงเสมอเบาะตอนพับ มันก็จะยังมีหลุมขนาดใหญ่ตรงกลางระหว่างกระบะใส่ของกับตัวเบาะอยู่ดี

พื้นห้องเก็บสัมภาระจะถูกปูด้วยแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดบุฉนวนกันเสียง ปิดผิวชั้นบนด้วยพรมสีเทาดำ มีการเดินตะเข็บด้ายมาให้ดูเรียบร้อย ฝั่งขวาของผนังห้องเก็บสัมภาระ จะมีฝาปิดพลาสติก เมื่อดึงเปิดออกมาจะพบกับชุดแม่แรงยกรถ ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็นตาข่ายสำหรับเก็บของ พร้อมขอเกี่ยว ถัดขึ้นไปด้านบน ใต้ขอบแผ่นบังสายตา จะมีไฟส่องสว่างมาให้ 1 ตำแหน่ง ซึ่งก็ไม่ถึงกับสว่างเท่าใดนักในยามค่ำคืน

Previous Post

N2110033 เม ยหลวงก บเม ยน อย คนเก าก บคนใหม ณจะเล อกใคร #พ คตอนจบ part2

Next Post

N2110046 เต อนภ เต มน ำม นต องเช คให ไม นจะเจอแบบน part2

Next Post
N2110046 เต อนภ เต มน ำม นต องเช คให ไม นจะเจอแบบน part2

N2110046 เต อนภ เต มน ำม นต องเช คให ไม นจะเจอแบบน part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2501077 สาม วยไรไม ได แล วย งเห นแก part2
  • N2501070 แม สอนล กผ ดๆ ทำให คนอ นเด อดร อน part2
  • N2501071 เม ยล บอยากม วตน เม ยหลวงอย างเราจะไม ทนให เส ยเวลา part2
  • N2501069 จากคนร กก นตอนน เหม อนไม กก part2
  • N2501073 อย านหล งเด ยวก นแต กเหม อนอย คนเด ยว part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • January 2026
  • October 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.